
12 พ.ค.2569-นาดา ไชยจิตต์ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โพสต์ข้อความว่า ขอทำหน้าที่นักวิชาการที่เป็นทั้งคนในชุมชนและเป็นมสุลิมคนหนึ่งนะคะ หลังจัดการความบาดเจ็บทางจิตใจและความโกรธต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ
#อาชญากรรมในนามของความศรัทธา: เมื่อการลงทัณฑ์โดยมวลชนและการรู้เห็นเป็นใจของรัฐ ถูกโรแมนติไซส์ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์
ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นซอยรามคำแหง 53 นับตั้งแต่การปิดล้อม มุสลิมที่มีความหลากหลายทางเพศคนหนึ่ง ต่อประเด็นการหมิ่นเนื้อหาในอัลกุรอาน นำไปสู่การใช้ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ และถูกสวมทับด้วยภาพของการ “กลับใจ” ของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกนำมาเผยแพร่และเฉลิมฉลองกันในหน้าสื่อ ไม่ใช่ภาพของความงดงามทางจิตวิญญาณ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการลบตัวตน (Epistemic Erasure) ที่โหดร้ายที่สุด เพราะมันคือความรุนแรงที่ผู้กระทำเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าตนกำลังทำภารกิจของพระเจ้า
สังคมต้องตื่นรู้และหยุดโรแมนติไซส์เหตุการณ์นี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นคือ “อาชญากรรม” ที่ประกอบขึ้นจากฉกฉวยใช้แนวคิดทางเทววิทยาอย่างผิดที่ ผิดเวลา ผิดหลักการ และผิดกฎหมาย (Theological Misappropriation) และการสมรู้ร่วมคิดของรัฐ (State Complicity) ในทีนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแบบตาชั่งความยุติธรรมเอียงจนหัก
1. เทววิทยาที่ถูกช่วงชิงและบิดเบือน: มนุษย์ผู้โอหังตั้งตนประหนึ่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าเสียเอง ปลุกระดมมวลชนผู้อ้างความศรัทธาใช้กำลังปิดล้อม ข่มขู่ หรือบีบบังคับให้มนุษย์คนหนึ่งต้องสละอัตลักษณ์เพื่อแลกกับการยอมรับ ไม่ใช่การดึงบ่าวกลับสู่หนทางของอัลลอฮ์ แต่มันคือการท้าทายหลักการของศาสนาอย่างถึงราก
– อิสลามการปฏิเสธการบังคับขืนใจ: อัลกุรอานระบุชัดเจนในซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์ (2:256) ว่า “ไม่มีการบังคับใดๆ ในศาสนา” (La ikraha fid-deen) ศรัทธาที่เกิดจากวงล้อมของความหวาดกลัว ย่อมไม่ใช่ศรัทธา แต่เป็นการจำนนต่ออำนาจเถื่อน
– ศาสนาคือการตักเตือน ไม่ใช่ศาลเตี้ย: วจนะของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ย้ำว่า “ศาสนาคือการตักเตือนด้วยความจริงใจ” (Ad-Deen an-Naseehah) ไม่มีบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้มวลชนตั้งศาลเตี้ย พิพากษา หรือกล้อนผมผู้ใดเพื่อบีบบังคับให้เขากลายเป็นคนบริสุทธิ์
ความโอหังที่ผูกขาดการให้อภัย: ฮะดีษกุดซีย์ (Sahih Muslim 2621) ได้เล่าถึงชายที่โอหังสาบานว่าอัลลอฮ์จะไม่ให้อภัยคนบาป จนอัลลอฮ์ตรัสว่า “ผู้ใดกันที่กล้าอวดอ้างสาบานด้วยนามของเราว่าจะไม่ให้อภัยเขา? เราได้ให้อภัยเขาแล้ว และทำให้การงานของเจ้าสูญเปล่า”
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องศาสนาของพระองค์เอง: ในซูเราะห์อัลฮิจญ์รฺ (15:9) ทรงประกาศิตว่า “แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมา และแท้จริงเราจะเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน” ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยเปราะบางจนต้องอาศัยการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเป็นเกราะกำบัง ดังนั้นไม่มีทางที่อัลกุรอานจะสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะถูกกะเทยคนหนึ่งถากถาง หรือแม้แต่มนุษย์คนใดๆคนหนึ่ง กลุ่มใดๆกลุ่มหนึ่งหยาบเหยียด
2. นิติศาสตร์แห่งความเพิกเฉย: เมื่อรัฐเอาต์ซอร์ซความรุนแรงให้มวลชน
ในมิติทางสังคมศาสตร์และนิติศาสตร์ เหตุการณ์นี้คือความล้มเหลวโดยสมบูรณ์ของนิติรัฐ (Rule of Law)
ความผิดฐานอาชญากรรม ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา: การปิดล้อมโดยมวลชนและการบังคับ “กล้อนผม” ไม่ใช่กระบวนการทางเทววิทยา แต่เป็นการละเมิดประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง ทั้งฐานข่มขืนใจผู้อื่น (มาตรา 309) หน่วงเหนี่ยวกักขัง (มาตรา 310) และการทำร้ายร่างกายและจิตใจ (มาตรา 295) ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่พื้นที่ให้ใครมากระทำย่ำยีเพื่อสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม
การรู้เห็นเป็นใจของรัฐ (State Acquiescence): สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการมีอยู่ของ “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ที่อ้างตัวเป็นเพียงผู้ไกล่เกลี่ย การที่รัฐยืนดูและปล่อยให้มีการกล้อนผมผู้เสียหายโดยกลุ่มผู้ละเมิด นี่คือ “การสมรู้ร่วมคิด” รัฐกำลังละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ ICCPR ที่ต้องคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย (Bodily Integrity) และเข้าข่ายการละเมิด อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT) เพราะรัฐจงใจ “เพิกเฉย” (Acquiescence) และปล่อยให้ชุมชนลงทัณฑ์คนชายขอบแทนตนเอง นี่คือความรุนแรงเชิงบริหารจัดการ (Administrative Violence) ที่ไร้ความรับผิดชอบที่สุด
อย่าปล่อยให้บทสรุปของเรื่องนี้จบลงด้วย ภาพคนดีที่กลับใจสู่หนทางของอัลลอฮ์ ปัญญาของ การตื่นรู้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ เราต้องหยุดลดทอนการตื่นรู้หรือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าให้กลายเป็นเรื่องของกำลังและความหวาดกลัว
ความยุติธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมจะไม่เกิดขึ้น หากเรายังอนุญาตให้มีการจ่าย “ต้นทุนทางเนื้อตัวร่างกาย” (Somatic Cost) เพื่อซื้อตั๋วเข้าสู่ดินแดนแห่งการยอมรับ การเป็น LGBTQIAN+ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ใครจะนำพระนามของพระผู้เป็นเจ้ามาใช้เป็นอาวุธในการล่าแม่มด
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแยก “ความรุนแรง” ออกจาก “ความศรัทธา” และเรียกร้องให้รัฐเลิกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังข้ออ้างเรื่องความอ่อนไหวทางศาสนา เพื่อปฏิเสธหน้าที่ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน
สำหรับข้าพเจ้า เปลี่ยนความโกรธ และความเจ็บให้เป็นบทความ เขียนมันออกมาให้โลกรู้ดีกว่าเก็บความอัดอั้นตันใจไว้ ตัวอยู่ไกลใจอยู่ที่ประเทศไทยเสมอ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วันนอร์' ขอศพชาวมุสลิม สืบพยานแทนขุดมาพิสูจน์จ่ายเยียวยา
'ปธ.รัฐสภา' ลงพื้นที่หาดใหญ่ มอบ 1.1 แสนบาท ช่วยน้ำท่วม แนะ 'รัฐบาล' เก็บขยะช่วงสามทุ่มถึงหกโมงเช้า หวั่น ดำเนินการช้า เชื้อโรคแพร่กระจายสู่ประชาชน เสนอใช้วิธีสืบพยานแทนขุดศพมุสลิมพิสูจน์จ่ายค่าชดเชย
‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนฟาด ‘ปากว่าล่าแม่มด แต่กีบกบฏล่าแม่ม้า’
เพจ P.khondee (พี่คนดี กวีสมัครเล่น) โพสต์เฟซบุ๊กว่าเหมือนตอนนี้พี่เค้า กำลังโดน เหล่า ศาสดา และอินฟลู สายตาสว่าง
สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ ประณามการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้
สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อันนำไปสู่การฆ่าประชาชน
'สว.ไชยยงค์' เผยประชาชนพื้นที่ชายแดนใต้ ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยร่างกม.กาสิโน
นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. เปิดเผยว่า จากการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลผลักดันพรบ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์
'รมว.ยธ.' ตอกกลับ 'กัณวีร์' ยันจีนเปิดเสรีเยี่ยมอุยกูร์ หลังจากนี้ให้ไปได้อีก
'ทวี' ยันหลังเยี่ยมอุยกูร์ ทุกคนปลอดภัยดี แต่ไม่ได้พบทุกคนเหตุอยู่คนละพื้นที่ห่างไกล ย้อน 'กัณวีร์' เป็นมุสลิมหรือเปล่า กล่าวหาผู้หญิงเข้าสวมกอด สอน สส. หัดคิดถึงประโยชน์ประเทศ

