สาระน่ารู้

Sunday, 3 March, 2013 - 00:00

ชานชาลาประชาชน

 ประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ
    การแลกเปลี่ยนถึงนัยความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ในขบวนการภาคประชาชน มีความเข้มข้นเป็นอย่างยิ่งในระยะหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะประชาธิปไตยในมิติเสรีภาพ
    หลักเสรีภาพที่นักกิจกรรม หรือผู้ตื่นตัวทางการเมืองหลายคนได้ให้ความสำคัญมาก และพยายามอธิบายให้ดูเหมือนว่า หากมีเสรีภาพ ย่อมมีความเป็นประชาธิปไตย จนละเลยด้านอื่นของประชาธิปไตย
    การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนจากการเคลื่อนไหวในกระแสเหลือง-แดงที่ผ่านมา ด้านหนึ่ง มีความเด่น เรื่องหลักเสรีภาพของประชาชน แต่ด้านหนึ่ง กลับล่วงล้ำด้านอื่นของความเป็นประชาธิปไตย
    สำนักข่าวประชาธรรม ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า : สังคมไทยในรอบทศวรรษกับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง) และความท้าทายในทศวรรษหน้าในทศวรรษหน้า” ในเวที Thing Thak ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) ณ บ้านกลางดอย รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า
    “สำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ผมได้กลับไปทบทวนสิ่งที่ โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) กับ จอห์น ล็อก (John Locke) นำเสนอไว้ผ่านงานวิจารณ์ของนักปรัชญาการเมืองชาวแคนาดา C.B. Macpherson ที่เขียนไว้ในหนังสือ The Political Theory of Possessive Individualism : Hobbes to Locke
    เขาบอกว่า สิ่งที่เรานำมาจาก Hobbes และ Locke ก็ดีตามสมควร แต่กระนั้นมันค่อนข้างโน้มเอียงเข้าหาปัจเจกที่มักจะมองว่าทุกอย่างเป็นของตนเอง หรือ Possessive Individualism หมายถึง การสนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นสิทธิเสรีภาพของตัวปัจเจก หากเราไม่เข้าใจและดึงประชาธิปไตยมาเฉพาะบางส่วน มันจะทำให้เกิดความสับสน ซึ่งนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังทำให้ปัญหาหนักขึ้นไปอีก
    ขณะนี้เราเป็นประชาธิปไตยแบบ Possessive Individualism หรือประชาธิปไตยของกู ลักษณะการเมืองที่ไปตามแนวนี้มีอยู่ทั้งในขบวนการเสื้อเหลือง เสื้อแดง เพราะกระบวนการเหล่านี้มันเข้ามาตอบคำถามเรื่อง High lost ตามที่กล่าวไปข้างต้น เพราะเมื่อคุณไม่มีตัวตน จึงไม่มีอะไรจะดีกว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อสี เรียกว่า เป็นการเมืองเชิงอัตลักษณ์รูปแบบหนึ่ง
    เพราะการเข้าไปในอัตลักษณ์นั้น ก็เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางการเมือง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก ญี่ปุ่นก็ทำมานานแล้ว ไม่เช่นนั้นพรรค LDP จะไม่สามารถอยู่นานมาหลายยุคสมัย เห็นได้ว่ามันพัฒนาจาก Possessive Individualism และได้แก้ปัญหาเรื่อง High lost ต่างๆ แล้ว
    อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์เสรีนิยมใหม่นั้น นอกจากจะมองที่ตัวปัญหาแล้ว ยังควรพิจารณาความต่อเนื่องของปัญหาที่เป็นสภาพทางการเมืองปัจจุบันด้วย เราอาจเรียกว่าปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งส่วนหนึ่งผมเรียกว่า Possessive Individualism และมันก็เกิดขึ้น หรือมีกรณีตัวอย่างในประเทศตะวันตกที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยเสมอๆ แต่หากถามว่า ตรงนี้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่นั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการทำความเข้าใจประชาธิปไตยผ่านงานของ Hobbes และ Locke อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องอ่านงานของสำนักสัญญาประชาคม อย่าง จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jaques Roussuau) ด้วย
    ในหนังสือบทแรกของเขา เขียนไว้ว่า “Man is born free, and everywhere he is in chains”
    “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนแห่งพบว่าติดอยู่ในโซ่ตรวน นี่เป็นคำที่คนนำมากล่าวอ้างเยอะมาก และถูกนำไปเขียนอยู่ในบรรทัดแรกรัฐธรรมนูญของอเมริกา สิ่งสำคัญที่รุสโซให้ไว้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอยู่ใน 3 ความคิด นั่นคือ เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ แต่เราเอาประชาธิปไตยมาแค่ตัวเดียวคือ เสรีภาพ”
    ประชาธิปไตย ในมิติเสรีภาพของประชาชน บนความเท่าเทียมเสมอภาคและภราดรภาพทางสังคม จึงมีความสัมพันธ์เกื้อกูลซึ่งกันและกันในมิติทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง
    ณ วันนี้ เราจึงได้เห็นนักการเมืองชูเรื่องเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของประชาชน ภายใต้วาทกรรมสองมาตรฐานและความเหลื่อมล้ำ แต่เมื่อได้มาซึ่งอำนาจ ก็ทิ้งประชาชนไว้บนความเดือดร้อนทุกข์ยากเช่นเดิม
    ประชาธิปไตยที่อ้างเสรีภาพด้านเดียว จึงอาจเป็นเครื่องมือนักการเมืองผู้มีอำนาจรัฐได้ เพราะหากเสรีภาพไม่ยึดกับความเป็นธรรม เสมอภาคและภราดรภาพ มันก็คือดาบสองคมที่กลับมาทำร้ายประชาชน
    เช่นนี้แล้ว จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทบทวนการดำรงอยู่ของประชาธิปไตยชนิดนี้ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่นำมาซึ่งความเป็นธรรม เสมอภาค ความเป็นมิตรในสังคมภราดรภาพให้เป็นจริงโดยเร็ว.