
24 ก.ค. 2567- นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย โพสต์บทความเรื่อง ความสั่นคลอนของระบบอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย (๑) มีเนื้อหาดังนี้
อาหารทะเล เป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญในทางสังคม ผลผลิตอาหารทะเลจากธรรมชาติของเกษตรกรประมงไทยที่ยังคงได้รับความนิยมและมีมูลค่าสูงขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารทะเลสดได้ยากมากขึ้น อาหารทะเลสดมีราคาสูงจนผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง เข้าถึงได้เฉพาะในโอกาสสำคัญๆเท่านั้น เด็กๆหรือครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลจากทะเล ยิ่งแทบไม่มีโอกาสทานอาหารทะเลสดมีคุณภาพ
หากเทียบกับการเข้าถึงอาหารโปรตีนอย่าง “นมโรงเรียน” ที่สังคมไทยสามารถสนับสนุนให้เด็กไทยได้ทานต่อเนื่อง โปรตีนจากสัตว์น้ำธรรมชาติจากต้นทุนทะเลไทยกลับมีปรากฏการณ์ต่างไป
ผลผลิตการจับสัตว์น้ำในทะเลไทยมวลรวมปี ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ.๒๕๖๔)ลดระดับลงจาก ๒ ล้านตัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน เหลือ ๑.๔ ล้านตัน ในปี ๒๕๖๓ และเหลือเพียง ๑.๒ ล้านตันต่อปี ในปี พ.ศ.๒๕๖๔ (หนึ่งพันสองร้อยล้านกิโลกรัม) ในข้อมูลนี้ ผลผลิตอาหารทะเลที่ใช้เป็นอาหารมนุษย์บริโภคโดยตรงได้จริง มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ มีสัตว์น้ำทะเลที่จับได้ในคุณภาพต่ำ ถูกป้อนเข้าโรงงานอาหารสัตว์และตลาดแปรรูปจากสัตว์น้ำเศรษฐกิจทะเลวัยอ่อน สัดส่วนมากขึ้น
สถานการณ์โดยรวมของอาหารทะเลไทยอยู่ในภาวะเช่นนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยิ่งมีโอกาสเข้าถึงอาหารทะเลที่มีคุณภาพน้อยลงไปตามลำดับ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยประชากรส่วนใหญ่จะมีโอกาสเข้าถึง อาหารทะเลราคาปานกลาง จากตลาดสัตว์น้ำแช่แข็งนำเข้า หรือผ่านการบดแปรรูปเป็นชิ้นก้อน ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยมากขึ้น มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายต่อสุขภาพจำพวกสารฟอร์มอลีนเพื่อรักษาความสดมากขึ้น จนมีปรากฏเป็นอาการแพ้อาหารทะเลในผู้บริโภคในที่สุด โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ใดๆ เลย
การจับสัตว์น้ำประเภทที่ไม่เหมาะสมเป็นอาหารของมนุษย์ในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีมาตรการออกมาควบคุมที่ได้ผล ส่งผลต่อการเร่งผลิตสัตว์น้ำทะเลไร้คุณภาพมากขึ้น เมื่อพิจารณาความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยควรจะได้จากกลุ่มอาหารทะเล โดยอาจคำนวณจาก”ตัวอ่อนสัตว์น้ำ” ที่ปนเปื้อนอยู่ในกองอาหารสัตว์ และ “ตัวอ่อนสัตว์น้ำ” รูปแบบต่างๆ ที่ถูกนำเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคพบว่า มีปริมาณการปนเปื้อนของตัวอ่อนสัตว์น้ำ รวมกันมากกว่าสามแสนตันต่อปี (สามร้อยล้านกิโลกรัม) ในมูลค่าเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณหนึ่งพัน ถึงสองพันล้านบาท เท่านั้น แต่หาก “ตัวอ่อนสัตว์น้ำ” เหล่านั้นได้มีโอกาสโตเต็มวัยแค่หนึ่งปี จะมีโอกาสสร้างมูลค่าได้เพิ่มนับหลายหมื่นล้านบาท สร้างรายได้ให้ประเทศ ลดภาวะความยากจน เพิ่มโอกาสให้อาหารทะเลที่มีคุณภาพ ได้เข้าถึงครอบครัวผู้บริโภคทั่วไป ได้มากขึ้น
สถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งอีกประการ คือ การสูญเสียโอกาสในห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ พบว่า การที่มีการจับเอาสัตว์น้ำขนาดเล็ก และสัตว์น้ำวัยอ่อนขึ้นมามากเกินไป ส่งผลต่อความสมดุลทางธรรมชาติในทะเล โดยเมื่อแหล่งอาหารตามธรรมชาติน้อยลงเนื่อง (สัตว์น้ำขนาดเล็ก และ สัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นอาหารตามธรรมชาติของสัตว์น้ำที่โต กว่า) ย่อมส่งผลต่อการรอดชีวิตของสัตว์น้ำโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝูงสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหารของสัตว์น้ำหายากในระบบนิเวศอย่าง วาฬ เป็นต้น เมื่อทะเลไทยขาดแหล่งอาหาร อาจเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของสัตว์หายากอื่นๆ ตามมา เช่นการย้ายถิ่นหาแหล่งอาหารใหม่ เป็นต้น
ในขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งมีจำนวนประชากรในฐานะเกษตรกรประมงผู้ผลิตอาหารมากกว่า 80% ของผู้ประกอบการประมงทั้งหมด ต้องเผชิญกับปัญหาผลผลิตตกต่ำ รายได้น้อย ถูกกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรด้วยข้อจำกัดต่างๆ และทางนโยบายที่กำหนดให้ “สัตว์น้ำในทะเล” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทั้งหมด ตกอยู่ในมือของการประมงพาณิชย์อุตสาหกรรมมากถึง80% ของสัตว์น้ำทะเลที่มีทั้งหมดในทะเลไทย ทำให้ชาวประมงพื้นบ้าน ถูกละเมิดสิทธิ มีฐานะทางสังคมและคุณภาพชีวิตต่ำ
แม้จะมีมาตรการกฎหมายและนโยบายภาครัฐ มีการกำหนดควบคุมตัวบุคคลที่จะมีสิทธิจับสัตว์น้ำ, มีการควบคุมเรือประมง, วิธีการทำการประมง, เครื่องมือประมง, เขตการประมง, ห้ามจับแม่พันธ์ในฤดูวางไข่, และอื่นๆมากมาย แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น การสนับสนุนชาวประมงพื้นบ้านยังเต็มไปด้วยอุปสรรคทางกฎหมายและนโยบาย และผลผลิตสัตว์น้ำทะเลยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ โดยเราพบว่า “ตัวอ่อนสัตว์น้ำทะเล” ถูกป้อนโรงงานอาหารสัตว์ และนำมาวางขายตลาดผู้บริโภคในราคาถูกๆ ในรูปแบบและชื่อเรียก ต่างๆ
เช่น “ปลาทูแก้ว” (ตัวอ่อนของปลาทู) “หมึกกะตอย (ตัวอ่อนของหมึกกล้วยปะปนอยู่มาก), “ปลากรอบ” (ตัวอ่อนของปลาอินทรี,จารเม็ด,หลังเขียว,ข้างเหลือง,สีกุน ฯลฯ) หรือ แม้แต่ “ปลาข้าวสาร” (ตัวอ่อนของกะตัก) ที่อาจมีราคาสูง, โดยที่ผู้บริโภคไม่มีโอกาสได้รู้ว่า แท้จริงเป็นการบริโภคอาหารทะเลที่มีผลกระทบต่อระบบโครงสร้างอาหารทะเลโดยตรง
ปัญหานี้จำเป็นต้องมีทิศทางนโยบายทางการเมือง การแก้ไขระเบียบ กฎหมาย และการปฏิบัติการของผู้กุมอำนาจที่ชัดเจน และตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง และมีนโยบายการแก้ไขปัญหาอาหารทะเล ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านสู่การจัดการอาหารทะเลไทยอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
หลังการจัดตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ปี 2566 ดูเหมือนรัฐบาล ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะ "ฟื้นฟูอาหารประมงไทย" เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศได้อย่างตรงจุด, ลดปัญหาความขัดแย้ง, ลดความยากจน บนหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ได้อย่างไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สั่ง กนอ. เคลียร์ปมเยียวยากลุ่มประมงพื้นบ้านระยอง จ่อเคาะผลสรุปเดือนหน้า
'วราวุธ' กำชับ กนอ. เคลียร์ปมเยียวยากลุ่มประมงพื้นบ้านระยอง พร้อมให้รายงานทุก 2 สัปดาห์ ย้ำให้มีการจับมือเจรจาหาข้อสรุป พร้อมดึงคนกลางร่วมตัดสิน ในกรณีที่ผลการเจรจายังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้าน 'สุเมธ' รับลูกเร่งตรวจสิทธิเคาะผลสรุปเดือนหน้า
เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก 'แลนด์บริดจ์'
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้
สองหนุ่มหารายได้เสริม จับปลากระบอกหาดแหลมสมิหลา ขาย กก.ละ 250 บาท
นายพรเทพ สุระคำแหง และนายธนบูรณ์ แสงนพรัตน์ สองหนุ่มเพื่อนซี้ ใช้เวลาว่างสร้างรายได้ นำอวนทับตลิ่งมาลากจับปลากระบอกบริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา ส่งขายให้กับร้านอาหารริมชายหาดที่สั่งจองเข้ามาล่วงหน้า เนื่องจากเป็นปลาที่สดจากทะเลและยังเป็นๆอยู่
นายกฯลำแก่น พังงา ประกาศชัด 'อเมริกา' ตั้งฐานทัพ ชาวบ้านไม่เห็นด้วย100%
นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปพบนางสาวเฉลิมศรี แพรใหญ่ นายกเทศบาลตำบลลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
'ประมงพื้นบ้าน' ตบหน้าสภาไทย เปิดเตาปิ้งปลาล็อตสุดท้ายถามหาหัวขโมย
ประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ 22 จังหวัด พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย จ่อยื่นหนังสือ ทบทวนรกฎหมายประมงฉบับใหม่ พร้อมทำกิจกรรมใครขโมยปลาปิ้งหน้าสภา
'ประมงพื้นบ้าน' ยกพลบี้สภา เปิดช่องทบทวนมาตรา 69 ยืดชะตาทะเลไทย
สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ จ่อเคลื่อนไหวหลังปีใหม่ หนุนเปิดทางตั้งกมธ.ร่วมสองสภา ทบทวน มาตรา 69 ปลดล็อกทำลายล้างทะเลไทย

