
เครือข่าย MWG เปิดเวทีเสวนาชวนจับตารัฐเตรียมดัน FTA ไทย-อียู พร้อมออกแถลงการณ์ชง 3 ข้อเร่งแก้ปัญหา IUU ด้าน“EJF” หวั่น“รัฐบาลเศรษฐา”แก้กฎประมงทำสิทธิมนุษยชนไทยถอยหลัง
21 ม.ค.2567 – เครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) และ Solidarity Center (SC) ได้จัดงานเสวนาสรุปทิศทางประมงไทย ในบริบทการค้าระหว่างประเทศ : ข้อพิจารณาเรื่องสิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานตลาดการค้าอาหารทะเล เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามสถานการณ์กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานประมงและข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย โดยมีตัวแทนเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และผู้ที่สนใจเข้าร่วม
ดอมินิก ทอมสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม(EJF) กล่าวถึงสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการประมงไทย ภายใต้รัฐบาลนำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งภาคประชาชาสังคมมีข้อกังวลและข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ว่า หลังจากหลายปีที่ประเทศไทยได้สร้างความอื้อฉาวในระดับนานาชาติในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน แรงงานบังคับ (Forced Labour) และแรงงานเด็ก (child labor) ก็มีการปฏิรูประบบอุตสาหกรรมประมง และได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการทำประมงและส่งออกอาหารทะเลที่ยั่งยืน ถูกกฎหมาย และเป็นธรรม มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางและแนวทางจัดการอุตสาหกรรมประมงที่ถอยหลังกลับ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนและชื่อเสียงของประเทศไทยต่อประชาคมโลก และจะสร้างผลกระทบต่อความพยายามของรัฐบาลใหม่ในการดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศใหม่
ดอมินิก กล่าวต่อว่า การผ่อนปรนมาตรการทางกฎหมายอาจเป็นตัวทำลายมาตรการทางการประมงและการส่งออกอาหารทะเลในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขประมาณการส่งออก ปี พ.ศ. 2564 มีมูลค่า 1.72 แสนล้านบาท การย้อนกลับไปดูพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทยในเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับของอาหารทะเลจะทำให้ประเทศผู้ซื้ออาหารทะเลจำนวนมากอาจทบทวนการจัดซื้ออาหารทะเลจากประเทศไทยต่อไป แนวทางการรับมือนั้นจะต้องมีความชัดเจน มีความโปร่งใส แนวทางการปฏิบัติควรได้รับการพัฒนามากกว่าการผ่อนปรน สิ่งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ที่แรงงานสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย และมีส่วนช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไปที่เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้
“ประชากรของปลามีจำนวนน้อยลงมากในปัจจุบัน การลดต้นทุนในการทำอุตสาหกรรมประมงที่ทำได้ตอนนี้ คือ การลดต้นทุนด้านแรงงาน ซึ่งจะเสี่ยงต่อเรื่องการค้ามนุษย์ การใช้งานแรงงานเยี่ยงทาส วงจรการจับปลากำลังไปสู่จุดจบของอุตสาหกรรมมากเรื่อยๆ บริบทไทยก่อน ปี 2015 เราไม่รู้มีเรือเท่าไหร่ มีเครื่องหมายประจำเรืออย่างไรบ้าง ไม่มีการถ่วงสมดุล การล่วงล้ำจับปลา กฎหมายประมงออกแบบมานานแล้ว และไม่มีการลงโทษที่เหมาะสม การโอนย้ายเราไม่รู้เลย ไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้ การตรวจสอบท่าเรือไม่สามารถททำได้เพียงพอ ไม่สัญญาณเตือน ผลคือจำนวนปลาลดลงอย่างมาก” ดอมินิก กล่าว
ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผอ.ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า หากรัฐบาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับในการทำประมง คนที่เสียประโยชน์คือลูกเรือ โดยเฉพาะการแก้ไขในเรื่องระบบติดตามตรวจสอบเรือ เป็นระบบใหม่ที่ให้ออกเรือนานมากกว่า 30 วัน มีเรือแม่ออกไปรับปลาและเปลี่ยนถ่ายลูกเรือกลางทะเลได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูให้มีการค้ามนุษย์เกิดขึ้น และที่สำคัญจะทำให้เกิดการทำประมงที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นด้วย
“อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าสมาคมประมงเป็นเด็กดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟังกฎหมายและไม่เชื่อฟังรัฐบาล คิดว่าอยู่ในทะเลจะทำอย่างไรก็ได้ตามความพอใจ จึงเห็นว่าไม่เหมาะที่จะให้สมาคมประมงกำหนดว่าอะไรเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำหรือไม่ควรทำ แนวโน้มคือเขาพยายามเสนอให้รัฐบาลชุดนี้เปิดเสรีอุตสาหกรรมประมง ยกเลิกการปกป้องสิทธิของลูกเรือ ซึ่งจะสร้างปัญหาเรื่องการทำประมงผิดกฎหมายตามมา ที่ผ่านมาสมาคมประมงไม่เคยยอมรับการปฏิรูปและไม่ยอมรับว่ามีการค้ามนุษย์เกิดขึ้นจริง ประเด็นเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ทำลายความสามารถของรัฐบาลไทยและเศรษฐกิจไทยในการส่งอาหารทะเลออกไปข้างนอก เพราะหากยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ในการปกป้องลูกเรือก็จะมีปฏิกิริยาจากต่างประเทศว่ารัฐบาลไทย เรือประมงไทย กลับมาใช้แรงงานการค้ามนุษย์แล้ว” ฟิล กล่าว
ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มประมงพื้นบ้านไม่มีตัวตน และกำลังจะถูกลดความสำคัญอย่างน่าตกใจ พูดไม่ได้พูดจากความรู้สึกหรือความนึกคิดของตนคนเดียว แต่เป็นการรวบรวมความคิดเห็นของสมัชชา 66 องค์กรที่เป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านในนามสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เราได้สัมผัสในทุกเวทีการยกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ. 2558 ที่จะเป็นกฎหมายฉบับใหม่ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองทั้งหมด 6 พรรคเขียนร่างกฎหมายขึ้นมา โดยร่าง พ.ร.บ.ของพรรคเพื่อไทยได้เป็นฉบับเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. การประมง พ.ศ.2558 และฉบับแก้ไข 2560 ถ้าเราไปดูจุดมุ่งหมาย พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ในมาตรา 4 (2) ได้ให้ความสำคัญกับประมงพื้นบ้าน หมายถึงพยายามที่จะสนับสนุนการประมงพื้นบ้าน องค์กรประมงท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนและยกความสำคัญของประมงพื้นบ้าน แต่พอเราไปดูร่าง พ.ร.บ.ของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค โดยเฉพาะฉบับของพรรคเพื่อไทยเรากลับเห็นว่าในมาตรา 4 (2) มีการขีดทิ้ง แล้วพยายามที่จะไปส่งเสริมการประมงทุกประเภทที่ถูกกฎหมายทุกวิถีทางทุกรูปแบบ ซึ่งการซ่อนคำแบบนี้ไว้นั้นน่าตกใจ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าประมงพื้นบ้านกำลังจะไม่มีตัวตนในร่าง พ.ร.บ.ทุกฉบับที่กำลังจะแก้
“ประมงพื้นบ้านกำลังจะหมดตัวตน ความน่าเจ็บปวดของ พ.ร.ก.การประมง 2558 …แต่วันนี้คณะกรรมการนโยบายเรื่องสัตว์น้ำในทะเลออกมาแบ่งใช้ระบบสัดส่วนประมงโควต้า ปรากฎว่าประเทศไทยมีเรืออยู่ 60,000 ลำ เป็นประมงพานิชย์ 10,000 ลำ ได้สัดส่วนไป 80% ถ้าตามบันทึกในแต่ละปีได้ 1.2 ล้านตัน เรือประมงพื้นบ้านมีอยู่ 50,000 ลำ ได้สัดส่วนการจัดสัตว์น้ำ โควต้า 20% คิดเป็นสัดส่วนได้แค่ 2.8 ล้านตัน..นี่คือความจนจากการบริหารที่ยังไม่ทั่วถึง” ปิยะ ระบุ
