
“ประยุทธ์” โพสต์เฟซบุ๊กปลื้ม ไทยฉีดวัคซีนทะลุ 100 ล้านโดส ทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ มั่นใจเอา “โอมิครอน” อยู่ หลังมีประสบการณ์และความร่วมมือ 2 ปีที่ผ่านมา “อนุทิน” เตรียมชงมาตรการเข้มหลังไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทำติดเชื้อแล้ว 63 ราย และมีหญิงไทยรายแรกที่ติดเชื้อในประเทศจากสามีแล้ว “ศบค.” แจงยิบ ชี้ภาพรวมผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศขยับสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะระบบ Test&Go กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แนะทบทวนหลังโอมิครอนเพิ่มขึ้นกว่า 3% จากสัปดาห์ที่แล้วมีไม่ถึง 1%
เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กเพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า "ประเทศไทยต้องชนะเป็นเป้าหมายสูงสุดในสงครามโควิดที่เราชาวไทยได้ร่วมมือกันต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ โดยในวันที่ 20 ธ.ค.ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่เราบรรลุเป้าหมายสำคัญ คือสามารถฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องชาวไทยทะลุยอด 100 ล้านโดสได้สำเร็จภายในปี 2564 ตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้
เมื่อรัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่วันนี้เราสามารถทำภารกิจที่เหมือนเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์คำกล่าวอีกครั้งที่ว่า หากคนไทยร่วมแรงร่วมใจทำอะไรแล้ว จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้”
นายกฯ โพสต์อีกว่า "มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าหลังจากผ่านมา 2 ปี รัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รวมทั้งหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ มีความพร้อมมากยิ่งกว่าเดิมในการรับมือกับโรคระบาด โดยเฉพาะเชื้อโอมิครอนที่กำลังก่อปัญหาในหลายประเทศ โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกับการตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศในทุกช่องทาง และให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมแผนเผชิญเหตุหากเกิดการระบาดขึ้น ดังที่เราเคยดำเนินการมาแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลได้เตรียมการไว้อย่างดีที่สุด เพื่อชัยชนะของประเทศไทย"
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ต่ำสุดตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ดำเนินมาตรการเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ย. แต่นายกฯ ยังกังวลช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ ที่หลายจังหวัดมีการจัดกิจกรรมและงานรื่นเริง จึงกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด, คณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด ตรวจสอบการจัดงานของผู้จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มงวด โดยให้เป็นไปตามมาตรการของ ศบค. COVID Free Setting และมาตรการความปลอดภัย
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่า ขณะนี้ไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 63 ราย จึงต้องพิจารณายกระดับและปรับมาตรการสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศให้เข้มข้นขึ้นเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ โดยอาจกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการก่อน และตรวจ RT-PCR เป็นระยะ เมื่อพบว่าปลอดเชื้อจึงจะอนุญาตให้เดินทางต่อได้ โดยได้มอบให้กรมควบคุมโรคจัดทำแนวทางนำเสนอต่อที่ประชุม ศบค.เพื่อประกาศเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวเรื่องนี้ว่า นายกฯ ได้สั่งการให้จับตามาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว แต่ใน 2 วันที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น สธ.ได้ประชุมมาอย่างต่อเนื่องและจะนำข้อเสนอ สธ.เข้าที่ประชุม ศปก.ศบค.
