
28 ต.ค.2567-นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เรื่อง “หลักฐาน MOU44 ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?” ระบุว่า นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า จะเดินหน้าเจรจาแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียมกับกัมพูชา
ผมแนะนำว่า ควรพิจารณาหลักฐานก่อนว่า MOU 2544 ถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่? หลักฐานที่ปรากฏใน MOU44 คือ
1 มีการกำหนดพื้นที่ในอ่าวไทยสองพื้นที่ คือ พื้นที่ที่ต้องแบ่งเขต และ พื้นที่พัฒนาร่วม
2 กรอบขอบเขตทั้งสองพื้นที่ ทิศเหนือและทิศตะวันตก กำหนดโดยเส้นแบ่งเขตของกัมพูชาที่ประกาศในปี 2515 ทิศตะวันออก กำหนดโดยเส้นแบ่งเขตของไทยที่ประกาศในปี 2516
3 สำหรับพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขต ให้เจรจากรอบขอบเขตให้ชัดเจน
4 สำหรับพื้นที่พัฒนาร่วม ทั้งสองประเทศยอมรับกรอบขอบเขตไปแล้ว ให้เจรจาสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์
นายภูมิธรรม จึงควรพิจารณาหลักฐานต่อไปนี้ว่า เส้นแบ่งเขตของกัมพูชาที่ประกาศในปี 2515 นั้น รัฐบาลไทยสามารถยอมรับว่าถูกต้องตามกฏหมายได้หรือไม่?
ทั้งนี้ เส้นแบ่งเขตที่พาดผ่านเกาะกูด นั้น เกิดจากเอกสารแนบสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ข้อ 1 ซึ่งมีข้อความว่า “เพื่อประไยชน์ ที่จะให้กรรมการซึ่งกล่าวไว้ในข้อ ๕ ของหนังสือสัญญาลงวันนี้ จัดการปักปันเขตร์แดนให้สะดวกดี และเพื่อที่จะไม่ให้เกิดมีข้อขัดข้องขึ้นได้ ในการปักปันเขตร์แดนนั้น รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับรัฐบาลของรีปับลิกฝรั่งเศสจึงได้ตกลงยินยอมกันตามความที่กล่าวต่อไปนี้
ข้อ ๑
เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสนั้น ตั้งแต่ชายทะเลที่ตรงข้ามจากยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด เป็นหลักแล้ว …”
กัมพูชาจึงอาศัยข้อความนี้ ลากเส้นตั้งแต่ชายทะเล ผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด กินเนื้อที่เข้ามาในอ่าวไทย
ถามว่า การอ้างของกัมพูชาเช่นนี้ถูกต้องตามสนธิสัญญาฯ หรือไม่?
ตอบว่า ไม่ถูกต้อง ด้วยสามหลักฐาน
หนึ่ง สนธิสัญญาฯ ไม่เกี่ยวกับไหล่ทวีป
ใน ค.ศ. 1907 ไม่มีเรื่องไหล่ทวีป เพราะสหประชาชาติเพิ่งจะเจรจากำหนดอนุสัญญาเรื่องไหล่ทวีปใน ค.ศ. 1958
ดังนั้น สนธิสัญญาที่อ้างถึงยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด จึงไม่สามารถใช้เพื่อกำหนดพื้นที่ไหล่ทวีป ให้กินเนื้อที่เข้ามาในอ่าวไทย
สอง ข้อความในสนธิสัญญาฯ กล่าวถึงแต่พื้นที่บนชายฝั่ง ไม่ได้กล่าวถึงพื้นที่ในทะเล
ถ้าอ่านข้อความทั้งหมดในเอกสารแนบ จะเห็นได้ว่า เป็นคำบรรยายพื้นที่บนชายฝั่ง เพื่อกำหนดแบ่งแยกพื้นที่ระหว่างสยามกับกัมพูชา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในทะเลแต่อย่างใด
ข้อความทั้งหมดคือ
“เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสนั้น ตั้งแต่ชายทะเลที่ตรงข้ามจากยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด เป็นหลักแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงสันเขาพนมกระวาน และเป็นที่เข้าใจกันชัดเจนด้วยว่า แม้จะมีเหตุการณ์อย่างไรๆ ก็ดี ฟากไหล่เขาเหล่านี้ข้างทิศตะวันออกรวมทั้งที่ลุ่มน้ำคลองเกาะด้วยนั้น ต้องคงเป็นดินแดนฝ่ายอินโดจีนของฝรั่งเศส แล้วเขตร์แดนต่อไปตามสันเขาพนมกระวานทาง
ทิศเหนือ จนถึงเขาพนมทม ซึ่งเป็นเขาใหญ่ปันน้ำทั้งหลายระหว่างลำน้ำที่ไหลตกอ่าวสยามฝ่ายหนึ่ง กับลำน้ำน้ำที่
ตกทะเลสาปอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่เขาพนมทมนี้เขตร์แดนไปตามทิศพายัพก่อนแล้ว จึงไปตามทิศเหนือตามเขตร์แดน ซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ระหว่างเมืองพระตะบองฝ่ายหนึ่ง กับเมืองจันทบุรีแลเมืองตราดอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ต่อไปจนถึงที่เซตร์แดนนี้ข้ามลำน้ำใส ตั้งแต่นี้ต่อไปตามลำน้ำนี้จนถึงปากที่ต่อกับลำน้ำน้ำศรีโสภณ และตามลำน้ำศรีโสภนต่อไปจนถึงที่แห่งหนึ่งในลำน้ำนี้ ประมาณสิบกิโลเมตร์หรือสองร้อยห้าสิบเส้นใต้เมืองอารัญ ตั้งแต่นี้ตีเส้นตรงไปจนถึงเขาแดงแรก ตรงระหว่างกลางทางช่องเขาทั้ง ๒ ที่เรียกว่าช่องตะโกกับช่องเสม็ด แต่ได้เป็นที่เข้าใจกันว่า เส้นเขตร์แดนที่กล่าวมาที่สุดนี้ จะต้องปักปันกันให้มีทางเดินตรงในระหว่างเมืองอารัญกับซ่องตะโกคงไว้ในเขตร์กรุงสยาม ตั้งแต่ที่เขาแดงแรกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขตร์แดนต่อไปตามเขาปันน้ำที่ตกทะเลสาปและน้ำโขงฝ่ายหนึ่ง กับที่ตกน้ำมูนอีกฝ่ายหนึ่งแล้วต่อไปจนตกลำแม่น้ำโขงใต้ปากมูน ตรงปากห้วยดอนตามเส้นเขตร์แดน ที่กรรมการปักปันแดนครั้งก่อนได้ตกลงกันแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๕ คริสตศักราช ๑๔๐๗”
สรุปแล้ว ข้อความทั้งหมดบรรยายเกี่ยวกับพื้นที่บนชายฝั่ง
สาม แผนที่แนบสนธิสัญญาฯ ก็บรรยายสภาพภูมิประเทศบนชายฝั่ง
สนธิสัญญาฯ ระบุว่า “ได้เขียนเส้นพรมแดนประเมินไว้อย่างหนึ่ง ในแผนที่ตามความที่กล่าวในข้อนี้ติดเนื่องไว้ท้ายสัญญานี้ด้วย”
จะเห็นได้ว่า แผนที่แนบสนธิสัญญาฯ มีแต่สภาพภูมิประเทศบนชายฝั่ง เพื่อกำหนดพรมแดนคร่าวๆ หลักฐานสามอย่างนี้สรุปได้ว่า การที่กัมพูชาลากเส้นผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด ไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาฯ ด้วยประการทั้งปวง
ผมจึงเห็นตามหลักฐานเหล่านี้ว่า MOU44 อาจจะผิดกฎหมาย ผมจึงขอแนะนำให้นายภูมิธรรม ระวังดำเนินการที่ผิดกฎหมาย
ควรเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ยกเลิก MOU44 พร้อมแจ้งกัมพูชาว่า การที่ในปี 2515 กัมพูชาลากเส้นผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด ออกไปยังอ่าวไทย เพื่อกำหนดเขตไหล่ทวีปนั้น ไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาฯ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดีลหรือโนดีล! 'ธีระชัย' ตั้ง 8 จุด ข้อควรระวัง ประกาศสหรัฐจะลงนาม MOU กับอิหร่าน
ธีระชัย ชี้ผู้ใช้น้ำมันทั่วโลกโล่งใจ มีประกาศสหรัฐจะลงนาม MOU กับอิหร่านในวันศุกร์ 19 มิ.ย. แต่ผมสังเกต เห็นข้อควรระวัง
ไม่เสียเหลี่ยมแน่! 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทันเขมรลากเข้า UNCLOS
'นักรัฐศาสตร์' ชี้อย่าตกใจเกมกัมพูชาเดินหน้า UNCLOS มั่นใจ 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทัน ไม่เสียเหลี่ยม พร้อมเตรียมรับมือครบทุกมิติ
ซ้ำซ้อน! 'อดีตรมว.คลัง' ชี้ชัด 'บัตรคนจน-ไทยช่วยไทยพลัส' ใช้กระสุนพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
ธีระชัยชี้กระทรวงคลังเริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ มาถึงวันนี้ คงจะเพิ่งรู้ตัวและหาทางแก้ไข
รบรอบ 3 ปะทุแน่ 'UNCLOS' ไม่ทำไทยเสียดินแดน - เกาะกูด
“พล.อ.รังษี” มั่นใจไทยเข้า UNCLOS ไม่ทำเสียดินแดน-เกาะกูด เชื่อรบรอบสามเกิดแน่ กระตุก3 เหล่าทัพต้องเด็ดขาด รบ-รุก นอกประเทศ
'เทพมนตรี' เย้ยเขมรสติแตก จะทิ้งกฤษฎีกา 1972 มากอด UNCLOS 1982 หรือจะเอาทั้งคู่
นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา อดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียการยกเลิก MOU 2544 (และ 2543) สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า เขมรสติแตก
'สีหศักดิ์' ไม่รับรู้เขมรแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544 จะฮุบเกาะกูด ลั่น! ว่าตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาจับ

