
ชาวสวนยางยื่นคำขอปลูกแทนปี 69 กับ กยท. ทะลุ 300,000 ไร่ ยืนยันงบประมาณกว่า 5,800 ล้านบาท รองรับเพียงพอ ไฟเขียวเปิดยื่นคำขอล็อตสุดท้ายของปีนี้จนถึง 31 มี.ค. พร้อมหนุนการทำสวนยางแบบอารยเกษตร ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนแก่อาชีพการทำสวนยาง
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน ปีงบประมาณ 2569 ของ กยท. ซึ่งได้เปิดรับคำขอมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นั้น มีเกษตรกรชาวสวนยางให้ความสนใจอย่างมาก โดยล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ยื่นคำขอปลูกแทนแล้วกว่า 300,000 ไร่ จากเป้าที่ตั้งไว้ 200,000 ไร่ โดยแบ่งการปลูกแทนเป็น 3 รูปแบบ คือ 1. การปลูกแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดี มีเกษตรกรยื่นคำขอแล้วจำนวน 170,078.93 ไร่ เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ คือ 100,000 ไร่ 2. การปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ/ปลูกแทนแบบเกษตรกรรมยั่งยืน มีเกษตรกรยื่นคำขอแล้วจำนวน 135,525.68 ไร่ เกินกว่าเป้าท่ี่ตั้งไว้คือ 97,500 ไร่ และ 3. การปลูกแทนแบบสวนยางยั่งยืน หรือการเกษตรแบบผสมผสาน(อารยเกษตร) มีเกษตรกรยื่นคำขอแล้วจำนวน 2,478.79 ไร่ ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 2,500 ไร่
ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน ปีงบประมาณ 2569 นั้น มาจากกองทุนพัฒนายางพารามาตรา 49(2) จำนวน 5,817.6 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกรแม้ว่าจะมีเกษตรกรยื่นคำขอเกินกว่าเป้าหมายก็ตาม แต่พบว่าเกษตรกรบางรายยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ และบางรายได้ยื่นแบบขอโค่นและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ การสนับสนุนภายใต้โครงการดังกล่าว มีทั้งในรูปแบบเงินสด และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อาทิ พันธุ์ยางพารา ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร หรือน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น โดยจะพิจารณาตามความต้องการของเกษตรกรและความเหมาะสมในแต่ละกรณี

"ปัจจุบันแนวโน้มการทำสวนยางพาราลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2564 มีสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 19 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือประมาณ 15 ล้านไร่ โดยเป็นสวนยางที่เป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ประมาณ 13 ล้านไร่ อาจเกิดจากการโค่นยางแล้วปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการเกิดโรคระบาดในยาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกยางพารา เพื่อสร้างความสมดุลทางการตลาด และสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน" รองผู้ว่าการ กยท. กล่าว
สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน จะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นเป็นไปตามที่ กยท. กำหนดไว้ คือ เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. มีสวนยางที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น โฉนดที่ดิน, น.ส.3, น.ส.4, โฉนด ส.ป.ก., ใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เป็นต้น โดยจะต้องมีพื้นที่สวนยางไม่น้อยกว่า 2 ไร่ แต่ละไร่มีต้นยางปลูกไม่น้อยกว่า 10 ต้น และโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าไร่ละ 25 ต้น และต้นยางเดิมต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรืออายุมากกว่า 18 ปี แต่ทรุดโทรมเสียหายให้ผลผลิตน้อย ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางสามารถยยื่นคำขอปลูกแทนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยหากเลือกการปลูกทดแทนแบบที่ 1 จะได้รับการสนับสนุนในอัตรา 20,000 บาทต่อไร่ ในระยะเวลา 6 ปี 6 เดือน ซึ่งจะเป็นการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีชั้น 1 ที่ให้ผลผลิตสูง และ กยท. จะติดตามให้คำแนะนำการบำรุงต้นยางตามหลักวิชาการ รวมถึงการวางระบบน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้ต้นยางสมบูรณ์ที่สุด

ส่วนแบบที่ 2 จะได้รับการสนับสนุนในอัตรา 12,000 บาทต่อไร่ ในระยะเวลา 1 ปี เป็นการปรับเปลี่ยนจากการปลูกต้นยางพาราเป็นการปลูกไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ หรือมีไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นพืชหลัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ กยท. จะให้คำแนะนำการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ โดยหลังจากพ้นระยะเวลา 1 ปี กยท. จะส่งต่อข้อมูลของเกษตรกรให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้คำแนะนำต่อไป
และแบบที่ 3 จะได้รับการสนับสนุนในอัตรา 20,000 บาทต่อไร่ ในระยะเวลา 6 ปี 6 เดือน เป็นการปลูกยางแบบผสมผสานร่วมกับพืชอื่นๆ หรือการทำสวนยางยั่งยืน (อารยเกษตร) โดยลดปริมาณต้นยางต่อไร่ เพื่อใช้พื้นที่ช่องว่างระหว่างต้นยางในการปลูกพืชอื่นๆ แซม ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติมจากเดิมที่มาจากการปลูกยางเพียงอย่างเดียว เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดความเสี่ยงลดต้นทุนการผลิต สร้างความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจในการทำสวนยางอารยเกษตรที่ถูกต้อง พร้อมจัดทำสวนต้นแบบในพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี ถึงแม้ในขณะนี้การยื่นขอปลูกทดแทนในรูปแบบนี้ ยังต่ำกว่าเป้าหมาย แต่คาดว่า ก่อนจะสิ้นสุดการยื่นของปลูกทดแทนในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะได้ตามเป็นหมายที่ตั้งไว้คือ 2,500 ไร่ อย่างแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กยท.ตอบโจทย์แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ดัน"น้ำนมดิบ"เตรียมพัฒนาสู่"ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"
“กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งเกิดจาก ดำเนินการของ
กยท.อัดงบ 200 ลบ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางยางโลก - เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้500,000ล้าน/ปี
กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก
กยท. ติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ชี้แนวโน้มยางพาราอยู่ในทิศทางดี คาดความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น แนะเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการทำสวนยาง-ลดต้นทุนการผลิต
กยท. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อภาพรวมยางพาราไทยในหลายมิติ คาดตลาดโลกมีแนวโน้มใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น ผนวกกับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในบางช่วงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
สำเร็จ! กยท. ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบกว่า 1.1 ล้านลิตร ช่วยเกษตรกรโคนม ชูประสิทธิภาพเพิ่มผลผลิตการเกษตร เตรียมขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์
กยท. ประสบผลสำเร็จ ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบได้กว่า 1.1 ล้านลิตร
กยท.เตรียมงบกว่า 2 พันล้าน เยียวยาชาวสวนยางได้รับผลกระทบสู้รบชายแดน
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมทุ่มงบกว่า 2,000 ล้าน ช่วยเหลือชาวสวนยาง 9 จังหวัด ที่ไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ตามปกติ และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รายละ 3,000 บาท รวมสวนยางเสียหายกว่าล้านไร่
ราคายางทะลุเลข 3 หลัก...ความฝันหรือความจริง?
"ภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2569 ราคายางจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นราคายางแผ่นรมควันชั้น3 ทะลุเลข 3 หลักอย่างแน่นอน"

