รองโฆษกรัฐบาลโต้ “ตรีรัตน์” ปมโซลาร์ประชาชน ชี้อย่านำผู้ประกอบการบางรายไม่เข้าร่วมมาตัดสินว่าเอื้อทุนใหญ่ ย้ำรัฐต้องรักษาราคาคุ้มค่า–เปิดทางเลือกผู้ติดตั้ง กฟน. เสนอแพ็กเกจ 5 กิโลวัตต์ไม่เกิน 1.4 แสนบาท ดูแล 7 ปี แจง Bank Guarantee ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม 5 หมื่นบาท คลังเตรียมลดค่าค้ำเหลือไม่เกิน 500 บาทต่อปี พร้อมหนุนสินเชื่อ SME
30 ตุลาคม 2569 - นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน ทั้งเรื่องราคาติดตั้ง การแข่งขัน บทบาทของการไฟฟ้า และเงื่อนไขหลักประกันว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรนำกรณีผู้ประกอบการบางรายไม่เข้าร่วมโครงการมาสรุปว่าเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ โดยไม่พิจารณาราคาที่ประชาชนจ่ายจริง สิทธิเลือกผู้ติดตั้ง มาตรฐานความปลอดภัย และบริการหลังการขาย
นางสาวลลิดากล่าวว่า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เผยแพร่แพ็กเกจ Solar Rooftop ขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคาไม่เกิน 140,000 บาท พร้อมรับประกันงานติดตั้งและประกันอัคคีภัย 7 ปี รวมถึงบริการล้างแผงปีละ 1 ครั้ง ตลอด 7 ปี ขณะที่โครงการมีเงินสนับสนุนค่าติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือนตามเงื่อนไข จึงต้องประเมินความคุ้มค่าจากทั้งราคา คุณภาพ และบริการระยะยาว ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะค่าติดตั้งเริ่มต้น
“รัฐไม่มีหน้าที่กำหนดราคาให้ผู้ประกอบการทุกรายได้กำไรตามที่ต้องการค่ะ แต่มีหน้าที่ทำให้ประชาชนได้ระบบที่มีคุณภาพในราคาคุ้มค่า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานแข่งขันอย่างเป็นธรรม การที่บางรายเห็นว่าเงื่อนไขไม่คุ้มกับธุรกิจของตน ไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการเอื้อทุนใหญ่หรือทำให้ประชาชนจ่ายแพงขึ้นค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจข้อกังวลของผู้ติดตั้งบางราย ทั้งเงินทุนหมุนเวียน ภาระหลักประกัน และต้นทุนรับประกันระยะยาว ซึ่งต้องพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ไม่อาจใช้จำนวนผู้ไม่เข้าร่วมเป็นหลักฐานว่าโครงการผูกขาด โดยประชาชนสามารถเลือกผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนได้เอง และ กฟน. มีช่องทางตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการ ทั้งนี้ การไฟฟ้าซึ่งมีบทบาททั้งให้บริการและอนุมัติเชื่อมต่อ ต้องใช้เกณฑ์ตรวจรับและอนุมัติเดียวกันกับเอกชน พร้อมเปิดเผยขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการอย่างโปร่งใส
สำหรับข้อกังวลเรื่องคนกลางและผู้รับเหมาช่วง นางสาวลลิดากล่าวว่า ระบบบริการแบบจุดเดียวช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ติดตั้งจนถึงเชื่อมต่อระบบ แต่ต้องไม่มีค่าบริการแฝง โดยประชาชนควรได้รับใบเสนอราคาที่แจกแจงรายการชัดเจน ทราบคู่สัญญาและผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา การกล่าวว่าคนกลางทำให้ราคาแพงขึ้นต้องมีข้อมูลต้นทุนจริง และเปรียบเทียบระบบที่มีขนาด คุณภาพอุปกรณ์ และบริการหลังการขายเทียบเคียงกัน
ขณะเดียวกัน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของอุปกรณ์ ไม่สามารถทดแทนมาตรฐานการติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าได้ทั้งหมด การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ติดตั้งจึงจำเป็นต่อความปลอดภัยของประชาชน แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น
สำหรับข้อกังวลของนายตรีรัตน์เกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือ Bank Guarantee ว่าอาจกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย นางสาวลลิดาชี้แจงว่า ต้องทำความเข้าใจว่า วงเงินค้ำประกัน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย 50,000 บาท แต่เป็นหลักประกันเพื่อป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่ากำหนดคืนหลักประกันส่วนนี้ภายใน 7 วันหลังเชื่อมต่อระบบสำเร็จ ส่วนอีก 10,000 บาท เป็นหลักประกันบริการหลังการขายระยะ 7 ปี ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ที่สำคัญ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้ SME แบกรับภาระเพียงลำพัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประสานธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อจัดทำกลไกค้ำประกันที่มีค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1% ต่อปี หรือไม่เกิน 500 บาทต่อปีสำหรับวงเงิน 50,000 บาท พร้อมหารือให้ ธอส. จัดทำสินเชื่อพิเศษช่วยผู้ประกอบการรายย่อยมีเงินทุนจัดซื้ออุปกรณ์และดำเนินงาน
“อยากให้คุณตรีรัตน์มองมาตรการของรัฐบาลให้ครบทุกด้านค่ะ เพราะรัฐบาลไม่ได้เพียงกำหนดหลักประกันแล้วปล่อยให้รายเล็กแบกรับต้นทุน แต่ได้เตรียมกลไกลดค่าธรรมเนียมและสนับสนุนสินเชื่อควบคู่กัน Bank Guarantee ไม่ใช่การเรียกเก็บเงิน 50,000 บาท แต่เป็นวงเงินค้ำประกันเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเสียหายหากผู้รับเหมาทิ้งงาน การคุ้มครองประชาชนกับการเปิดโอกาสให้ SME แข่งขันได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และรัฐบาลกำลังดำเนินการทั้งสองด้านควบคู่กันค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งสำหรับธุรกิจ PEA SOLAR ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ขณะที่การประชุมติดตามโครงการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ได้พิจารณาศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการแล้ว โดยเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนต้องติดตามจากจำนวนผู้ให้บริการที่พร้อมทำงานจริง คุณภาพการติดตั้ง และผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สมัคร
“รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบว่าเงินสนับสนุนถึงประชาชนจริงหรือไม่ ราคาคุ้มค่าหรือไม่ ระบบปลอดภัยหรือไม่ และ SME แข่งขันได้จริงหรือไม่ แต่ข้อกล่าวหาว่าเอื้อทุนใหญ่หรือเพิ่มต้นทุนคนกลางก็ต้องมีหลักฐานเช่นกัน รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอเพื่อปรับปรุงโครงการ เพราะหัวใจของโซลาร์ประชาชนไม่ใช่การรับประกันกำไรให้ผู้ประกอบการรายใด แต่คือการช่วยให้ครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด ลดค่าไฟ มีทางเลือก และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว