
12 ก.ย.2568- นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง จะฟ้องกรรมการ ป. ป. ช. ฐานประพฤติมิชอบได้อย่างไร มีเนื้อหาดังนี้
-----
เมื่อวานนี้ (ที่ 10 กันยายน 2568) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 สั่งรับฟ้อง 4 กก.ป.ป.ช. ‘วัชรพล-สุภา-วิทยา-ณัฐจักร’ ยกฟ้องจำเลยส่วนที่เหลือ สืบเนื่องจากโจทก์ขอให้เปิดเผยข้อมูลในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจงใจแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ กรณีกล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเกิดกรณี “นาฬิกาหรู” (คดีหมายเลขดำที่ อท 95/2567)
ผู้เขียนพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
1)มีการกล่าวกันว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อปราบโกง โดยออกแบบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวน แล้วดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แต่หากกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส., หรือ สว.,ไม่น้อยกว่า 5 % หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา
หากประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง
หากคณะผู้ไต่สวนอิสระเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป (มาตรา 236 และมาตรา 237)
2)มีปัญหาว่า หากมีประชาชนบางคนได้รับความเสียหายโดยตรงจากการประพฤติมิชอบของกรรมการ ป.ป.ช. จะมีทางฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวต่อศาลเองได้หรือไม่ หากฟ้องได้ จะต้องฟ้องต่อศาลใด
3) คดีนี้เดิมนายวีระ สมความคิด มีหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราย โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือมือราคาแพงจำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง
นายวีระจึงขอข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว 3 รายการคือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดขอบในเรื่องกล่าวหาดังกล่าว และ(3)รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติไม่ให้เปิดเผย
นายวีระดำเนินการจนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งสามรายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค.333/2562 แก่โจทก์ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมปฏิบัติตาม
4) นายวีระเป็นโจทก์ฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ขอให้ลงโทษฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83
5) กรณีคดีนี้มีปัญหาว่า อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลใด ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ (มาตรา 11 ให้ประธานศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด)
6) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลบางส่วน ประทับฟ้องจำเลย 4 คน (กรรมการเสียงข้างมากที่มีมติไม่เปิดเผยเอกสาร) ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยอื่น (รวมทั้งกรรมการเสียงข้างน้อยที่มีมติให้เปิดเผยเอกสาร)
7) ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า กรณีกล่าวหาว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ประธานรัฐสภาจะต้องเป็นผู้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริว แล้วดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มาตรา 3 วรรคสาม)
ผู้เสียหายก็ไม่มีอำนาจขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อดำเนินการให้มีการฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา
การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ก็เป็นไปตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์
อีกทั้งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ในอีกคดีหนึ่ง (วันที่ 22 ตุลาคม 2562) เห็นว่า การที่กฎหมายให้อำนาจ สส หรือ สว. เข้าชื่อร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาการทุจริตหรือประพฤติมิชอบของกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการคำเนินคดีแก่กรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น
8)ผู้เขียนเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมดังกล่าว เป็นการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่ได้แก้ปัญหานี้
เพื่อให้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมมีความเป็นเอกภาพ หากมีการแก้ไข้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็น่าที่จะหาทางแก้ไชปัญหานี้ เช่น แก้ไขมาตรา 236 ให้ผู้เสียหายมีอำนาจร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเบื้องต้นแล้วเสนอความเห็นต่อประธานศาลฎีกาประกอบการพิจารณาก่อนก็ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาแนะถึงเวลาผ่าตัดกฎหมายเรื่องแดนแห่งกรรมสิทธิ์จากสวรรค์ถึงนรก!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเจาะลึกปมร้อน 'หมอสรณ' จากจุดเริ่มต้นถึงศาลปกครอง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสยังติดใจคำวินิจฉัย กกต.ปมอาชีพกลุ่ม 10
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาจับไต๋พีอาร์ กกต.บอกเป็นเพียง 'ผู้พิจารณาสำนวน'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา
'อดีตผู้พิพากษา' ชี้ 3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ 'ระบบคุณธรรม' ของข้าราชการท้องถิ่นไทย
'อดีตผู้พิพากษา' วิเคราะห์ 3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ 'ระบบคุณธรรม' ของข้าราชการท้องถิ่นไทย เหตุใดต้องเพิกถอนผลการสอบแล้วตามด้วยเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญา

