'อาจารย์อุ๋ย' จี้รัฐออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินพลังงาน เลิกอุ้มทุน เสนอ 5 มาตรการ รื้อทั้งระบบ

'อาจารย์อุ๋ย' แนะรัฐต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินพลังงาน เลิกอุ้มทุน เลิกผูกขาด ก่อนประเทศล้มจากราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 5 มาตรการ รื้อทั้งระบบ ต้องเปลี่ยนบทบาท 'ผู้กำกับตลาด' เป็น 'ผู้นำตลาดในภาวะวิกฤต'

18 มี.ค.2569 - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

รัฐต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินพลังงาน—เลิกอุ้มทุน เลิกผูกขาด ก่อนประเทศล้มจากราคาน้ำมัน”
.
ในทางกฎหมาย รัฐบาลไทยมีเครื่องมือที่ “แรงและเร็วที่สุด” อยู่แล้ว นั่นคือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งอาศัยอำนาจตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 ที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีออกกฎหมายได้ทันทีในกรณีที่มี “ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อรักษา ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
.
วิกฤตราคาพลังงานจากสงครามที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ย่อมเข้าเงื่อนไขนี้อย่างชัดเจน
.
คำถามสำคัญคือ “รัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่?”
คำตอบคือ “ทำได้” หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนจริง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามโดยเด็ดขาด เพียงแต่กำหนดหลักว่า รัฐบาลรักษาการต้องหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผูกพันรัฐบาลถัดไป เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐอย่างแท้จริง
.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากปล่อยให้พลังงานขาดแคลนหรือราคาพุ่งจนกระทบประชาชนทั้งประเทศ นั่นต่างหากคือ “การละเลยหน้าที่”
.
ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ และเส้นทางลำเลียงพลังงานของโลกตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสูง รัฐบาลไทยไม่อาจใช้เครื่องมือแบบเดิมรับมือกับวิกฤตใหม่ได้อีกต่อไป
.
สิ่งที่ต้องทำทันที ไม่ใช่การขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ หรือการใช้งบประมาณอุดหนุนแบบไร้ทิศทาง แต่คือการใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ผ่าน พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อรักษา “ความมั่นคงทางพลังงานของประชาชน” ไม่ใช่ “ความมั่นคงของกำไรบริษัทพลังงาน”
.
พระราชกำหนดฉบับนี้ ต้องมีเป้าหมายชัดเจน 3 ประการ
(1) พลังงานต้องไม่ขาด
(2) ราคาต้องไม่บิดเบือนเกินจริง
(3) รัฐต้องไม่สร้างหนี้เพิ่มระยะยาว
และที่สำคัญ ต้อง “รื้ออุปสรรคทางกฎหมาย” ที่กลายเป็นเครื่องมือปกป้องกลุ่มทุน มากกว่าปกป้องประชาชน

ผมขอเสนอว่ามาตรการหลักใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้านพลังงาน ต้องมีหลักการสําคัญอย่างน้อย 5 ข้อ ดังนี้

1. เปิดเสรีการนำเข้า–จัดหาพลังงานโดยรัฐโดยตรง (Override ระบบผูกขาดเดิม)
ให้รัฐสามารถนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซ และ LNG โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านโครงสร้างตลาดเดิมที่ผูกโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่
ตัดขั้นตอนใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และอนุญาตให้ใช้กลไก “รัฐต่อรัฐ (G2G)” เพื่อให้ได้ราคาต่ำกว่าตลาด
.
2. ระงับสูตรราคาที่อิงตลาดโลกแบบอัตโนมัติ (Decouple Pricing Mechanism)
ให้มีอำนาจ “ตรึงหรือปรับสูตร” การคำนวณราคาหน้าปั๊มชั่วคราว โดยไม่อิงราคาสิงคโปร์หรือราคาตลาดโลกเต็มรูปแบบ หากพิสูจน์ได้ว่าต้นทุนจริงต่ำกว่า เพราะนี่คือการยุติ “ราคานำเข้าเชิงสมมติ” ที่ทำให้คนไทยจ่ายแพงเกินจริง
.
3. บังคับเปิดต้นทุนพลังงานทั้งระบบ (Full Cost Transparency Law)
กำหนดให้ทุกบริษัทพลังงานเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดแบบเรียลไทม์ ทั้งต้นทุนจัดหา ขนส่ง กลั่น และค่าการตลาด หากไม่เปิดเผย ถือเป็นความผิดร้ายแรงในภาวะฉุกเฉิน
.
4. ใช้กลไกกำไรส่วนเกิน (Windfall Mechanism) โดยไม่เก็บภาษีเพิ่ม กล่าวคือแทนที่จะขึ้นภาษีประชาชน ให้รัฐ “ดึงกำไรส่วนเกิน” จากบริษัทพลังงานในช่วงราคาพุ่ง
ผ่านกลไกพิเศษ เช่น การกำหนดเพดาน margin หรือส่วนแบ่งรายได้ชั่วคราว โดยนําเงินส่วนนี้มาใช้รักษาระดับราคาให้ประชาชน โดยไม่ต้องก่อหนี้ใหม่
.
5. จัดสรรพลังงานแบบมีลำดับความสำคัญ (Energy Rationing Framework)
กำหนดลำดับการใช้พลังงานในภาวะวิกฤต เช่น
• ภาคขนส่งสาธารณะ
• ภาคการผลิตอาหาร
• ระบบสาธารณสุข
ต้องได้รับพลังงานก่อน
.
ขณะที่กิจกรรมฟุ่มเฟือยอาจถูกจำกัด เพราะนี่คือหลักการ “ใช้พลังงานเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ใช่เพื่อกำไร”
.
นอกจากนี้ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับตลาด” เป็น “ผู้นำตลาดในภาวะวิกฤต”เพราะปัญหาของโครงสร้างพลังงานไทย ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพง แต่คือ “รัฐไม่กล้าใช้อำนาจที่มี” เพราะติดอยู่ในกรอบกฎหมายปกติที่ออกแบบมาเพื่อภาวะปกติ
แต่วันนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ
พระราชกำหนดฉุกเฉินจึงไม่ใช่การบิดเบือนกลไกตลาด หากแต่เป็นการ “กู้ตลาดกลับคืนจากการบิดเบือน” และทำให้ตลาดกลับมารับใช้ประโยชน์สาธารณะ

