นักกฎหมายมหาชนประเมินสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569 ชี้พรรคใหญ่ไม่มีใครครองเสียงขาด กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์กลายเป็นตัวแปรสำคัญ เปิดทางขั้วอำนาจเดิมต่อรองจัดตั้งรัฐบาล แดงผสมน้ำเงินอาจเกิดขึ้นได้ แต่นายกฯต้องชื่อ “อนุทิน”
7 มกราคม 2569 - สืบเนื่องการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 แนวโน้มว่าพรรคการเมืองจะครองเสียงข้างมากในสภา โดยพรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมนั้น
ล่าสุด “ดร.ณัฎฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ในการออกแบบระบบเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยแบ่งจำนวน สส.เขตเลือกตั้ง 400 คนและ สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ทำให้เกิดรัฐบาลผสมโดยไม่มีพรรคการเมืองใด ชนะเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวเกิน 250 ที่นั่ง
พรรคการเมืองใดจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้เกณฑ์รวบรวม “เสียงข้างมาก”จึงจะดั้งรัฐบาลได้ เป็นสารตั้งต้นนำเสนอรายชื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสาม แต่มีเงือนไข พรรคการเมืองนั้น ต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน และว่าที่นายกรัฐมนตรี อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88ประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง
ในรัฐธรรมนูญไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่า พรรคที่ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่ง ลำดับ 1 ต้องจัดตั้งรัฐบาลก่อนพรรคการเมืองอื่น แต่เป็นมารยาททางการเมืองและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พรรคที่ชนะเลือกตั้งที่คว้าที่นั่งมากสุด จัดตั้งรัฐบาลก่อน หากจัดตั้งไม่ได้ ให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งลำดับ 2 รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
ปัญหาว่า พรรคภูมิใจไทย จะต้องคว้าที่นั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึง นายอนุทิน ชาญวีกูล ถึงจะนั่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ได้ หากไม่ชนะเลือกตั้งลำดับ 1 หากพรรคภูมิใจไทยได้เสียงมาลำดับ 2 หรือลำดับ 3 ย่อมเป็นตัวแปรหลัก ไม่สามารถนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทำให้ยุทธศาสตร์ 4 เดือนเพื่อครองอำนาจ 4 ปี จะเป็นหมันทันที
ปี่กลองเปิดการแข่งขันก่อนสิ้นปี 2568 ต่อเนื่องในปี 2569 “ปีม้าทอง” หากสำรวจแข่งขันถึง 57 พรรคการเมือง แต่การแข่งขันดุเดือด อยู่ที่ การเมืองสามก๊ก ได้แก่ “สีแดง” “สีส้ม” และ“สีน้ำเงิน”
โดย “พรรคภูมิใจไทยหรือสีน้ำเงิน” มีจุดแข็งเป็นรัฐบาลรักษาการ ถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ โดยใช้เทคนิคกวาดตระกูลการเมืองบ้านใหญ่เพื่อให้ครองเสียงข้างมากอันดับหนึ่งในสภา เป้าหมายจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่อง แม้จะตั้งเป้าสูงไว้ก่อน 150 ที่นั่ง แต่จุดอ่อน มือบริหารหัดขับในเชิงการบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ภาคใต้ ทำให้เสียงสนับสนุนหายจมไปกับทะเลอันดามัน ทำให้ประชาธิปัตย์ เป็นตัวหารแบ่งแย่งคืนฐานเสียงมาได้ ทั้งปัญหาสีน้ำเงินไม่เคยครองใจคนกรุงเทพเพราะคนกรุงเลือก สส.ตามกระแส มิใช่กระสุน แม้บ้านใหญ่ในชนบทเปลี่ยนค่าย ย้ายโปร ไม่ได้หมายถึง จะกวาดที่นั่งได้ทั้งหมด โอกาสที่สีน้ำเงินจะคว้าที่นั่งไม่เกิน 130 ที่นั่ง
