ผลสำรวจชี้ 1 ใน 2 ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียทั่วโลกได้รับผลกระทบรุนแรงด้านคุณภาพชีวิต

  • การสำรวจครั้งใหม่1จัดทำขึ้นโดยเวียร์ทริศเพื่อศึกษาถึงภาระหนักและความยังไม่เป็นที่รู้จักของโรคเรื้อรังนี้ต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย
  • โดยเฉลี่ย มักใช้เวลาวินิจฉัยประมาณหนึ่งปี ขณะที่ ผู้ป่วยไทยเกือบ 1 ใน 4 รายใช้เวลามากกว่า 3 ปีเช่นกัน

แอนนี่ เพชรรัตน์ สิริเลิศสุวรรณ (ซ้าย) พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล(กลาง)เภสัชกรหญิง อมินตา ยินดีพิธ (ขวา)

ทุกวันที่ 12 พฤษภาคม ของทุกปี ทั่วโลกจะส่งสัญลักษณ์ริบบิ้นสีม่วงเพื่อให้ความสำคัญต่อวันตระหนักรู้โรคไฟโบรมัยอัลเจีย กลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป มีความชุกทั่วโลกประมาณ 2-8%2 ผู้ป่วยมักมีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกที่ไม่เกิดการอักเสบเป็นวงกว้างและเรื้อรัง มักมีอาการร่วมทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงยากต่อการรู้แต่เนิ่น ๆ บริษัทเวียร์ทริศ (ประเทศไทย) จำกัด  ร่วมกับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จัดกิจกรรม UNREAL PAIN (The Fibromyalgia Journey) โดยภายในงานพญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาให้ข้อมูลโรค การรักษาและกายภาพบำบัด คุณแอนนี่ เพชรรัตน์ สิริเลิศสุวรรณ จาก Pilates Studio นำการออกกำลังกายพิลาทิสสำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังได้เผยผลสำรวจ Elma โดยเวียร์ทริศเพื่อศึกษาความต้องการของผู้ป่วยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษาที่ทันท่วงที

เภสัชกรหญิง อมินตา ยินดีพิธ ตำแหน่ง Head of Marketing บริษัท เวียร์ทริศ (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า “เวียร์ทริศ  มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมผู้คนทั่วโลกให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นในทุกช่วงชีวิต เราทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่คุณภาพสูงและมีความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังจากโรคไฟโบรมัยอัลเจีย  ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงทุ่มเทความพยายามของเราในการทำให้โรคไฟโบรมัยอัลเจียเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสนับสนุนให้ผู้ป่วยจัดการกับอาการป่วยได้ดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นดังกล่าว เวียร์ทริศ ได้จัดทำแบบสำรวจ Elma รูปแบบออนไลน์ใน 6 ประเทศ ได้แก่ บราซิล จีน เม็กซิโก ไต้หวัน ไทย และตุรกี โดยมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไฟโบรมัยอัลเจียร่วมตอบแบบสอบถาม 553 คน เปิดเผยเส้นทางที่ซับซ้อนในการวินิจฉัยโรค ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และวิธีการรับมือกับอาการของโรค ที่มีสัญญาณเริ่มต้น ได้แก่ อาการปวดเรื้อรัง อ่อนเพลีย  และปวดศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่สร้างความรำคาญใจอย่างมากหรืออย่างยิ่ง”

ผลการสำรวจผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียชาวไทยพบว่า ก่อนเข้ารับการวินิจฉัย 6 ใน 10 ของผู้ป่วย หรือ 63% เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย จากนั้นมีอาการปวดเรื้อรัง 40% และกระจายตามร่างกายที่หลากหลาย 46% เกือบ 2 ใน 3 หรือ 64% มีอาการปวดศีรษะ นำไปสู่โรคนอนไม่หลับ 53% และ วิตกวังวล 48% มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยรู้สึกกลุ้มใจ วิตกกังวล และมีภาวะซึมเศร้า สำหรับผู้ป่วยไทยอาการทางอารมณ์ร่วมที่พบบ่อยคือการขาดสมาธิ 28%

ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจีย มักไม่ใส่ใจอาการเนื่องจากคิดว่าเป็นภาวะชั่วคราวและเกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น แม้ว่าการทำกิจกรรมส่วนใหญ่ทั้งทางสังคมและการพักผ่อนจะได้รับผลกระทบเพราะร่างกายที่อ่อนแอ ในผู้ป่วยทั่วโลก 1 ใน 2 รายรู้สึกว่าจำเป็นต้องจำกัดชีวิตการทำงาน 48% และกิจกรรมทางเพศกับคู่ครอง 47% ขณะที่ผู้ป่วยไทยมีการจำกัดกิจกรรมมากกว่าค่าเฉลี่ยที่ 65%

โดยเฉลี่ย ผู้ป่วยจะรอ 8 สัปดาห์ก่อนพบแพทย์ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ 3 คนก่อนจะได้รับการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย นอกจากนี้ 1 ใน 4 ของผู้ป่วย  หรือ 28% ระบุว่าการพบแพทย์ที่ถูกต้องเป็นเรื่องยาก ต้องผ่านการทดสอบจำนวนมากและไม่เป็นที่พอใจนานถึง 1 ปี  29% แม้ว้า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยจะใช้เวลามากกว่า 3 ปี โดยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ 35% นักประสาทวิทยา 28%  เป็นผู้วินิจฉัยหลัก

ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งประสบปัญหาในการรับมือกับโรคนี้ทั้งในแง่อารมณ์และการปฏิบัติ โดย 58% ระบุว่าคุณภาพชีวิตได้รับผลกระทบทั้งหมดหรืออย่างมาก ผู้ป่วยอย่างน้อย 1 ใน 3 ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญหรือแม้แต่การเลิกรากันไป กว่า 60% ของผู้ป่วยระบุว่ามีความลำบากในการรับมือทั้งในระดับอารมณ์และในทางปฏิบัติ ผู้ป่วย 5 ใน 10 คนต้องการการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะการดูแลและการเคลื่อนไหว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ของพวกเขา

ผู้ป่วยไทยได้รับคำแนะนำให้ทำกายภาพบำบัด 39% หรือจิตบำบัด 40% รักษาด้วยยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ 20% และรับคำแนะนำในการดำเนินชีวิต เช่น สุขอนามัยในการนอนหลับ 24% โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาคือ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ 35% และนักประสาทวิทยา 28%  ผู้ป่วยส่วนใหญ่พึงพอใจต่อการรักษาของแพทย์อย่างมาก แม้ว่าผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้นต้องการทางเลือกการรักษา กายภาพบำบัด และรับข้อมูลยาใหม่ๆ อยู่เสมอ

พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมว่า จากการศึกษาวิจัยในระยะ 30 มานี้เชื่อว่า ผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้ระบบประสาทส่วนกลางทั้งสมองและไขสันหลัง มีความไวต่อความปวดมากกว่าปกติ และมีระดับของสารเคมีในสมองและไขสันหลังผิดปกติเหนี่ยวนำให้ตอบสนองต่อความปวดมากกว่าปกติด้วย โดยสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และหากมีโรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรค SLE ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะเป็นไฟโบรมัยอัลเจียมากขึ้นไปด้วย

เนื่องจากไฟโบรมัยอัลเจียมีอาการและอาการร่วมหลากหลายจึงทำให้ผู้ป่วยมักได้รับการวินิจฉัยโรคช้า มักผ่านการตรวจหลายอย่างและพบแพทย์หลายท่าน อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยไฟโบรมัยอัลเจียอาศัยการซักประวัติตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและตรวจทางรังสีเพื่อหาโรคอื่นๆที่มีอาการซ้ำซ้อนกัน ตลอดจนติดตามการรักษาระยะหนึ่งก็จะให้การวินิจฉัยได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาไฟโบรมัยอัลเจียคือการให้ความรู้ความเข้าใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กลัวและวิตกกังวล หรือท้อแท้ ผู้ป่วยควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาในแต่ละขั้นตอนโดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด ปรับปรุงสุขภาพกายโดยรวมและดูแลสุขภาพจิตใจ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี

การรักษาด้วยยา จะมีบทบาทในการลดอาการปวด มีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมแล้วแต่อาการหลักอันไหนเด่น ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหายามารับประทานเอง นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาพบว่าในไฟโบรมัยอัลเจีย การรักษาโดยไม่ใช้ยามีความสำคัญไม่แพ้การใช้ยาและแนะนำให้ใช้ก่อนหรือร่วมไปกับการใช้ยา เช่น การออกกำลังกายทั้งบนบกและในน้ำ โยคะ ชี่กง การรำมวยจีน กายภาพบำบัด การนวด การฝึกสมาธิ ตลอดจนจิตบำบัด เพื่อรับมือกับความปวดเรื้อรัง

การดูแลรักษาไฟโบรมัยอัลเจีย ไม่ได้มีความยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนใดๆ หากแต่เป็นงานร่วมกันของแพทย์กับผู้ป่วย และต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก็จะสามารถทำให้อาการสงบลงได้ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ”

คุณแอนนี่ เพชรรัตน์ สิริเลิศสุวรรณ จาก Pilates Studio

“พิลาทิสเป็นการออกกำลังที่ไม่มีแรงกระแทกที่หนัก (low impact exercise) ช่วยให้ผู้ฝึกกระตุ้นมัดกล้ามเนื้อที่ถูกต้องได้ดีขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เหนื่อยเกินไป และสามารถช่วยลดอาการปวดของโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้ โดยจะฝึกเพิ่มเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strengthening)

การเหยียดยืดเพิ่มความยืดหยุ่น (flexibility) และการขยับข้อต่อและกระดูสันหลังเพิ่มเพิ่มความคล่องตัว (mobility) และที่สำคัญยังสามารถช่วยลดภาวะ depression ได้เป็นอย่างดี ท่าที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจีย อาทิ Pelvic clock, Bridging, Arm arc, Bent knee opening, Book opening”

ศึกษาข้อมูลโรคไฟโบรมัยอัลเจียเพิ่มเติมได้ที่ www.unrealpain.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โรงพยาบาลเมดพาร์ค เซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์ทางการแพทย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยและสมาคมเกาหลีแห่งประเทศไทย

ผู้บริหาร รพ. เมดพาร์ค นำโดย ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ พร้อมด้วย นพ. พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช ร่วมต้อนรับ ฯพณฯ มุน ซึง-ฮยอน

นิด้าโพลเปิดผลสำรวจล่าสุด 'ชัชชาติ-อัศวิน-สุชัชวีร์' มีลุ้นชิงผู้ว่าฯกทม.

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใคร เป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 10”

โพลชี้ปี64 ปชช.สุขใจเห็นคนไทยจงรักภักดีสถาบันหลัก สลดสุดโควิดคร่าชีวิตผู้คน

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นปชช. เรื่อง’สุขสุด สลดสุด แห่งปี 2564’ พบส่วนใหญ่สุขใจเห็นคนไทยจงรักภักดีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนเศร้าสลดสุดโควิดระบาดคร่าชีวิตผู้คน

"เมดพาร์ค" เปิดจุดออก Vaccine Passport

นพ. สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กล่าวว่า การเปิดจุดบริการออกวัคซีนพาสปอร์ตนอกสถานที่โดยเลือกจุดบริการที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค