
แม้ประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 41 ประเทศของโลกที่ประกาศห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง บุหรี่ไฟฟ้ากลับยังคงแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์การตลาดจากบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าข้ามชาติ ผ่านสินค้าลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์
ภาพของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากอุปกรณ์สูบขนาดใหญ่ถูกพัฒนาให้มีรูปลักษณ์คล้ายของเล่น ตุ๊กตาการ์ตูน กล่องนม ขนม หรือสินค้าน่ารักที่ดึงดูดความสนใจของเด็กและวัยรุ่น จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Toy Pod” ซึ่งภายนอกดูไร้พิษภัย แต่ภายในกลับซ่อนสารเสพติดที่ทรงอันตรายเอาไว้
ไม่เพียงรูปลักษณ์เท่านั้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดเยาวชน น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังถูกพัฒนาให้มีกลิ่นและรสชาติมากกว่าหมื่นชนิด ทั้งกลิ่นผลไม้ ลูกอม ขนมหวาน และเครื่องดื่มยอดนิยมของเด็กและวัยรุ่น ขณะที่ปริมาณนิโคตินกลับถูกเพิ่มความเข้มข้นสูงกว่าบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า เพื่อเร่งให้เกิดการเสพติดอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่สามารถแยกแยะหรือรับรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ได้อย่างเท่าทัน ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นทดลองสูบโดยที่ครอบครัวไม่ทันสังเกตเห็น
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนิโคตินยังพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น “สนูส” หรือซองนิโคตินขนาดเล็กคล้ายถุงชา ใช้แปะบริเวณกระพุ้งแก้ม รวมถึงนิโคตินสังเคราะห์ที่ไม่ได้ผลิตจากใบยาสูบ ซึ่งยังอยู่นอกขอบเขตของกฎหมายหลายฉบับ ทำให้เกิดช่องว่างในการควบคุมและเฝ้าระวัง
ความน่ากลัวของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่เพียงการเสพติด แต่กำลังนำไปสู่โรคอันตรายที่เรียกว่า EVALI หรือภาวะปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์สูบไอ ซึ่งกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ แพทยสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย และสมาคมอุรเวชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันประกาศ “แนวทางปฏิบัติการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย EVALI ระดับประเทศ” พร้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง “วิกฤต EVALI ภัยเงียบจากบุหรี่ไฟฟ้า”

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนผ่านภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยและปลอดภัย ทั้งที่ความจริงแล้วสามารถก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 1 ล้านคน แต่จำนวนผู้ป่วย EVALI ที่ถูกรายงานเข้าสู่ระบบยังมีน้อยมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีผู้ป่วย แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการวินิจฉัย การรายงานโรค และการเฝ้าระวังที่ยังไม่เป็นระบบ

ในทางปฏิบัติ บุคลากรทางการแพทย์พบผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก และบางรายมีภาวะหายใจล้มเหลวจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที อาจมีโอกาสเสียชีวิตได้สูงถึงร้อยละ 10
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งผลักดันให้โรงพยาบาลทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันคัดกรอง วินิจฉัย และรายงานผู้ป่วยเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังโรค เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับกำหนดนโยบายคุ้มครองสุขภาพประชาชนในอนาคต
อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจ คือ นโยบาย “Nicotine-Free Generation” หรือ “คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน” ที่มีเป้าหมายป้องกันไม่ให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรการเสพติดนิโคตินตั้งแต่ต้นทาง
หลักการสำคัญคือ การออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่สามารถซื้อบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินใดๆ ได้ตลอดชีวิต โดยใช้วิธีเลื่อนอายุขั้นต่ำในการซื้อทุกปี ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังได้รับการศึกษาและผลักดันในหลายประเทศ
แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายแพทย์และนักวิชาการด้านการควบคุมยาสูบที่มองว่า เป็นมาตรการระยะยาวในการลดนักสูบหน้าใหม่ และลดภาระโรคในอนาคต