หากวิเคราะห์ “พรรคเพื่อไทยหรือสีแดง”แม้จะเสียงรังวัด “คลิปเสียงอังเคิล” แต่ยังมาหลอกหลอน แม้นำนโยบายเดิมมาประยุกต์ใช้ เป็นเรื่องเดิมๆ แม้จะชูธงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่เป็นเพียงนักวิชาการ อยู่ในห้องวิจัย แต่ประเทศมิใช่บริษัท ต้องบริหารโดยมือประสบการณ์ จุดได้เปรียบ เพื่อไทย คือ ภาคอีสานกับเหนือ ส่วนกรุงเทพปริมณฑล อาจได้ตัวหารแบ่ง แต่จุดอ่อนภาคใต้ไร้ฐานเสียง ทำให้ไม่มี สส. โอกาสคว้าที่นั่ง ไม่เกิน 140 ที่นั่ง
หากวิเคราะห์ “พรรคประชาชนหรือสีส้ม” ที่อดเปรี้ยวไว้กินหวาน โดยชูธงแก้รัฐธรรมนูญ ชูธง “มีเรา ไม่มีเทา”และทยอยเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง เป็น “รัฐบาลประชาชน” ล่วงหน้า แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ห้ามไว้ เพราะถือว่า เป็นเพียง “ผู้ช่วยหาเสียง”เท่านั้น การชูธง มีเราไม่มีเทา แต่กลับมีผู้สมัครโดยข้อหาฟอกเงินยาเสพติด ดำยิ่งกว่าเทา แม้เปลี่ยนตัวไปแล้ว ใช้เรียกกระแสในปีม้าทองคำไม่ได้ จุดอ่อน เน้นแก้รัฐธรรมนูญ มากกว่าแก้ปัญหาปากท้อง ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้โอกาสคว้าที่นั่งน้อยกว่าปี 2566 ทั้งประชาชนเคยเทคะแนนให้แล้ว จำนวน สส.ได้ไม่เกิน 135 ที่นั่ง
ส่วนที่นั่งที่เหลือ เป็นการบูรณาการ ผสมผสาน ระหว่างพรรคขนาดกลาง รวมถึงพรรคขนาดเล็ก
แต่ตัวแปรหลักอยู่ที่ “พรรคกล้าธรรม” แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ โดยใช้วิธีการพลังดูด สส.มาอยู่ในพรรคก่อนหน้านี้และใช้วิธีการโมเดลกวาดต้อนบ้านใหญ่ให้เพิ่ม สส.เขต อาจได้ผล คว้าที่นั่งไม่เกิน 45-50 ที่นั่ง
โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ เน้นเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เน้นนโยบาย “ไทยหายจน” กระแสอาจดีขึ้นเฉพาะภาคใต้และ กทม. คว้าที่นั่งเพิ่ม ไม่เกิน 30-35 ที่นั่ง
ที่เหลือกระจายไปยัง พรรคการเมืองต่างๆ ฟันธง พรรคเพื่อไทย กวาดที่นั่งอันดับ 1 พรรคประชาชน อันดับ 2 และพรรคภูมิใจไทย อันดับ 3
ตัวแปรหลัก การจัดตั้งรัฐบาล แม้พรรคเพื่อไทย คว้าที่นั่งอันดับ 1 แต่ตัวแปรอยู่ที่ “ขั้วสีน้ำเงิน” ในขั้วอำนาจเก่า แม้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เสียงข้างมาก โดยมี “พรรคกล้าธรรม”“พรรคประชาธิปัตย์” เทเสียงให้ โดยดึงพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก จึงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้
แต่การเมือง ในปีม้าทอง ใช้เทคนิค “ล็อกสเปค”ล่วงหน้า แจกโปร แจกเก้าอี้ก่อนวันกาบัตรเลือกตั้ง แดงบวกน้ำเงิน ไม่จับมือกับส้ม อาจเกิดขึ้นได้ แต่นายกรัฐมนตรี จะต้องชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)
“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า
🔴LIVE ผ่าทางตัน อุตสาหกรรมสีเขียว | รายการพิเศษ : 3 ทศวรรษไทยโพสต์
รายการพิเศษ : 3 ทศวรรษไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569
ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา
ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง
ผู้ทรงเกียรติพาเหรด 'หารือ-โชว์ไอเดีย' แก้น้ำท่วม
สส.พร้อมใจหารือปัญหาน้ำท่วม 'กรวีร์' จี้ กรมชลฯ-ปภ. เตือนภัยชาวอ่างทอง ด้าน 'คงกฤช' ซัดกรมชลฯ บริหารไร้แผน ทำชาวอยุธยาเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ขณะที่ 'จูรี' ทวงแผนรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่
ไอซ์อยากรู้! จี้รัฐบาลเปิดตัวเลข กยศ.ขาดงบเท่าไหร่
'รักชนก' จี้รัฐบาลเปิดตัวเลข กยศ. ขาดงบเท่าไหร่ ชี้เด็กเสี่ยงถูกคัดออกเหตุไม่มีค่าเทอม ระบุใบเบิกทางคนจนคือการศึกษา จี้รัฐโปะงบ หลังพิงสุดท้ายของเด็กยากไร้ ซัดรัฐบาลกู้แสนล้านติดโซลาร์ได้ แต่ปล่อย กยศ.ขาดงบ