พบผู้ติดเชื้อใหม่ 2,525 ราย
ด้าน พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค สธ. ในฐานะผู้ช่วยโฆษก ศบค.แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในไทยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 2,525 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,194,053 ราย หายป่วยแล้ว 4,190 ราย หายป่วยสะสม 2,105,122 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 31 ราย เสียชีวิตสะสม 21,314 ราย คิดเป็น 0.98% โดยผู้เสียชีวิต 31 ราย เป็นชาย 17 ราย และหญิง 24 ราย
พญ.สุมนีกล่าวอีกว่า กทม.ได้รายงานคลัสเตอร์การระบาดว่า พบในร้านอาหารเขตบางกอกน้อยมีผู้ติดเชื้อ 19 ราย โดยพบเป็นร้านที่มีอากาศไหลเวียนไม่สะดวก มีความมืดทึบ ให้บริการอาหาร เครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ มีวงดนตรีผลัดเปลี่ยนวันละ 2 วง แม้จะจำกัดผู้รับบริการทำตามมาตรฐาน รวมทั้งเรื่องวัคซีนและการสุ่มตรวจ ATK แต่ยังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ดังนั้นต้องเข้มมาตรการโควิดฟรีเซตติงในร้านอาหารทุกร้าน โดย ศบค.ชุดเล็กเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องดูแลอย่างเข้มงวด เพราะคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครมีสิทธิ์ที่จะสั่งปิดร้านนั้น และให้ไปดำเนินมาตรการจนกว่าจะพร้อมให้บริการ ซึ่ง ศบค.ชุดเล็กไม่อยากให้กิจการร้านค้าเหล่านี้ต้องหยุด เนื่องจากเป็นช่วงที่มีเทศกาลวันหยุดยาว จึงขอความร่วมมือให้เข้มข้นและทำตามมาตรการโควิดฟรีเซตติง
พญ.สุมนียังกล่าวถึงการฉีดวัคซีนว่า ต้องขอขอบคุณประชาชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้วันนี้ฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส เข็มที่หนึ่งครอบคลุมประชากร 70.21% เข็มที่สองครอบคลุมประชากร 61.63% และเข็มที่สามครอบคลุมประชากร 6.97% เข็มที่สี่ครอบคลุมประชากร 0.09% แต่ขณะนี้ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน
สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าไทยทั้ง 3 ประเภท เปรียบเทียบกันเดือน พ.ย.และเดือน ธ.ค.1-19 ธ.ค.มีคนเดินทางเข้าประเทศ 160,445 ราย น้อยกว่าช่วงเดือน พ.ย. แต่ผู้ติดเชื้อจำแนกตามประเภทมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเดือน พ.ย.มีผู้ติดเชื้อ 0.13% ขณะที่เดือน ธ.ค.อยู่ที่ 0.22% โดยเป็น Test&Go จาก 0.08% ของเดือน พ.ย.เพิ่มเป็น 0.15% ในเดือน ธ.ค. ประเภทแซนด์บ็อกซ์ เดือน พ.ย. 0.21% เดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้นเป็น 0.27% และประเภทกักตัว เดือน พ.ย. 0.18% แต่เดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้นเป็น 2.49% โดย Test&Go มีการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยในวันที่มีการติดเชื้อจำนวนสูงสุดของผู้ที่เข้ามาในประเทศคือวันที่ 18 ธ.ค.จำนวน 37 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อประเภทกักตัววันที่มีรายงานติดเชื้อสูงสุด 11 ราย คือวันที่ 11 และ 19 ธ.ค. ส่วนการติดเชื้อสูงสุดในระบบแซนด์บ็อกซ์มีรายงาน 7 ราย ในวันที่ 18 ธ.ค.
พบโอมิครอนรายแรกในไทย
พญ.สุมนีกล่าวอีกว่า ผู้ติดเชื้อโอมิครอนในไทยที่มีรายงานเพิ่มเติม พบว่ามาจากคลัสเตอร์นนทบุรี ซึ่งมีความเชื่อมโยงในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, นครราชสีมา และ กทม. โดยเป็นกลุ่มคณะที่เดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนารวม 31 คนที่ซาอุดีอาระเบียเมื่อต้นเดือน ธ.ค.64 และเดินทางกลับมาไทยวันที่ 15 ธ.ค. เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR พบเชื้อทั้งหมด 14 ราย เมื่อถอดรหัสพันธุกรรมพบว่ามีเชื้อโอมิครอน 6 ราย และเดลตา 8 ราย หลังจากเข้ามาก็ได้ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง รวมถึงตรวจเพิ่มเติมพบติดเชื้ออีก 2 รายในวันที่ 19 ธ.ค. และวันที่ 20 ธ.ค.ตรวจพบเพิ่มเติมอีก 2 ราย คลัสเตอร์ในกลุ่มนี้มี 18 ราย และยังรอผลการตรวจยืนยันสายพันธุ์อีก 4 ราย
ขณะที่รายงานผู้ติดเชื้อคู่สามีภรรยา โดยเดินทางมาจากประเทศไนจีเรีย เข้ามาในไทยวันที่ 26 พ.ย. ซึ่งเป็นวันก่อนประกาศมาตรการ 8 ประเทศกลุ่มเสี่ยงจากทวีปแอฟริกา ผลตรวจของสามียืนยันว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งทั้งสองรายได้เข้ารับการรักษารวมถึงสอบสวนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีก 1 ราย ซึ่งผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัวสังเกตอาการ โดยมีผู้สัมผัสเสียงต่ำอีก 83 ราย ซึ่งทั้งหมดไม่มีอาการใดๆ และอยู่ระหว่างกักตัวติดตามผล แต่ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของสามีชาวต่างชาติถือเป็นรายแรกที่ติดเชื้อโอมิครอนในไทย ส่วนคลัสเตอร์นราธิวาส 3 รายที่มีผลตรวจ RT-PCR เป็นบวก โดยทั้ง 3 รายกลับมาจากประเทศตะวันออกกลางที่เดินทางไปทำกิจกรรมทางศาสนา เข้าประเทศมาทางสนามบินภูเก็ตในประเภทนักท่องเที่ยวแบบแซนบ็อกซ์ โดยมีผู้สัมผัสเสียงสูง 4 ราย ผู้สัมผัสเสียงต่ำ 126 ราย ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวตรวจติดตามอาการถึงวันที่ 27 ธ.ค. และทั้งหมดนี้ได้รับการตรวจหาโควิด-19 แบบ RT-PCR ไปแล้ว ซึ่งมีผลเป็นลบ อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 คนนี้มีการตรวจแบบถอดสายพันธุกรรม และพบว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอน โดยเป็นเพศชายอายุ 36 ปี ขณะที่อีก 2 ราย อายุ 48 ปี และ 40 ปี เป็นสายพันธุ์เดลตา ทั้ง 3 คนเป็นคนไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาตัว
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวว่า การถอดรหัสพันธุกรรมในระหว่างวันที่ 11-19 ธ.ค. พบว่าไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1,541 ราย, เบตา 1 ราย ขณะที่สายพันธุ์โอมิครอน 52 ราย รวมของเดิม 9 ราย เป็น 63 ราย โดยเป็นการคอนเฟิร์มด้วยการตรวจยืนยัน 20 ราย คิดเป็น 0.13% ของสัดส่วนสายพันธุ์ในไทย ซึ่งสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว สัดส่วนที่ตรวจพบในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 3% จากสัปดาห์ที่แล้วที่ไม่ถึง 1% ซึ่งยังเป็นการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศที่เราตรวจจับได้ เช่นสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่สัดส่วนการตรวจพบสายพันธุ์ของผู้เดินทางเข้าประเทศ พบเป็นโอมิครอนสัดส่วน 1 ใน 4 หรือ 25% ของคนที่เดินทางเข้ามา และผ่านการตรวจด้วยวิธี RT-PCR
กรมวิทย์กระตุกเรื่องTest&Go
“เราพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มค่อนข้างเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ซึ่งทุกรายยังมีความเชื่อมโยงจากการเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ยังไม่มี Index Case ในไทย ที่อยู่ดีๆ โผล่มาเหมือนที่เราเจอสายพันธุ์อัลฟา 6 รายที่ทองหล่อ ช่วงเดือน เม.ย.64 หรือกรณีพบสายพันธุ์เดลตา 40-50 รายในแคมป์คนงานหลักสี่” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวอีกว่า เราพบว่ามี 1 รายที่ตรวจด้วย RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางมา และเมื่อถึงประเทศไทยตามระบบแซนด์บ็อกซ์ให้ผลลบ เราปล่อยเขาไป แต่ต่อมาอีก 2-3 วันเขาก็ป่วย แล้วก็เข้ามาตรวจซ้ำพบว่ามีผลบวก ดังนั้นช่วงแรกที่ให้ผลลบ เป็นไปได้ในหลักการว่าอยู่ในระยะฟักตัว นั่นหมายความว่าอาจจะติดเชื้อตั้งแต่ประเทศต้นทางก่อนมาไทย ดังนั้นต้องชั่งน้ำหนักว่าถ้ายังให้มีระบบ Test&Go แบบเดิมก็จะมีกรณีที่หลุดแบบนี้ และถ้าหากไม่มีอาการป่วยอะไรก็อาจจะไปแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้ นั่นก็จะทำให้คลัสเตอร์ในประเทศเกิดขึ้นได้
ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองโรคระบาด กล่าวว่า เราพบกรณี 1 รายดังกล่าวเป็นคู่สามีภรรยา โดยสามีเป็นนักบินสัญชาติโคลอมเบีย ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม มีประวัติโรคเบาหวานเดินทางจากไนจีเรียเข้าไทยผ่านระบบแซนด์บ็อกซ์ ผลตรวจเบื้องต้น RT-PCR ไม่พบการติดเชื้อ ส่วนภรรยาเป็นคนไทย อายุ 49 ปี ไม่มีโรคประจำตัว โดยได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.เข้ารับวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเริ่มมีไข้ตัวร้อน จึงตรวจ ATK ผลเป็นลบ ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค.จึงไปพบแพทย์ที่ รพ.อีกครั้ง โดยผลตรวจไวรัสอื่นให้ผลลบทั้งหมด ผลเอกซเรย์ปอดปกติ และเมื่ออยู่ในระบบแซนบ็อกซ์ครบ 7 วันตามโปรแกรมของการกักตัวที่โรงแรม หลังจากนั้นก็กลับบ้านที่ จ.ปทุมธานีอยู่กับภรรยา ต่อมาวันที่ 4 ธ.ค.เริ่มมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลียมากขึ้น ตรวจ ATK ผลก็ยังเป็นลบอยู่ ต่อมาวันที่ 7 ธ.ค. อาการเริ่มเหนื่อยมากขึ้น แต่ยังมีสติ เดินทางได้ จึงไป รพ.ที่ไปฉีดวัคซีน ผลตรวจ RT-PCR ออกมาเป็นบวก
สรุปภรรยาที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงก็อยู่กักตัวที่บ้าน และเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ไปตรวจ RT-PCR เป็นบวก วันเดียวกันนั้นผลของสามีออกมาว่าเป็นโอมิครอน ต่อมาวันที่ 12-19 ภรรยาเข้าแอดมิต สงสัยว่าเป็นโอมิครอนจึงมีการตรวจหาโอมิครอนในภรรยาด้วย พบว่าเป็นโอมิครอนเช่นเดียวกัน
“ภรรยารายนี้น่าจะเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ติดเชื้อจากสามีที่เดินทางจากต่างประเทศ และเป็นการติดเชื้อโอมิครอนในประเทศรายแรก ส่วนผู้สัมผัสบนเครื่องบินของสามีรายนี้ไม่มี เนื่องจากนั่งห่างกันตามมาตรการ แต่ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของภรรยารายนี้คือคนขับแท็กซี่ที่พาไปส่ง โรงพยาบาล” นพ.จักรรัฐกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นายกฯ' ควันออกหูกลางวงมอบนโยบาย มท. ถามหา 'รองฯซีฟู๊ด' หลังลือจะย้าย 'ผู้ว่าฯภูเก็ต'
‘นายกฯอนุทิน’ มอบนโยบายมหาดไทย สั่งผวจ. ให้ความสำคัญโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ ถามหา ‘รองฯซีฟู๊ด’ หลังโซเชียลโพสต์บอกจะย้าย ‘ผู้ว่าฯภูเก็ต’ ลั่น คนพูดปัญญาอ่อน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ หรือจะปลด มท.1 ด้วย
นายกฯ จ่อบินคาซาน พบ 'ปูติน' ร่วมเวทีสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย
นายกฯ จ่อบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย
นายกฯ ดัน 'อุตสาหกรรมเกม' เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นำไทยสู่ฮับอาเซียน
นายกฯ ดัน 'อุตสาหกรรมเกม' เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างงานรายได้สูงให้คนรุ่นใหม่ มอบ 'ดีอี' ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน
63%หนุนคนจน มีบัตรสวัสดิการ ยี้ลดหย่อนภาษี!
นิด้าโพลเปิดผลสำรวจบัตรคนจน ชี้ 62.52% ระบุต้องเป็นคนจนจริงที่ควรจะได้รับสิทธิ์
โพลย้ำ‘ชัชชาติ’นำลิ่ว! สก.อิสระโอกาสลุ้นสูง
สวนดุสิตโพลรอบสาม "ชัชชาติ" ยังนำโด่ง คนกรุง 60% เลือกนั่งผู้ว่าฯ สมัย 2
ส้มตีปี๊บขยี้งบ70-คดีฮั้ว
พท.นัดประชุมพรรค 16 มิ.ย. ถกลุยยื่นร่างแก้ รธน.ใหม่อีกรอบ เล็งหาทางเลี่ยงเลือก ส.ส.ร.ไม่ให้เสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

