ดร.ณัฏฐ์ เผย คดีทุจริตฮั้ว สว. ใช้ระบบถ่วงดุล 3 ชั้นทำคดีล่าช้า

นักกฎหมายมหาชนชี้ กกต.เดินหน้าคดีฮั้วเลือก สว. ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. อย่างเคร่งครัด ใช้กระบวนการสืบสวน-วินิจฉัย 3 ชั้นเหมือนศาล ทำให้คดีล่าช้า แม้จะมีการกำหนดกรอบเวลาในระเบียบใหม่แล้วก็ตาม

8 เมษายน 2568 - สืบเนื่องจากกระแสข่าวสะพัดว่า กกต.เตรียมเรียก สว.ลอตแรก 60 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งในวันนี้ ต่อมาแหล่งข่าวจาก กกต.เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกต.ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26” ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ กกต. และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกันไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีการได้มาซึ่ง สว.

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นทางวิชาการต่อสาธารณะถึงสาเหตุที่คดีมีความล่าช้า โดยอ้างอิงจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ กกต.

ดร.ณัฏฐ์ ระบุว่า (1) รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) ให้อำนาจ กกต.ควบคุมดูแลการเลือก สว.ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามความจำเป็น

(2) มาตรา 224 วรรคสอง ยังให้อำนาจมอบหมายให้ กกต.รายบุคคล หรือคณะบุคคลดำเนินการไต่สวน ภายใต้การกำกับของ กกต.

(3) พ.ร.ป. กกต. มาตรา 41 ประกอบกับ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 41 ระบุว่า หากมีคำร้อง หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิด ให้ กกต.มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้

(4) การออกระเบียบทั้งหมดนี้ใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 224, 225, 226 และ พ.ร.ป.หลายฉบับ ได้แก่

  • พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560
  • พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561
  • พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ. 2562

(5) ปัจจุบันมี ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนฯ ทั้งหมด 3 ฉบับ ครอบคลุมการเลือกตั้งทุกระดับ เช่น สส., สว., ผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา

โดยฉบับล่าสุดคือ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการแก้ไขให้กระบวนการตรวจสอบรวดเร็วยิ่งขึ้น

(6) ระบบการพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 ขั้น เปรียบได้กับศาล 3 ชั้น ได้แก่

  • ชั้นที่ 1: คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน
  • ชั้นที่ 2: คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง
  • ชั้นที่ 3: กกต.ชุดใหญ่ วินิจฉัยชี้ขาด

ในกระบวนการวินิจฉัย กกต.สามารถ “ยืน–ยก–กลับ–แก้” ได้ หากสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ก็สามารถสั่งให้ไต่สวนเพิ่มเติมก่อนชี้ขาด

(7) หากพบการกระทำผิด ต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงข้อกล่าวหา ภายในกรอบเวลาที่กำหนด

ขั้นตอนหลังจากนั้น คือ เมื่อคณะกรรมการสืบสวนฯ ส่งสำนวนให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ตาม ข้อ 59 ของระเบียบ กกต.

เลขาธิการจะมีเวลา 60 วันในการจัดทำความเห็นเสนอ กกต. หากสำนวนสมบูรณ์ หรือส่งกลับให้ไต่สวนเพิ่มเติมหากไม่สมบูรณ์

ข้อ 79 ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยต้องวินิจฉัยภายใน 90 วัน และ ข้อ 92 กำหนดว่า กกต.ต้องได้รับสำนวนและชี้ขาด “โดยเร็ว” แต่ต้องไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันประกาศผลการเลือก สว.

แม้ใน ข้อ 93 ของระเบียบใหม่ จะพยายามร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมไม่ล่าช้า แต่ในทางปฏิบัติ การใช้กรอบเวลานี้ต้องคำนึงถึง “ความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม”

ดร.ณัฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า ข่าวที่ระบุว่า กกต.จะเชือด สว.ทั้ง 60 คนในวันนี้ อาจไม่เป็นความจริงเสียทีเดียว เพราะกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้ายยังไม่แล้วเสร็จ และต้องรอดูว่า กกต.จะ “กลับความเห็นชั้นต้นหรือไม่”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวเกาะช้าง วอน สว. ช่วยดันอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว รอ ครม. อนุมัติให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้

สว.ลงพื้นที่เกาะช้าง ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองพร้าว” ชาวบ้านโอด น้ำประปาไม่เพียงพอ เชื่อหากผลักดันได้ ต้นทุนการท่องเที่ยวต่ำลง กระตุ้น ศก.บนเกาะมากขึ้น พร้อมวอนเร่งรัดการก่อสร้างถนนรอบเกาะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนในพื้นที่

ทิ้งบอมบ์! ปูดสภาสูงปีก 'น้ำเงิน' ลุยเติมเสียงดูด สว. เข้าก๊วน

ระเบิดลงวุฒิสภา! ปูดสภาสูงปีกน้ำเงินเดินเกมเติมเสียงดูด สว. เข้าก๊วน เชื่อคนอยากได้ตำแหน่งยังไปวิ่งเต้นที่เขากระโดง-ซอยรางน้ำ เหตุแม้ยื่นสอย 26 คน แต่ยังคุมเบ็ดเสร็จ

'โอฬาร' ชี้ กกต.ไม่ใช่ 'บุรุษไปรษณีย์' ต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งศาล คดี สว.ใช้กระแสตัดสินไม

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือก สว.แล้ว กกต.ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจตัดสินเป็นของศาลฎีกา แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่รับทุกข้อกล่าวหาแล้วส่งต่อไปยังศาลโดยไม่ตรวจสอบหรือกลั่นกรอง