
1 ก.ค.2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า
คดีอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยที่ถูกจับกุม ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในซับในกระเป๋าถือจำนวน 12 ใบ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องหาให้การว่า “ไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด เพราะเป็นของที่เพื่อนฝากมา”
คำถามที่หลายคนอยากรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เธอพูดความจริงหรือไม่” แต่คือ “กฎหมายออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือไม่
คำตอบคือ มี แต่เป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่พิสูจน์ได้ยากที่สุดในคดียาเสพติดข้ามชาติ
ในวงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ มีคำเรียกผู้ที่อ้างว่าถูกใช้เป็นผู้ขนยาเสพติดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า Blind Mule หรือ “ผู้นำพาที่ถูกหลอก” คำนี้เป็นศัพท์ในทางอาชญาวิทยา มิใช่ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อ้างตนเป็น Blind Mule จะพ้นความผิดโดยอัตโนมัติ
ในระบบกฎหมายออสเตรเลียซึ่งอยู่ในตระกูล Common Law ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรง โดยหลักแล้วอัยการต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจ (Mens Rea) ของจำเลย มิใช่เพียงพิสูจน์ว่าพบยาเสพติดอยู่ในความครอบครองของบุคคลนั้น หลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการรับรองโดยศาลสูงออสเตรเลียในคดี He Kaw Teh v. The Queen (1985)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพิสูจน์ความผิด
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายออสเตรเลียจึงเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่อง Honest and Reasonable Mistake of Fact หรือ “การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร” ซึ่งมีรากฐานจากคดี Proudman v. Dayman (1941) และได้รับการพัฒนาต่อมาในกฎหมายอาญาของออสเตรเลีย
หากจะใช้แนวทางนี้ จำเลยต้องแสดงให้ศาลเชื่อว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งของดังกล่าวไม่ใช่ยาเสพติด ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันก็อาจเชื่อได้ และลักษณะการซุกซ่อนมีความแนบเนียนจนไม่อาจตรวจพบได้จากการตรวจสอบตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คดีนี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ
ประการแรก คือ ลักษณะและจำนวนของกลาง หากในชั้นพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผิดสังเกตจนบุคคลทั่วไปควรตั้งข้อสงสัย แต่ผู้รับฝากกลับเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ ศาลอาจพิจารณาหลัก Willful Blindness หรือ “การจงใจหลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อเท็จจริง”
หลักการนี้ใช้กับกรณีที่บุคคลมีเหตุอันสมควรสงสัยอย่างมากว่าสิ่งของหรือพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่กลับเลือกที่จะไม่ค้นหาความจริงหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า “ไม่รู้”
ในระบบกฎหมาย Common Law หลัก Willful Blindness ไม่ใช่เพียงเรื่องของความประมาทเลินเล่อธรรมดา หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยมีองค์ประกอบทางจิตใจเพียงพอสำหรับความผิดบางฐานหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนที่ “รู้แล้วทำ” แต่ยังตั้งคำถามกับคนที่ “มีเหตุให้สงสัยอย่างมาก แต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง” เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากความรับผิดเสมอไป
ประการที่สอง คือ สถานะของผู้ต้องหาในฐานะอดีตลูกเรือสายการบิน เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพลูกเรือเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงการบินอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการปฏิบัติงานที่ ห้ามนำสัมภาระ พัสดุ หรือสิ่งของของบุคคลอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินของตนเองขึ้นไปบนอากาศยาน เพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ วัตถุอันตราย หรือสิ่งผิดกฎหมาย
ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลอื่นเพื่อนำขึ้นเครื่องบินด้วย ศาลจึงอาจนำมาตรฐานวิชาชีพนี้มาประกอบการประเมินว่า บุคคลซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางควรมีระดับความระมัดระวังและความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไปเพียงใด
หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย หลักกฎหมายก็สอดคล้องกันในสาระสำคัญ เพราะประมวลวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และหากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้จนปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227
ท้ายที่สุด คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันที่คำว่า “เพื่อนฝากมา” หรือ “ไม่รู้” แต่จะตัดสินกันที่พยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล การติดต่อสื่อสาร พฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ตลอดจนข้อเท็จจริงแวดล้อมที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง
ศาลไม่ได้ตัดสินจากกระแสสังคม หากแต่ตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และนั่นคือหลักนิติรัฐที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ
ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเช่นไร คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้แก่สังคมว่า การรับฝากสัมภาระหรือสิ่งของจากผู้อื่น แม้จะเป็นเพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ก็อาจกลายเป็นความไว้ใจเพียงครั้งเดียวที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต
ด้วยความปรารถนาดี
อ้างอิง:
-He Kaw Teh v. The Queen (1985), -Proudman v. Dayman (1941),
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาตั้งคำถามพักโทษ ‘ทักษิณ’ ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เมื่อ “พักโทษ” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของความชอบธรรม: วิเคราะห์กรณี ทักษิณ ชินวัตร กับดุลพินิจของรัฐ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาไขข้อข้องใจความหมาย 'นิติรัฐ- นิติธรรม'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ ‘ชั้น14-ฮั้วสว.’ พิสูจน์หลักนิติรัฐ-นิติธรรม จะมีอยู่จริงหรือไม่
หลักนิติรัฐและนิติธรรมจะมีอยู่จริง ผู้ใช้อำนาจต้องสุจริต ทุ่มเท และกล้าหาญเอาผิดคนทุจริตได้ ประชาชนต้องช่วยกันติดตาม มีส่วนร่วมวิพากษ์วิจารณ์ อย่าให้ใครทุจริต อืดอาด และหมกเม็ด
จับตาคดีชั้น14 เดินหน้าต่อ ที่ประชุมศาลฎีการ่วมรักษาหลักนิติรัฐ-นิติธรรม
อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กให้จับตาคดีชั้น14 เดินหน้าต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ร่วมรักษาหลักนิติรัฐนิติธรรม
'พิชิต' ปลุกสังคมอย่าให้การดีลทำลายประเทศ!
นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)
‘นิพิฏฐ์’ เตือนสติอย่ารัก-อย่าเกลียดใคร จนลืมหลักนิติรัฐ ประเทศปกครองโดย กม. มิใช่รัฐบาล
‘นิพิฏฐ์’ บอกนักการเมืองทำผิดก่อนเป็นส.ส. เมื่อถูกจับขณะเป็นส.ส. ไม่ใช่ตายเพราะทำหน้าที่ อย่ารักใครจนลืมหลักนิติรัฐ ประเทศปกครองโดยกฎหมายมิใช่ปกครองโดยรัฐบาล