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาได้อย่างชัดเจน จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 พบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 10-14 ปี เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 7.1 และในจำนวนนี้กลายเป็นผู้สูบประจำร้อยละ 1.6
สำหรับวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.6 เป็นร้อยละ 8.4 ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี ขณะที่วัยรุ่นหญิงมีอัตราการสูบเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นสูงที่สุดของประเทศ
สิ่งที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ เด็กอายุ 6-14 ปี มากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองและมือสาม ทั้งจากในบ้าน ตลาด สถานที่สาธารณะ และสถานศึกษา แม้ไม่ได้สูบด้วยตนเองก็ตาม
ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วย EVALI อย่างไม่เป็นทางการแล้วอย่างน้อย 17 ราย ใน 9 จังหวัด และมากกว่าครึ่งมีอายุต่ำกว่า 15 ปี สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้ากำลังลุกลามเข้าสู่กลุ่มเด็กเล็กอย่างชัดเจน
กรณีศึกษาหลายรายพบว่า เด็กซื้อบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้โดยง่าย และเริ่มสูบตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียงหนึ่งพอด อาจได้รับนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่หลายมวน ทำให้เกิดการเสพติดอย่างรวดเร็ว
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดระบุว่า หากเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ควบคุม อาจเกิดภาวะปอดอักเสบเรื้อรังภายในเวลาเพียง 3-5 ปี และในต่างประเทศมีรายงานผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนปอดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องเปลี่ยนปอดอาจสูงถึงหลักล้านบาท และยังต้องอาศัยผู้บริจาคอวัยวะที่มีความเข้ากันทางชีวภาพอย่างเหมาะสม ทำให้โอกาสในการรักษามีข้อจำกัดอย่างมาก

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางปฏิบัติการวินิจฉัย EVALI ฉบับมาตรฐานจะช่วยให้แพทย์ทั่วประเทศมีระบบคัดกรอง ซักประวัติ และตรวจวินิจฉัยในมาตรฐานเดียวกัน สามารถค้นหาผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดโรค EVALI เป็นโรคที่ต้องรายงานเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับติดตามสถานการณ์และใช้ประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ
ด้าน รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ย้ำว่า ภาวะปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ถูกโฆษณา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามสร้างความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน แต่ข้อเท็จจริงทางการแพทย์กลับพบว่า EVALI เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง และไม่เคยพบในผู้สูบบุหรี่ประเภทอื่นในลักษณะเดียวกัน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพของสังคมไทย
เมื่อกลยุทธ์การตลาดพัฒนารวดเร็วกว่าเครื่องมือกำกับดูแล เด็กและเยาวชนจึงตกเป็นเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมนิโคตินยุคใหม่ การป้องกันปัญหาจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคมโดยรวม
เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนได้ตั้งแต่วันนี้ ภาระด้านสุขภาพ โรคเรื้อรัง และการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต อาจเป็นราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายสูงกว่าที่หลายคนคาดคิดหลายเท่า
วิกฤต EVALI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของโรคปอดอักเสบ แต่คือสัญญาณเตือนว่าการต่อสู้กับบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นศึกสำคัญเพื่อปกป้องอนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ' สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็ก สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs" เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง
สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ-อบจ.อุบลฯ พัฒนา Community Guideline-SMART-NF เชื่อม อสม.-รพ.สต.-โรงพยาบาล สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ ลดความล่าช้าเพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี (อบจ.อุบลราชธานี) และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพระบบบริการปฐมภูมิเพื่อการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าในชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า จ.อุบลราชธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานจริงของเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ
วิถีธรรม วิถีไทย วิถีใหม่ยกระดับสุขภาพคนไทย
สสส. สานพลัง สธ.-มูลนิธิอุทัยสุดสุข-ภาคีเครือข่าย ยกระดับกลไก-ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง NCDs ขยายต้นแบบ 13 จังหวัด 17 อำเภอ เตรียมต่อยอดนโยบายสุขภาพดีวิถีใหม่ระดับชาติ
ผลวิจัยชัด โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ช่วยเซฟเด็กไทย ลดโอกาสการสูบได้จริงถึง 45%
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดงานเวทีเชิดชูเกียรติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
“ตำบลจัดการสุขภาวะ” สสส.จับมือ 3,690 อปท. ยกระดับสุขภาวะแบบเข้าถึงพื้นที่
สสส. มุ่งสร้างสุขภาวะระดับตำบล สนับสนุนชุมชนพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพตามบริบทตน ประกอบฐานข้อมูลสุขภาพท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด Health in All Policies
สุขภาวะมุสลิมไทย วิถีวะสะฏียะฮ์ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทุกช่วงวัย
ประชากรมุสลิมทั่วโลกปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 1.6 พันล้านคน คิดเป็น 23% ของประชากรโลก และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 พันล้านคน ภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ.2030) ในประเทศไทย

