15 พ.ค.2568 – นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ศาล รธน.สั่ง ทวี หยุดกำกับดีเอสไอ แต่ดีเอสไอต้องไม่หยุดลุยคดีฮั้ว สว.” ระบุว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หยุดปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมไปจนกว่าศาลจะวินิจฉัยคำร้องของสว. ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้ว สว. ซึ่งดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นผู้กำกับดูแล
เรื่องนี้ทำให้มีข้อพิพาทกันระหว่าง สว. สีน้ำเงินกลุ่มหนึ่งกับดีเอสไอ ที่เดินหน้าดำเนินคดีเร่งทำความจริงให้ปรากฏ จับมือกับ กกต.เดินหน้าสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน เพื่อเอาความผิดกับ สว.สายสีน้ำเงินให้ได้ โดยการรอกหมายเรียกมาแก้ข้อกล่าวหา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลดีเอสไอแล้ว ทำให้กลุ่ม สว.ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่กรณีต่างแสดงความดีใจกันอย่างเห็นได้ชัด จากการแสดงออกของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลธรรมนูญมีมติสั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกำกับดูแลกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า “เขาคงเห็นว่าการออกมาแหกปากให้สังคมเกลียดชัง ส.ว. มันไม่ชอบ ถ้ามีของจริง ไม่ต้องไปแหกปากหรอก เดี๋ยวเจอคิดบัญชีแน่” รวมไปถึงการกล่าวพาดพิงว่า เป็นการกระทำของคนที่จิตใจชั่วร้ายคิดทำอะไรก็ชั่วร้ายไปหมด ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อ พ.ต.อ.ทวีและดีเอสไอ
เมื่อ พ.ต.อ.ทวี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลดีเอสไอ คงไม่ส่งผลต่อคดีฮั้ว สว. เพราะดีเอสไอเป็นหน่วยงานราชการ เป็นกลไกของรัฐ แม้ว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จะไม่ได้กำกับ แต่ยังมีรัฐมนตรีคนอื่นมากำกับแทน ซึ่งสามารถทำหน้าที่ตามบทบาท อำนาจหน้าที่ตามกฏหมายได้ และเชื่อว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่บั่นทอนจิตใจผู้ปฏิบัติงานกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะสังคมคาดหวังว่า คดีฮั้ว สว.ดีเอสไอและ กกต.คงจะทำความจริงให้ปรากฏขึ้นมาได้
ซึ่งก่อนหน้านี้สังคมต่างผิดหวังกับการทำหน้าที่ของ กกต.มาแล้ว แต่เมื่อ กกต.จับมือกับดีเอสไอทำคดีฮั้ว สว.แล้ว ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น และเชื่อว่าความจริงจะปรากฏว่า การสรรหา สว.ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา สังคมรับรู้ว่ามีการบล็อกโหวต มีการจ้างวาน มีการให้สินบน มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเชื่อว่าการหยุดปฎิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ.ทวีไม่ใช่อุปสรรคในการหน้าที่ของดีเอสไอ ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างได้ข้อยุติ ไม่ควรที่จะถอนคันเร่ง หรือชะลอปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจจะเกิดผลเสียต่อการปฎิบัติหน้าที่ดำเนินคดีได้
ขอให้กำลังใจและเชื่อว่าสังคมอยากให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอต้องปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด กลุ่ม สว.ผู้ถูกกล่าวหา ต้องหาพยานหลักฐานมาแก้ต่าง ถ้าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ความจริงก็ปรากฎขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'ดิเรก พรสีมา' ฟ้อง กกต.
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องของ 'ดิเรก พรสีมา' อดีตผู้สมัคร สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย หลังยื่นร้องเรียน กกต. จัดการเลือกตั้งระดับอำเภอ-จังหวัดส่อไม่ลับและไม่สุจริต
ยาวไป! ศาลรัฐธรรมนูญรอความเห็นผู้เชี่ยวชาญก่อนวินิจฉับปมบาร์โค้ด
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งชะลอวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งติด Barcode - QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ปมผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องส่อไม่เป็นความลับ
'รุทธพล' โวจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว
'รุทธพล' เผยรวบผู้ต้องหาตามหมายจับคดี Forex ครบแล้ว 2 ราย ชี้เป็นตัวละครสำคัญ เชื่อ 'ภาวุธ' ไม่หนี แจง เรียกสอบปากในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เหตุดีเอสไอต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว
พาเหรดบี้คดีฮั้วสว. ขน‘พยาน’แฉ‘เครือข่าย’ ดักคอกกต.-DSIฟอกขาว
ฝ่ายค้านจัดเวที 2 ปี ฮั้ว สว. นำ “พยาน-อดีต ผช.สว.” เปิดชื่อเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน-สว.ร่วมขบวนการจัดตั้งที่โรงแรมหวังสกัดสีส้ม
ชิงปธ.ศาลรธน.คนใหม่ หลังจบพ.ร.ก.4แสนล้าน คิวร้อนต่อไปปิดคดีบัตรเลือกตั้ง
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ที่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. เปิด 3 เหตุผล หนุน 'ตุลาการเสียงข้างน้อย' ศาล รธน. ชี้พรก.กู้เงินฯยังไม่จำเป็นเร่งด่วน
รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณี พรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการคลังในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจทางการคลังระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอลง เห็นด้วยกับความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อย ด้วยเหตุผลดังนี้

