
8 ก.ย.2568-นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ถ้าเป็นอนุทิน จะทำ6ข้อ” เนื้อหาระบุว่า สมมุติว่า ถ้าผมเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศในห้วงเวลา4เดือน ผมจะดำเนินการ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.จะนำบุคคลภายนอก ที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นมืออาชีพ เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี จะใช้วิธีการเดียวกับสมัยรัฐบาลอานันท์ ปัณยารชุน สมัย2 ที่นำบุคคลภายนอกมาเป็นคณะรัฐมนตรีทั้งชุด แต่ในกรณีรัฐบาลอนุทิน1 อาจจะติดที่มีเงื่อนไขกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่สนับสนุน อาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่สามารถจะใช้บุคคลภายนอกมาเป็นรัฐมนตรีได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
2.จะไม่นำรายชื่อผู้ที่มีปัญหาด้านจริยธรรมขึ้นทูลเกล้าเป็นรัฐมนตรีร่วมคณะอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และสุ่มเสี่ยงจะถูกยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
3.จะเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเร่งด่วน และมีโอกาสที่จะแก้ไขได้สำเร็จ ถ้าดูจากท่าทีของนายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เปิดทางในการเจรจาแล้ว เป็นการหาทางลงให้กับผู้นำกัมพูชาด้วย เชื่อว่าถ้าปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาสำเร็จ ก็จะเป็นผลงานที่ประชาชนคนไทยคาดหวัง
4.จะไม่ทำนโยบายระยะยาว จะเน้นนโยบายระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประชานิยมที่ประชาชนพึงพอใจ จะนำเอานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลที่ผ่านมาเคยดำเนินการมาแล้ว เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่ง
5.จะไม่เข้าไปแตะต้อง แทรกแซงกดดันคดีที่ประชาชนจับตามองอยู่2คดี คือคดีฮั้วส.ว.กับคดีที่ดินเขากระโดง ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามปกติ ไม่เร่งรัด ไม่กดดัน ไม่ต้องการให้เสร็จในสมัยรัฐบาลชุดนี้
6.จะเร่งดำเนินการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการยืนยันว่า รัฐรัฐบาลชุดนี้ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เซ็นเอาไว้ในMOA กับพรรคประชาชน
ถ้าหากว่า 6 ข้อที่ ผมนำเสนอทำสำเร็จ เชื่อว่า รัฐบาลอนุทินจะสร้างคะแนนนิยมได้ไม่น้อย และจะเป็นบันไดที่นำไปสู่นายกรัฐมนตรีสมัยที่2ของนายอนุทินได้ ครั้งนี้ใช้เวลาเพียง4เดือนในการทำงาน ถือว่าเป็นแค่ออร์เดิร์ฟ ถ้ามีผลงานเป็นที่ยอมรับของประชาชน เลือกตั้งครั้งต่อไปหากได้รับเลือกเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลอีก ก็ถือว่าเป็นเมนคอร์ส
เพราะฉะนั้นฝากไปยังนายอนุทิน และขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่32 อย่างเป็นทางการ มา ณโอกาสนี้ด้วยครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินโชว์วิสัยทัศน์ลุยถกทวิภาค
“อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ที่ประชุมอาเซียน แนะ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ “เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาท” หารือทวิภาคีทั้งผู้นำเวียดนาม-มาเลเซีย-สิงคโปร์ “สีหศักดิ์” แจงหารือ 3 ฝ่ายปัญหาไทย-กัมพูชา เล็งส่งอุปทูตกลับไปประจำการ
กัมพูชามั่ว! ไทยอย่ารั่วตาม 'ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' ไม่จำเป็น
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *กัมพูชามั่ว…ไทยอย่ารั่วตาม! โดยระบุว่า
'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลัง 'มูดี้ส์' ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน
'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย 'มูดี้ส์' ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง
นายกฯ เงาโชวกึ๋น! เท้งแนะอนุทินใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำ
'เท้ง ณัฐพงษ์' ยก 3 วาระประชาชน ที่ 'นายกฯอนุทิน' ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะ เคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

