
21 ต.ค. 2569- ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
การล่มสลายของ "ประชาธิปไตยกินได้" : อุทาหรณ์จากฝรั่งเศส
/////
เมื่อประชาธิปไตยแข่งขันกันด้วยคำสัญญาว่าประชาชนจะได้รับอะไร
แต่ไม่มีใครกล้าถามว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย และจะจ่ายได้นานเพียงใด
.....
1. ประเทศที่เคยสัญญาว่าจะดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคมก้าวหน้าที่สุดในโลก
คนฝรั่งเศสได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพ การศึกษา การว่างงาน การเลี้ยงดูบุตร และการเกษียณอายุอย่างกว้างขวาง
ระบบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
หากเป็นผลจากการสร้างรัฐสวัสดิการต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ในปี ค.ศ. 1945 ฝรั่งเศสเริ่มวางรากฐานระบบประกันสังคมสมัยใหม่ ภายใต้อุดมคติที่ได้รับอิทธิพลจากขบวนการต่อต้านนาซี
อุดมคตินั้นมีชื่อว่า Les Jours Heureux หรือวันเวลาแห่งความสุข
เป็นความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ที่ประชาชนไม่ต้องเผชิญความยากจน ความเจ็บป่วย และความไม่มั่นคงในชีวิตโดยลำพัง
ในบริบทของประเทศที่เพิ่งผ่านสงคราม แนวคิดนี้มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน
ประชาชนต้องการหลักประกัน
รัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคง
และสังคมต้องการความหวังร่วมกัน
แต่ปัญหาของนโยบายสาธารณะบางอย่างก็คือ
สิ่งที่เหมาะสมในวันเริ่มต้น อาจกลายเป็นภาระในวันข้างหน้า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และความสามารถในการหารายได้ของรัฐเปลี่ยนแปลงไป
.....
2. เมื่อสวัสดิการกลายเป็นเครื่องมือแข่งขันทางการเมือง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสจากหลายพรรคการเมืองต่างมีส่วนในการขยายระบบสวัสดิการ
ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามลำดับ
การรักษาพยาบาลมีความครอบคลุมมากขึ้น
การศึกษามีเงินสนับสนุนจากรัฐ
แรงงานได้รับหลักประกันการว่างงาน วันหยุดพักผ่อน และระบบบำนาญ
ในปี ค.ศ. 1982 รัฐบาลของประธานาธิบดีฟร็องซัว มิตแตร์ร็อง ได้ลดอายุเกษียณตามปกติจาก 65 ปีเหลือ 60 ปี โดยเริ่มมีผลในปีถัดมา
ต่อมาในปี ค.ศ. 1988 ฝรั่งเศสจัดตั้งระบบรายได้ขั้นต่ำสำหรับผู้มีทรัพยากรไม่เพียงพอ
และในปี ค.ศ. 2000 ก็เริ่มใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มเติม เพื่อขยายความคุ้มครองแก่ผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบเดิม
นโยบายเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลทางสังคมรองรับ
แต่ทุกนโยบายมีต้นทุน
และต้นทุนบางอย่างไม่ได้ปรากฏทั้งหมดในปีที่ประกาศใช้
เงินบำนาญที่สัญญาว่าจะจ่ายในอนาคต อาจกลายเป็นภาระผูกพันต่อเนื่องอีกหลายสิบปี
สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากทางการเมืองที่จะปรับลดในภายหลัง
ตรงนี้เองที่เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยแบบแข่งขันด้วยผลประโยชน์
นักการเมืองได้รับคะแนนนิยมจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในวันนี้
แต่ต้นทุนจำนวนหนึ่งจะตกแก่รัฐบาลและประชาชนในวันข้างหน้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ การแข่งขันทางการเมืองจึงมีแนวโน้มให้รางวัลแก่ผู้ที่สัญญาว่าจะให้มากขึ้น
มากกว่าผู้ที่กล้าอธิบายข้อจำกัดของประเทศ
นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราเรียกว่า "ประชาธิปไตยกินได้"
ประชาธิปไตยที่คุณค่าของการเลือกตั้งค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับคำถามว่า ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุมากเพียงใด
แทนที่จะถามควบคู่กันว่า ประเทศจะสร้างความมั่งคั่งและรักษาความสามารถในการจ่ายผลประโยชน์เหล่านั้นได้อย่างไร
.....
3. ไม่มีสวัสดิการใดปราศจากต้นทุน
ตัวเลขทางการคลังของฝรั่งเศสสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน
ในปี ค.ศ. 2023 รายจ่ายด้านสังคมของฝรั่งเศสตามข้อมูลเปรียบเทียบของหน่วยงานรัฐอยู่ที่ประมาณร้อยละ 31.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ปรับตามศักยภาพทางเศรษฐกิจ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือที่นำมาเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ
รายจ่ายจำนวนมากเป็นเรื่องบำนาญและการดูแลผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2025 ฝรั่งเศสมีรายจ่ายภาครัฐรวมสูงถึงร้อยละ 57.2 ของ GDP
แต่รายได้ยังไม่เพียงพอ
รัฐบาลขาดดุลการคลังประมาณร้อยละ 5.1 ของ GDP
และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีอยู่ที่ร้อยละ 115.6 ของ GDP
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสกำลังจะล้มละลายในทันที
ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีฐานภาษี มีสินทรัพย์ และมีความสามารถในการระดมทุน
แต่สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกก็คือ
ประเทศที่มั่งคั่งเพียงใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางการคลังได้ตลอดไป
เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้
รัฐบาลย่อมต้องเลือก
จะเพิ่มภาษี
จะลดรายจ่าย
จะกู้เงินเพิ่ม
หรือจะปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ที่เคยสัญญาไว้
ไม่มีทางเลือกใดปราศจากต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมือง
และยิ่งปล่อยปัญหาไว้นานเท่าใด ทางเลือกก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
.....
4. เมื่อเงินบำนาญของคนรุ่นก่อนเบียดบังอนาคตของคนรุ่นหลัง
เดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 มีรายงานสำคัญฉบับหนึ่งจากฝรั่งเศส
รายงานประกอบร่างกฎหมายงบประมาณเปิดเผยว่า เงินประมาณร้อยละ 32 ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ถูกจัดสรรเข้าสู่บัญชีพิเศษเพื่อรองรับภาระบำนาญข้าราชการ
คิดเป็นเงินประมาณ 28,500 ล้านยูโร
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยมีสัดส่วนภาระลักษณะเดียวกันประมาณร้อยละ 30
ต้องเข้าใจว่าเงินเหล่านี้มิได้สูญหายไปไหน
มันเป็นภาระที่รัฐมีต่อบุคลากรซึ่งเคยทำงานให้ประเทศ
แต่ปัญหาคือ เมื่อภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้น พื้นที่ทางการคลังสำหรับบริการสาธารณะในปัจจุบันก็ถูกจำกัดลง
เงินที่ต้องจ่ายเพื่อรองรับอดีต
ย่อมเป็นเงินก้อนเดียวกับที่อาจนำไปลงทุนเพื่ออนาคตได้
นี่คือความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่นที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น
คนรุ่นก่อนต้องการรักษาหลักประกันที่ตนเคยได้รับคำมั่นสัญญา
คนรุ่นปัจจุบันต้องทำงานและเสียภาษีเพื่อประคองระบบ
ส่วนคนรุ่นใหม่ต้องการโรงเรียนที่ดี โอกาสทำงาน และอนาคตที่มั่นคง
ทุกฝ่ายมีเหตุผลของตนเอง
แต่ทรัพยากรของประเทศมีจำกัด
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม ความขัดแย้งจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก
ปัญหาของฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเงินบำนาญ
หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
สังคมหนึ่งจะรักษาคำสัญญาต่อคนรุ่นก่อน โดยไม่ทำลายโอกาสของคนรุ่นหลังได้อย่างไร
.....
5. เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับรัฐสวัสดิการ
การประท้วงในฝรั่งเศสช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ค.ศ. 2026 เริ่มจากความไม่พอใจต่อสภาพการศึกษาและการขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียน
นักเรียนจำนวนหนึ่งเผชิญปัญหาห้องเรียนแออัด บุคลากรไม่เพียงพอ และสภาพแวดล้อมการเรียนที่เสื่อมโทรม
จากการเคลื่อนไหวของนักเรียนและครู ความไม่พอใจขยายไปสู่ประเด็นค่าครองชีพ รายได้ และคุณภาพบริการสาธารณะ
วันที่ 17 ตุลาคม การชุมนุมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหลายเมือง
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชุมนุมโดยสงบ
แต่บางพื้นที่เกิดการปะทะ การทำลายทรัพย์สิน และความรุนแรง จนรัฐบาลต้องใช้มาตรการรักษาความสงบเข้มงวดขึ้น
เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นผลจากรัฐสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพ การบริหารงานของรัฐบาล และความไม่พอใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่หากมองลึกลงไป จะเห็นความย้อนแย้งประการหนึ่ง
ประเทศที่เคยสัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม
กลับกำลังเผชิญการประท้วงจากประชาชนที่รู้สึกว่ารัฐดูแลตนได้ไม่ดีพอ
นี่คือวิกฤตความคาดหวัง
เมื่อรัฐสร้างความคาดหวังไว้สูง แต่ความสามารถในการตอบสนองลดลง
ความผิดหวังย่อมรุนแรงตามไปด้วย
โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมตัดสินใจสร้างภาระทางการคลังเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
.....
6. "ประชาธิปไตย" ที่ผลักภาระจากปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง
ถึงตรงนี้ จำเป็นต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน
ปัญหาของฝรั่งเศสไม่ได้พิสูจน์ว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ผิดพลาด
และไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่มีความสามารถในการตัดสินใจทางการเมือง
ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่แรงจูงใจของระบบการเมือง
- เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งขันกันเสนอผลประโยชน์ระยะสั้น
- เมื่อประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นทุนระยะยาว
- เมื่อรัฐบาลไม่กล้าปรับเปลี่ยนนโยบายที่ได้รับความนิยม แม้จะรู้ว่าฐานะการคลังเริ่มมีปัญหา
ประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นระบบที่ผลักภาระจากปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง
นักการเมืองไม่ได้จำเป็นต้องมีเจตนาร้าย
ประชาชนก็ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นแก่ตัว
แต่ทั้งสองฝ่ายอาจติดอยู่ในโครงสร้างแรงจูงใจที่ทำให้การตัดสินใจซึ่งดูสมเหตุสมผลในระยะสั้น กลายเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว
นักการเมืองต้องการชนะเลือกตั้ง
ประชาชนต้องการความมั่นคงในชีวิต
แต่หากไม่มีใครรับผิดชอบต่อความยั่งยืนของระบบ
ประเทศก็อาจสะสมภาระเกินกำลังของตนเอง
สิ่งที่ล่มสลายจึงอาจไม่ใช่ประชาธิปไตยในฐานะระบอบการปกครอง
หากเป็นความเชื่อที่ว่า
ประชาธิปไตยสามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของทุกคนได้ โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดของทรัพยากร
นี่ต่างหากคือ มายาคติของประชาธิปไตยกินได้
.....
7. บทเรียนจากฝรั่งเศสสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการแตกต่างจากฝรั่งเศสมาก
การทำนายตื้น ๆ ว่าไทยจะเจริญรอยตามฝรั่งเศสแน่ๆ เป็นสิ่งที่พึงระวัง
เราไม่สามารถนำตัวเลขของฝรั่งเศสมาด่วนสรุปว่า ประเทศไทยจะเดินไปสู่จุดเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่บทเรียนสำคัญมีอยู่
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
จำนวนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง
ขณะที่รายจ่ายด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น
หากประเทศไทยเลือกขยายสิทธิประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงฐานภาษี ผลิตภาพแรงงาน และความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจ
ปัญหาทางการคลังย่อมสะสมขึ้นได้เช่นเดียวกัน
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรปฏิเสธรัฐสวัสดิการทั้งหมด
ประชาชนควรเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะการศึกษาและการรักษาพยาบาล
เพราะประชาชนที่มีสุขภาพดีและได้รับการศึกษาย่อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ
แต่สวัสดิการที่ดีต้องมีระบบการเงินรองรับ
ต้องมีการประเมินต้นทุน
ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ
ต้องมีมาตรการป้องกันการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
และต้องปรับเปลี่ยนได้เมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ที่สำคัญ ประชาชนต้องเข้าใจว่าเงินสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนาดีของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว
มันเกิดจากผลผลิตของเศรษฐกิจ
จากแรงงาน
จากธุรกิจ
จากภาษี
และจากความสามารถในการบริหารทรัพยากรของประเทศ
รัฐบาลอาจเป็นผู้จัดสรร
แต่สังคมทั้งหมดต่างหากที่เป็นผู้รับภาระต้นทุน
ดังนั้น ก่อนจะถามว่านักการเมืองจะให้อะไรแก่ประชาชน
เราควรถามด้วยว่า
ประเทศจะหาเงินจากไหน?
ใครจะเป็นผู้จ่าย?
จะจ่ายได้นานเพียงใด?
และจะกระทบต่อโอกาสของคนรุ่นหลังอย่างไร?
คำถามเหล่านี้อาจไม่สร้างความนิยมในการเลือกตั้ง
แต่เป็นคำถามที่ประเทศซึ่งต้องการอนาคตจำเป็นต้องตอบให้ได้
.....
8. บทส่งท้าย : ประชาธิปไตยที่กินอนาคตของตัวเอง
บทเรียนจากฝรั่งเศสไม่ได้บอกเราว่า สวัสดิการเป็นสิ่งเลวร้าย
และไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยไม่มีคุณค่า
ตรงกันข้าม
มันเตือนว่าแม้แต่อุดมคติที่ดี ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ หากปราศจากวินัยและความรับผิดชอบ
รัฐสวัสดิการที่เริ่มต้นจากความปรารถนาจะช่วยเหลือประชาชน อาจกลายเป็นระบบที่แบกรับภาระเกินกำลัง
ประชาธิปไตยที่เริ่มต้นจากความต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต อาจกลายเป็นการแข่งขันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า
และการเมืองที่ควรสร้างความหวังให้คนรุ่นใหม่ อาจกลับกลายเป็นการส่งต่อหนี้สินและภาระผูกพันให้พวกเขา
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดี
หากเกิดขึ้นเมื่อสังคมไม่ยอมรับว่า ชีวิตที่ดีมีต้นทุน และต้นทุนนั้นต้องมีผู้รับผิดชอบ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ประเทศไม่สามารถใช้คำสัญญาทางการเมืองทดแทนความสามารถในการผลิตความมั่งคั่งได้
และไม่สามารถใช้การกู้ยืมเพื่อรักษาความนิยมไปได้ตลอดกาล
ในที่สุด ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจย่อมกลับมาทวงถามสิ่งที่การเมืองพยายามหลีกเลี่ยง
<< ประชาธิปไตยกินได้ จึงอาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่กินอนาคตของตัวเอง >>
หากคนรุ่นปัจจุบันบริโภคผลประโยชน์
แต่ปล่อยให้คนรุ่นหลังเป็นผู้จ่าย
ความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่นก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
บทเรียนที่ประเทศไทยควรได้รับจากฝรั่งเศส จึงไม่ใช่การเลิกเชื่อในประชาธิปไตย
แต่คือการเลิกเชื่อว่า ประชาธิปไตยสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยไม่ต้องจ่ายต้นทุน
เพราะประชาธิปไตยที่ดี
ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สัญญาว่าจะให้ทุกอย่างแก่ประชาชน
แต่คือประชาธิปไตยที่กล้าบอกประชาชนว่า
อะไรทำได้
อะไรทำไม่ได้
อะไรควรทำ
และอะไรที่เราต้องยอมเสียสละในวันนี้
เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องเป็นผู้รับภาระในวันข้างหน้า
ประเทศที่ดี ไม่ใช่ประเทศที่คนรุ่นหนึ่งอยู่สบายที่สุด
แต่คือประเทศที่คนรุ่นหนึ่งไม่ใช้ความสุขของตนเองเป็นหนี้สินของคนรุ่นถัดไป
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประกันสังคมมีข่าวดี! ลดเงินสมทบครั้งใหญ่ เริ่ม 1 ม.ค.70 ใครได้ประโยชน์บ้าง?
ประกันสังคมปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยสถานประกอบการกว่า 3.4 แสนแห่ง ประหยัด
ไปหาหมอมา…นึกถึงรัฐสวัสดิการ
มื่อวานผมตื่นแต่เช้าครับ มีนัดไปโรงพยาบาล หลังจากพักนี้มีอาการเวียนหัวเหมือนจะวูบเป็นบางครั้ง
เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม!
เห็นคำว่า “เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม” ผมนึกว่ามีประกาศอะไรด่วนเสียอีกครับ
'ศ.นพ.ชวลิต' ฝากบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ควรพัฒนาสิทธิการรักษามะเร็งให้ไม่น้อยหน้าบัตรทอง
ศาตราจารย์ นายแพทย์ ชวลิต เลิศบุษยานุกูล เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในฐานะหมอที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง และตนเองก็เป็นผู้ประกันตนด้วย หมอมีเรื่องอยากฝากถึงคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่สักเรื่องครับ นั่นคือ **สิทธิการรักษามะเร็งของผู้ประกันตน**
ทำใจ! 'ดร.อานนท์' ยกเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้ส้มบริหาร เจ๊งเมื่อไหร่ก็จะได้รู้กัน
อานนท์ บอกขอให้แรงงานไทยทุกคน จงโชคดี กับกรรมการบอร์ดประกันสังคม ผู้เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์การเมือง แต่ไม่รู้เรื่องคณิตศาสตร์ประกันภัยเลย
14 เสียงประกันสังคมก้าวหน้า ผ่าแดนสนธยา 2.9 ล้านล้าน!
ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาชน กวาดที่นั่