ปิยะ กล่าวต่อว่า วันนี้ถ้าจะแก้กฎหมายต้องเน้น 4 เรื่อง 1.ทะเลคือพื้นที่สาธารณะ ต้องสร้างความตระหนักว่าใครก็ตามที่ใช้พื้นที่สาธารณะประกอบอาชีพต้องผ่านกฎกติกาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม 2.สร้างกติกากฎหมายที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนทุกกลุ่มมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เรื่องแรงงานต่างชาติ 3.ความมั่นคงทางอาหารต้องมีในกฎหมาย ต้องมองว่าประมงไม่ใช่แค่อาชีพ วันนี้ทะเลทั่วโลกมันคือทะเลเดียวกันทั้งโลก เป็นแหล่งโปรตีนที่ใหญ่ที่สุด สะอาดที่สุด 4.ส่งต่อความยั่งยืนให้คนรุ่นหลัง การรักษาสัตว์น้ำ การรักษาแหล่งธรรมชาติให้รุ่นลูกรุ่นหลาน
“ความยั่งยืน วิถีกับวิธีของประมง มันมีวิถีเดียวกันคือการจับสัตว์น้ำเพื่อเอาไปชาย แต่วิธีการจับมันไม่เหมือนกัน วิธีการจับ ความยั่งยืนคือการต้องไม่ทำลายพื้นที่อาศัยของสัตว์น้ำ เช่น กัลปังหา ประการังเทียม และต้องไม่ทำลายระบบพึ่งพา สัตว์น้ำตัวใหย่กินสัตว์น้ำตัวเล็ก สัตว์น้ำตัวเล็กกินแพลงตอน มันต้องเป็นระบบห่วงโซ่ เรื่องที่ไม่ยั่งยืนเราต้องไม่ทำลายความยั่งยืนความมั่นคงอาหาร” ปิยะ กล่าว
จากนั้นอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวถึงแถลงการณ์ของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติและภาคประชาสังคม เรื่องข้อห่วงใยและข้อเสนอต่อการมาตรการแก้ไขกฎหมายประมงของประเทศไทย ว่า เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มีข้อสังเกตและข้อกังวลใจ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบต่อการจ้างงานและการคุ้มครองแรงงานในงานประมง ดังนี้ 1.การเสนอยกเลิกควบคุมการขนถ่ายกลางทะเลของสัตว์ทะเลที่จับได้และการขนถ่ายลูกเรือกลางทะเลระหว่างการประมง ทำให้แรงงานประมงต้องทำงานบนเรือเป็นระยะเวลานานในลักษณะกักขังในทะเล กลายเป็นที่มาของการบังคับใช้แรงงานซึ่งขัดต่อข้อกำหนดทางจริยธรรมและจรรยาบรรณทางธุรกิจ ( Code of Conduct) ของคู่ค้าระหว่างประเทศ 2.แรงงานเด็กในกิจการประมงทะเล ซึ่งต้องอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 3.การขยายเวลาในการทำประมง จากเดิมกำหนดครั้งละไม่เกิน 30 วัน หากขยายเวลาทำประมงเป็น 60-90 วัน จะมีผลเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิแรงงานในด้านต่างๆ
4.การยกเลิกระบบการจ่ายเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร ส่งผลให้มาตรการในการตรวจสอบเรื่องการคุ้มครองแรงงานในเรื่องการจ่ายค่าจ้างที่มีหลักฐานลดลง ไม่สามารถตรวจสอบควบคุมการละเมิดสิทธิแรงงานได้ 5.การเปลี่ยนการจ่ายค่าจ้างรายเดือนเป็นการจ่ายค่าจ้างรายวัน เป็นช่องว่างต่อการจ่ายค่าจ้าง แรงงานอาจไม่ได้รับค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และควรได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำคูณด้วย 30 วัน 6.การขยายระยะเวลาแก้ไขรายชื่อลูกเรือหลังการแจ้งออก ซึ่งเปิดช่องว่างให้มีการลักลอบนำคนงานขึ้นเรือหลังการตรวจสอบที่ท่าเรือแล้วเสร็จ และสุ่มเสี่ยงต่อการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ผลกระทบสำคัญนอกจากจะเกิดขึ้นต่อการคุ้มครองแรงงานในกิจการประมงแล้ว ยังกระทบโดยต่ออุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลในตลาดโลก โดยในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีมููลค่าการส่งออก 5.4 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (1.72 แสนล้านบาท) และเมื่อพิจารณาจากประเทศคู่ค้าในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย จะพบว่ามากกว่า 60% เป็นประเทศที่มีมาตรการทางกฎหมายที่จำกัดผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานบังคับอย่างเข้มข้น จึงเป็นความกังวลใจว่าหากทิศทางในการแก้ไขกฎหมายและมาตรการการทำประมงที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิแรงงาน การบังคับใช้แรงงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารทะเล และเศรษฐกิจการค้าไทยในตลาดโลกในภาพรวมด้วยเช่นกัน
เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยในแนวทางการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับประมงทะเลดังนี้ 1.ขอให้พิจารณาทบทวนการแก้ไข พ.ร.ก.การประมง กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อมและขัดต่อข้อกำหนดทางการค้าอาหารทะเล ทั้ง 6 ประเด็นข้างต้น และขอให้ชะลอการนำเสนอกฎหมายหลักและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะส่วนที่จะมีผลกระทบทั้ง 6 ประเด็นไปก่อนจนกว่าจะมีการร่วมกันพิจารณานำเสนอความเห็นของทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน 2.จัดตั้งคณะกรรมการการหารือที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ได้เสียทุกภาคส่วน (Social Dialog) ตามกรอบอนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง ค.ศ. 2007 เพื่อพิจารณาจัดทำข้อเสนอและแก้ไขกฎหมายด้านการประมงที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองแรงงานและการทำประมงที่ยั่งยืน 3.รัฐบาลควรจะต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายให้มีความสอดคล้องต่อมาตรฐานแรงงานพื้นฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและข้อกำหนดทางการค้าด้านอาหารทะเล
“เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติยืนยันในหลักการการแก้ไขปัญหาประมงทะเลไทย ต้องวางบนพื้นฐานของการลดทอนความยุ่งยากของระบบราชการ เคารพและคุ้มครองในสิทธิแรงงาน ทำการประมงที่ยั่งยืน เพื่อให้กิจการประมงและอาหารทะเลไทยยืนหยัดในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย”นายอดิศร ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยรายงานสหรัฐฯ แฉเมืองโอร์เสม็ด กัมพูชา เป็นแหล่งค้าอวัยวะมนุษย์ กักขังทรมานแรงงาน
ไทย-สหรัฐ ร่วมมือยกระดับการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ คาดโอร์เสม็ดเป็นแหล่งค้าอวัยวะ
อดีตผู้พิพากษาชำแหละชัดๆ เรื่องกำไล EM กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'วีระพงษ์' ทิ้งเก้าอี้ คว้ามือศุภจีดีลงานเจรจาการค้า EU
“วีระพงษ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไขก๊อกตำแหน่ง ลุยร่วมทีมศุภจี พร้อมขอบคุณอภิสิทธิ์ สนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา
กสม. ติดตามอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยังใช้ชีวิตได้ปกติ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม
รอยร้าวใต้ร่มก้าวหน้า! วัฒนธรรมพรรคส้มกับหลุมดำเรื่องเพศ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งจำคุกผู้สมัคร สส. มหาสารคาม ในคดีมอมยาและข่มขืนหญิงสาว ไม่ใช่เพียงจุดจบของคดีอาญา แต่มันคือการเปิดรอยด่างบนเนื้อผ้าที่เคยดูสะอาดตาของพรรคประชาชนหรือ “พรร