บทสรุป
หากรัฐบาลยังเลือก “ประคองราคา” ด้วยเงินกองทุน หรือหนี้สาธารณะ ประเทศไทยจะค่อย ๆ จมลงในวิกฤตแบบเงียบ
.
แต่หากกล้าออกพระราชกำหนดฉุกเฉินพลังงาน และ “รื้อทั้งระบบ” อย่างที่ควรจะเป็น
ประเทศไทยจะไม่เพียงรอดจากวิกฤตนี้ แต่จะได้โครงสร้างพลังงานใหม่ที่เป็นธรรมกว่าเดิม
.
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่”
แต่คือ “รัฐบาลจะเลือกยืนข้างประชาชน หรือยืนข้างโครงสร้างเดิม” เท่านั้น
.
ด้วยความปรารถนาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เดือด! 'โจ มณฑานี' ซัด 'รสนา' แก๊งทวงคืนพลังงานโจมตีรัฐบาล พูดไม่หมดปมราคาน้ำมัน

"โจ มณฑานี" โต้เดือด "รสนา" แก๊งทวงคืนพลังงาน โจมตีรัฐบาลไม่ลดราคาน้ำมัน แต่ให้ข้อมูลไม่ครบ ลาวไม่มีกองทุนน้ำมันเหมือนไทยที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนเพื่อพยุงราคาค่ะแก๊งทวงคืนพลังงาน

'อ.อุ๋ย' ซัดแนวคิด 'ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว' สวนทางหลักกฎหมายมหาชน

'อ.อุ๋ย' ซัดแนวคิด 'ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว' สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม 'ไชยชนก' ชี้แจงโครงการ TH-AI ชี้แม้กม.ห้ามรมต.ก้าวก่ายข้าราชการ แต่มีหน้าที่กำกับดูแลให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

'รสนา' กระตุกรัฐบาลช่วยลดราคาน้ำมันให้สุดซอยเหมือนตอนขึ้น ขายหน้าประเทศลาวนำเข้าน้ำมันจากไทย ยังปรับลงทีเดียวเกือบ 4 บาท

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และกรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง

'เอกนิติ' มองข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐกับอิหร่าน ราคาน้ำมันปรับลดลงแค่ช่วงระยะสั้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ทางออนไลน์เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.)

จับตา 'ดีเอสไอ' ขยายผลสอบ 6 โรงกลั่น เพิ่มฐานความผิด 'กักตุนน้ำมัน' พบจำกัดโควตาลูกค้าประจำ แต่มีขาจรแทรกผิดปกติ

“ดีเอสไอ" เผย หลังขยายผลสำนวนคดี “6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่” ชี้ ไม่เพียงกรอกเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบตามประกาศกรมธุรกิจกำหนด ซึ่งมีความผิดตาม ”พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543“ แต่ยังมีพฤติการณ์ ส่อมีความผิดกักตุนน้ำมันตาม “พ.ร.บ.ด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542” เหตุ หลัง “กบน.“ มีมติขึ้นพรวดน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร

ดีเอสไอ พร้อมให้ความเป็นธรรม 6 โรงกลั่น เข้ารับทราบข้อหา-ชี้แจงหลักฐาน ปกปิดข้อมูลขนส่งน้ำมัน

จับตา “6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่” ทยอยตบเท้ารับทราบข้อหา “ดีเอสไอ" 11-12 มิ.ย.69 ความผิดฐานขนส่ง - ปกปิดข้อมูลใบกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือ 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานกำหนด ส่อเวียนใช้กระทำผิด