ป.ป.ช.ร่อนเอกสารแจงยิบ “ศักดิ์สยาม” รอดคดีซุกหุ้นตั้งแต่ 8 ก.ย.2568 ระบุมีการโอนหุ้นก่อนวันที่ศาล รธน.ได้มีคำวินิจฉัย ก่อนยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และศาลได้วินิจฉัยหลังยื่น ป.ป.ช.แล้ว ยันไม่ปรากฏความผิดปกติถือว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซง ก.คมนาคมเพื่อเอื้อประโยชน์ อ้างคนละประเด็นกับที่ศาล รธน.วินิจฉัยความเป็น รมต. ขณะที่ "ทนายอั๋น" บุก ป.ป.ช. ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ย้ำเส้นเงินหมุนกลับไปที่ศักดิ์สยาม เข้าข่ายปกปิดทรัพย์สิน จ่อล่า 2 หมื่นชื่อคณะไต่สวนยกชุด
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เผยแพร่เอกสาร 5 หน้า ชี้แจงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดังต่อไปนี้ 1.กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ไปทำธุรกรรมต่างๆ ในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้ายได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และกองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม นายศักดิ์สยามจึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนคอนสตรั่คชัน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใดๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
เอกสาร ป.ป.ช.ระบุว่า จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 นายศักดิ์สยามและนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงินเสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยามจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทุกตำแหน่ง
ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง นายศักดิ์สยามจึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืน และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยามจึงได้มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี จนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน
อีกทั้งเมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดิน และการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยามเข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามเข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2568 แล้ว เห็นว่ารายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ
ไม่ขัดแย้งคำวินิจฉัยศาล รธน.
จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีที่นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยและมีมติเป็นข้อเท็จจริง คนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว
ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว
2.กรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม มีการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม เข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งแต่ประการใด และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจในฐานะ รมว.คมนาคม เอื้อประโยชน์ให้กับห้างหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบท
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มีผลกำไรเพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามเข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม
อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคา และได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยามได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด
3.สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น
พิรุธเส้นเงินหมุนกลับ 'ศักดิ์สยาม'
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องดังกล่าว ป.ป.ช.ได้มีมติตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.2568 ภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรประชุมนัดพิเศษ ลงมติโหวตให้ความเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 ก.ย.2568 หลังจากศาล รธน.มีคำวินิฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อคัดค้านมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม โดยระบุว่า มติของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 อย่างชัดเจน ซึ่งศาลเคยชี้จากพฤติการณ์และเส้นทางการเงินว่า แม้จะมีชื่อนายศุภวัฒน์เป็นผู้ถือหุ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการถือครองแทนนายศักดิ์สยาม เนื่องจากพบเงินหมุนเวียนกลับไปยังนายศักดิ์สยามและบริษัท ศิลาชัยฯ ดังนั้น หจก.บุรีเจริญฯ จึงถือเป็นทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ที่ต้องแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน หากไม่แจ้งย่อมเข้าข่าย “ปกปิดทรัพย์สิน” ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
นายภัทรพงศ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงธุรกรรมที่ผิดปกติหลายประเด็น อาทิ ธุรกรรมสายฟ้าแลบ : พบเงิน 35 ล้านบาท โอนจากนายศักดิ์สยามเข้าบริษัทและโอนกลับภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที,ลูกจ้างเงินหมื่นปล่อยกู้ร้อยล้าน : นายศุภวัฒน์ซึ่งมีเงินเดือนเพียง 9,000 บาท แต่กลับปล่อยกู้ให้บริษัท ศิลาชัยฯ รวม 345 ล้านบาท โดยไม่มีดอกเบี้ย และไม่พบฐานรายได้ที่เพียงพอรองรับ, รายได้ก้าวกระโดด : ในช่วงปี 2562-2566 ที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม รายได้ของ หจก.บุรีเจริญฯ เพิ่มขึ้นจากปีละประมาณ 200 ล้านบาท พุ่งทะยานสู่ 2,500 ล้านบาท จากโครงการภาครัฐถึง 145 โครงการ
ส่วนประเด็นที่ ป.ป.ช.อ้างว่าคดีนี้เป็นคนละเรื่องกับคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายภัทรพงศ์กล่าวว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 กำหนดชัดว่าการจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อมูลมีความผิด และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลผูกพันทุกองค์กรตามมาตรา 211 ป.ป.ช. จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำสำนวนและเส้นทางการเงินมาพิจารณาให้ครบถ้วน
“ป.ป.ช.ทำงานสองมาตรฐาน คดีที่ผมร้องเรียนค้างมาหลายปีกลับไม่คืบหน้า มติครั้งนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรตรวจสอบทุจริตลดลงอย่างมาก”
นายภัทรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ตนจะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 รายชื่อ เพื่อให้ตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ ป.ป.ช.ต่อไป และยืนยันว่าจะสู้ต่อ แม้จะมีข่าวว่ามีการตรวจสอบประวัติของตนและครอบครัวก็ตาม
ก่อนหน้านี้ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ระบุว่า ป.ป.ช.ใช้เหตุผลเรื่องนายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอย่างร้ายแรง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากศาลได้กางเส้นทางการเงินอย่างละเอียดแบบนาทีต่อนาที (พบช่วงเวลาโอนเงินเข้า-ออกเพียง 8 นาที) จนศาลไม่เชื่อว่าเป็นการซื้อขายหุ้นกันจริง
“ถ้า ป.ป.ช.ใช้เหตุผลนี้จริง คนที่ไม่รอดคือคณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมากที่ลงมติยกคำร้อง เพราะการใช้ดุลพินิจที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งจนเลยแดนของคำว่าดุลพินิจ ย่อมเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายวัสกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

