'หมอนิธิพัฒน์' ร่อนจดหมายฉบับ 2 ถึง 'ชลน่าน' อัดไม่ควรทำประชานิยมทางการแพทย์

'หมอนิธิพัฒน์' เขียนจดหมายถึงรุ่นน้องหมลน่านฉบับที่สอง สะกิดเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ย้อนรำลึกหมอสงวนต้นคิดต้องการให้เป็นรัฐสวัสดิการลดเหลื่อมล้ำท ไม่ใช่นำมาเป็นประชานิยมทางการแพทย์ชั่วครั้งชั่วคราว

14 ก.ย.2566 - รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กถึง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในหัวข้อ “จดหมายเปิดผนึกถึงศิษย์รุ่นน้องร่วมบ้านริมน้ำ ฉบับที่ 2” ระบุว่า

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก นี่ก็นับได้ครึ่งเดือนหลังจากพี่ส่งจดหมายฉบับแรกออกไป ส่วนตอนนี้ตัวน้องคงเตรียมตัวมุ่งมั่นทำงานในรับผิดชอบ เพื่อสร้างชื่อให้คนเลื่องลือว่า ลูกศิริราชยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม ประกอบกิจโดยยึดโยงกับประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนพรรคพวกหรือประโยชน์ส่วนตน

วันนี้คนไทยดีใจกันถ้วนหน้า ที่รัฐบาลข้ามขั้ว (ความขัดแย้ง) และข้ามหัว (ประชาชน) ประกาศผลงานชิ้นแรกคือ ลดราคาดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ตรึงราคาก๊าซ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่หลายคนอดห่วงไม่ได้ว่า จะเป็นเพียงการดึงเงินภาครัฐในอนาคตมาใช้ก่อนเวลาแบบไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ไปแตะต้องหรือแตะเล็กน้อยในผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาดที่ชักใยโครงสร้างพลังงานของประเทศ

สืบเนื่องจากใจความหนึ่งในจดหมายน้อยฉบับก่อนเรื่องนโยบาย 30 บาท วันนี้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายกในที่ประชุม ครม. ครั้งแรกว่า “มอบหมายให้น้องไปคิดหาทางยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้มีผลเร็วที่สุด โดยยกเรื่องการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ว่า ต่อจากนี้จะไม่มีโรงพยาบาลประจำของแต่ละคน แต่ใครสะดวกหรือชอบโรงพยาบาลไหนสามารถไปได้หมดเลย เหมือนประกันของเอกชนดูแล”

ปัจจุบันยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ของศักยภาพระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่และโรงพยาบาลขนาดเล็กในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นปัญหาสำคัญและอยู่ในระหว่างรอการแก้ไข โดยปรากฏอยู่ในข้อที่ 9. การวางแผนจะพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่าย ในแผน 13 นโยบายสาธารณสุข ซึ่งทีมงานของกระทรวงเตรียมเปิดเผยรายละเอียดในสัปดาห์หน้า (ในรูปที่ค้นมายังขาดข้อ 13. นักท่องเที่ยวปลอดภัย...แทนที่จะเป็นคนไทยห่างไกลยาเสพติดและมลพิษในอากาศ) แต่การเปิดฟรีให้ประชาชนใช้บัตรทองไปรักษาได้ทุกที่โดยเสรี จะยิ่งเพิ่มความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่สามารถจำกัดปริมาณการให้บริการได้เหมือนโรงพยาบาลในสังกัดอื่น และจะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาสมองไหลของบุคลากรในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ย้อนแย้งกับแผนข้อที่ 5.การสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากร อีกทั้งการเปิดให้รักษาโรคโดยเสรีจะเป็นอุปสรรคต่อแผนข้อที่ 6.ส่งเสริมการแพทย์ปฐมภูมิ และที่สำคัญไม่แพ้กันแต่ไม่ปรากฏในแผน คือ เป็นกับดักไม่ให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคของปัจเจกชนและชุมชนมากกว่าการรักษาโรค

พี่อดคิดถึงพี่หงวน (นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ผู้หาญกล้าผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพ (30 บาท รักษาทุกโรค) จนมีพรรคการเมืองต้นกำเนิดของน้องซื้อไอเดียไปสานต่อได้สำเร็จ และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อเกิดแลนด์สไลด์ในอดีต และยังใช้เป็นต้นทุนฐานเสียงทางการเมืองสำคัญมาตราบจนปัจจุบัน เท่าที่พี่เคยทำงานร่วมกับพี่หงวนตอนอยู่ในรั้วมหิดล และได้มีโอกาสร่วมดูแลปัญหาสุขภาพของพี่เขาในช่วงบั้นปลายชีวิต พี่เชื่อโดยสนิทใจว่าพี่หงวนคงอยากเห็นนโยบาย 30 บาท เป็นรัฐสวัสดิการที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม มากกว่าที่จะถูกใช้เป็นนโยบายประชานิยมทางการแพทย์ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อต่อลมหายใจให้กับพรรคการเมืองซึ่งเสพติดอำนาจนิยมและสถานะที่ได้เปรียบทางสังคม

ขอทิ้งท้ายฝากคำชมไปถึงหัวหน้ารัฐนาวาของน้อง ที่ให้ถ้อยคำไว้กับรัฐสภาว่า ต้องการ “พัฒนาร่วมกัน” มากกว่า “ปฏิรูป” หน่วยงานราชการที่สำคัญโดยเฉพาะกองทัพ แต่พี่เกรงว่าคำที่เลือกใช้ให้ฟังเพราะเสนาะหูและดูดีนี้ จะเท่ากับการละเลยหรือการแกล้งมองไม่เห็นสิ่งไม่ดีที่แฝงอยู่ในระบบราชการ ซึ่งในชีวิตราชการของพี่ที่กำลังจะครบ 40 ปี เห็นว่าเนื้อร้ายนี้มีเป็นส่วนน้อย แต่ส่งผลบดบังการฉายแววอันควรของข้าราชการส่วนใหญ่ที่มุ่งทำความดีเพื่อรับใช้ประชาชน หากติ่งเนื้อเหล่านี้ตกเป็นเป้ายึดครองสำคัญ ที่ข้าราชการการเมืองใช้เข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำมาทุกยุคทุกสมัย และนับวันจะหนักข้อขึ้น หากจะขลิบติ่งเนื้อร้ายนี้ออกไปบ้างเพื่อรักษาอวัยวะส่วนใหญ่ น่าจะเป็นผลดีต่อต่อสุขภาพของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว

นิธิพัฒน์ เจียรกุล ศิริราช 88
#จากพี่สู่น้องร่วมบ้านริมน้ำ
#ไม่เอาประชานิยมทางการแพทย์
#มันมาอีกแล้วบุฟเฟต์คาบิเนต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสส.เปิดรายงานสุขภาพคนไทยปี 69 พบวิกฤตเด็กเกิดน้อย สังคมแก่ตัว ข้อมูลท่วมท้น เจ็บป่วยนาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” นำเสนอสัญญาณเตือนสำคัญของสังคมไทย ผ่าน 10 ตัวชี้วัด ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ที่สะท้อนแนวโน้มการเกิดน้อย สังคมสูงวัย และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปิด 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหิดล-สสส. ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

ในประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น นำโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งมีสมาชิกเป็นคณะแพทย์ทั้งหมดของประเทศไทย 28 คณะ นำร่องโดยทำข้อตกลงร่วมกันที่จะมุ่งพัฒนาให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหมดเป็น Nicotine-Free Generation Medical Students เมื่อวันครู 16 มกราคม 2569 และได้เริ่มมีการพัฒนานศพ.แกนนำร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนจากตัว นศพ.เอง