อัจฉริยะรอดคุก ศาลให้ประกัน ตบทรัพย์‘ตม.’

"อัจฉริยะ" รอดคุก! ศาลเมตตาปล่อยชั่วคราว เงื่อนไขห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย-ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังกองปราบฯ นำตัวกับพวกฝากขังในคดีกรรโชกทรัพย์ "ตม." 2.5 ล้านบาท  กรณีช่วยจีนเทาหนีห้องกัก ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงแจงไทม์ไลน์ ปัดกลั่นแกล้ง ชี้คนละส่วนกับ ตร.รีดไถคนจีน ไล่ออกไปแล้ว 7 จ่อฟันอีก 4 นาย  

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 22  เมษายน พ.ต.ท.ปราโมทย์ ศุขศรีไพศาล พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม นำตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ น.ส.วิภาดา จั่นเรไร และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่ 1-3 ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก มาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วันต่อศาล

พฤติการณ์แห่งคดีกล่าวคือ เมื่อประมาณวันที่ 8 ธ.ค.68 พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กล่าวหาที่ 2 ทราบว่านายอัจฉริยะจะไลฟ์สดเปิดโปงขบวนการนำตัวผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยกล่าวหาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงความเป็นจริง ต่อมาวันที่ 2 ม.ค.69 พ.ต.อ.วัชรพลจึงได้เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 ที่บ้านพักย่านสุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อชี้แจงรื่องขั้นตอนการทำงานของห้องกักตัว ตม.  จากนั้นช่วงเย็นวันเดียวกัน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ได้โทรศัพท์มาพูดคุยเสนอตัวเป็นคนกลางจะเคลียร์เรื่องดังกล่าวให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดแฉ หากยอมจ่ายเงินให้ 

หลังจากนั้น 2-3 วันต่อมา น.ส.วิภาดา ลูกน้องของผู้ต้องหาที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้กล่าวหาอื่นๆ อีกหลายคนจะถูกผู้ต้องหาที่ 3 แฉเรื่องขบวนการห้องกักตัว หากต้องการหยุดเรื่องดังกล่าว ให้หาเงินเคลียร์ผ่านผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท ก่อนจะขอเพิ่มเป็น 2.5 ล้านบาท โดยส่งมอบแก่นายสิทธิชัย ทังโส ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.69 ผู้กล่าวหาได้มอบหมายให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้กลุ่มผู้ต้องหาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเลียบด่วนรามอินทรา  และพบนายจิรโรจน์ กรพัฒนะทรัพย์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัฒนะทรัพย์ เดินทางมารับเงินด้วยกัน

จากนั้น 12 ม.ค.69 ผู้ต้องหาที่ 3 ยังคงไลฟ์สดแฉขบวนการเรื่องประกันตัวคนจีนออกจากห้องกักตัว ตม. กระทั่ง 21 เม.ย.69 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ และจากนั้นได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งสาม และนำตัวส่งพนักงานสอนสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุเกิดที่ตำบลสำโรงกลาง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ, แขวงประเวศ เขตประเวศ, แขวงสวนหลวง, เขตสวนหลวง และแขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8 ธ.ค.68-12 ม.ค.69 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน  การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 เป็นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309 วรรคแรก 337 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉนับที่ 26)  พ.ศ.2560 มาตรา 4 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1-3 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาที่ 1-3 ทั้งนี้  พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งอาจเกิดการแทรกแซง พยานบุคคล พยานหลักฐาน เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบ และเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้ ศาลอนุญาตให้ฝากขัง

ต่อมาผู้ต้องหาทั้งหมดได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-3 ระหว่างสอบสวน โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้หลักทรัพย์ 2 แสนบาท ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้หลักทรัพย์ 1 แสนบาท และนายอัจฉริยะใช้วงเงิน 4 แสนบาท ทั้งนี้ ห้ามผู้ต้องหาที่ 1-3 ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการใดๆ อันจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ห้ามพบหรือเข้าใกล้ ข่มขู่ ยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดกับผู้เสียหายหรือพยานในคดีอันมีลักษณะอย่างเดียวกับที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตำรวจกองปราบปรามได้นำตัวนายสิทธิชัย ทังโส, นายจิรโรจน์ กรพัฒนะทรัพย์ และ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัฒนะทรัพย์ 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกับนายอัจฉริยะและพวกกรรโชกทรัพย์ มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก โดยอยู่ระหว่างศาลพิจารณาคำร้อง

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ  ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.), พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายอัจฉริยะ พร้อมพวกรวม 6 คน ข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์เปิดเผยพฤติการณ์ในการจับกุมว่า สืบเนื่องจากกลางเดือน ก.พ.69 ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1.บก.ป. ว่ามีกลุ่มบุคคลเข้ามาเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการไม่เปิดเรื่องราวบางอย่างให้ผู้เสียหายไม่เสียชื่อเสียง เกี่ยวกับเรื่องห้องกัก ตม.สวนพลู ทางผู้เสียหายเกรงว่าจะเสียชื่อเสียงไม่ว่าจะผิดหรือถูกจึงมอบเงินให้ แต่กลับยังมีการเปิดโปงกรณีดังกล่าวอยู่ ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย

พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้ายังมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่ 7 ที่ 8 หรือมากกว่านี้ จะดำเนินการให้ถึงที่สุด

"กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีโครงสร้าง มีกลุ่มก้อน มีแผนประทุษกรรม ส่วนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีความน่าเชื่อถือในสังคม 2.ส่วนที่ทำหน้าที่ข่มขู่ สร้างเงื่อนไขให้กลุ่มผู้เสียหายจำเป็นหรือยินยอมที่จะจ่าย 3.กลุ่มที่ทำหน้าที่ในการรับเงิน ทั้ง 3 กลุ่มมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน มีการจ่ายเงิน มีการติดต่อเรียกเงินตั้งแต่ต้นปี 69 กระทั่งกลุ่มผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงินเพื่อไม่ให้ถูกแฉ เรามีร่องรอยหลักฐานต่างๆ ในการจ่ายเงิน เงินไปถึงใคร รวมถึงคำซัดทอด แต่ยังมีการแฉต่อเนื่อง ทำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่กองปราบฯ เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานขอหมายศาลเข้าตรวจค้นจับกุม  ตลอด 2 เดือน เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนทางลับจนชัดเจน จนนำไปสู่การจับกุม" พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ระบุ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า คนที่เป็นอินฟลูฯ ออกมาแฉ แผนประทุษกรรมคล้ายๆ กันกับนายศรีสุวรรณ จรรยา การสืบสวนของตำรวจมีข้อมูลมากกว่านี้ กลุ่มผู้เสียหายกระทำความผิดมีมากกว่าคดีนี้แน่นอน ขอเรียกร้องให้ผู้ที่ถูกคนกลุ่มนี้รีดไถ กรรโชกทรัพย์ มาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่มีการกลั่นแกล้งเอาคืน

ส่วน พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งไปยังต้นสังกัด ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรมตำรวจที่อยู่ในขบวนการจนถูกออกหมายจับ คาดว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน อย่างไรก็ตาม คดีกรรโชกทรัพย์และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับห้องกัก ตม.สวนพลู  เป็นคนละส่วนกัน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้คณะทำงานทั้ง 2 ส่วน ตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้ผลการตรวจสอบห้องกักที่มีการร้องเรียน พื้นที่นครบาลไล่ออกจากราชการไปแล้ว 7 ราย และอยู่ระหว่างการเข้าข่ายทำผิดวินัยและตรวจสอบทางอาญาอีก 4 ราย ส่วนของตำรวจภูธรภาค 2, 3, 4 และ 7 อยู่ระหว่างตรวจสอบขยายผลต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง