
จากผืนดินแห้งแล้ง สู่โอกาสของชีวิต
ท่ามกลางผืนดินที่เคยแห้งแล้งของ บ้านหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี มีเรื่องราวของการพลิกฟื้นชุมชนที่กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง
พระองค์ทรงพบว่าพื้นที่แห่งนี้เหมาะกับการปลูก ป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งและให้เส้นใยที่แข็งแรง จึงทรงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมการนำเส้นใยมาผลิตงานจักสาน เพื่อสร้างอาชีพเสริมให้กับราษฎร โดยเฉพาะกลุ่มสตรีในชุมชน
จากพืชที่เคยขึ้นอยู่ริมทาง ป่านศรนารายณ์ จึงกลายเป็น “อาชีพพระราชทาน” ที่ช่วยเปลี่ยนผืนดินที่ แห้งแล้งให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ของชุมชน

อัตลักษณ์ของเส้นใยป่านศรนารายณ์
ป่านศรนารายณ์ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโก มีคุณสมบัติเด่นคือ เส้นใย เหนียว แข็งแรง และทนทานต่อการใช้งาน เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยมือ เส้นใยจะมีสีขาวนวลและ สามารถนำมาถักทอเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่หลากหลาย กลุ่มสตรีศิลปาชีพ (พิเศษ) ป่านศรนารายณ์ บ้าน หุบกะพง ได้นำเส้นใยธรรมชาตินี้มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋าจักสาน หมวกแฟชั่น รองเท้าและ ของใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยความประณีตของงานทำมือและความแข็งแรงของเส้นใย ทำให้ผลิตภัณฑ์จากป่าน ศรนารายณ์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การสืบทอดภูมิปัญญาชุมชน
การพัฒนาหุบกะพงนอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพแล้ว ยังสร้างระบบการพึ่งพาตนเองของชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ได้มีการจัดตั้ง โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดิน ทำกิน โดยนำระบบ สหกรณ์การเกษตร มาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ระบบสหกรณ์ช่วยให้ชาวบ้าน สามารถรวมกลุ่มกันบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต และการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการ ถ่ายทอดทักษะการจักสานป่านศรนารายณ์จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่ และกลายเป็น อาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวในชุมชน

จากภูมิปัญญาชุมชนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของชุมชน และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ผู้มาเยือนสามารถเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของโครงการตามพระราช ประสงค์หุบกะพง รวมถึงกระบวนการผลิตงานจักสานจากเส้นใยป่านศรนารายณ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มี ดีไซน์ร่วมสมัย ทำให้สินค้าจากชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดได้ และยังสร้างชื่อเสียงให้กับงานหัตถกรรมไทย ในระดับสากล

เส้นใยแห่งความยั่งยืน
เรื่องราวของหุบกะพง นับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาชุมชนที่ผสาน ที่ดิน ความรู้ และความร่วมมือ ของผู้คน จากพระราชดำริที่มอบทั้ง “ที่ดินทำกิน” “ทักษะอาชีพ” และ “ระบบสหกรณ์” ทำให้ชุมชนสามารถ ยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง
วันนี้ ป่านศรนารายณ์ จากที่เคยเป็นเพียงพืชริมรั้ว ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเพียรพยายาม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้ชาวหุบกะพง สามารถสร้างชีวิตที่มั่นคงบนผืนดินของตนเองได้อย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศิลปาชีพสีบัวทอง : หัตถศิลป์สร้างคน ดินสร้างชีวิต
เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2549 ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเกษตรกรในอำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต
“พระเมตตา พลิกชีวิตผาน้ำทิพย์”
บริเวณผืนป่าผาน้ำทิพย์ ในอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่รอยต่อของ 3 จังหวัด คือจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดกาฬสินธุ์ ในอดีตซึ่งเคยเผชิญกับปัญหาการบุกรุกและการตัดไม้ทำลายป่า
สืบสานงานช่างโขนศิลปาชีพ อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน (All About Khon)
ท่ามกลางมรดกทางวัฒนธรรมของไทย “โขน” นับเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงที่รวมศาสตร์และศิลป์หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี งานช่างฝีมือ
เกาะเกร็ด : ปั้นภูมิปัญญาจากดิน สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
กลางลำน้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดนนทบุรี มีเกาะเล็ก ๆ ที่ยังคงเสน่ห์ของวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างน่าหลงใหล นั่นคือ เกาะเกร็ด ชุมชนเก่าแก่ของชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี
เจาะลึกศิลปะปูนปั้น “สกุลช่างเมืองเพชร” มรดกศิลป์ที่ยังมีชีวิตของแผ่นดินไทย
จังหวัดเพชรบุรี เมืองเก่าแก่ที่เคยเป็นทั้งเมืองหน้าด่านและเมืองที่พระมหากษัตริย์หลายพระองค์เสด็จประพาส ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
ย่านลิเภา…จากวัชพืชในป่า สู่หัตถศิลป์ล้ำค่าแห่งแดนใต้
“... ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศคือ ทางภาคใต้ที่ฝนตกมากตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นเอง

