28 ต.ค.2569 - รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลนมะรักษ์ อดีตหัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ รองคณบดีฝ่ายบริหารกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “จากกะเพรา ถึงงานวิจัยในโรงเรียนแพทย์” ระบุว่า มหาวิทยาลัยทำวิจัยเพื่อใคร และสุดท้ายใครได้ประโยชน์?
ข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับบริษัทเอกชน ทำให้นึกถึงระบบการทำวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในโรงเรียนแพทย์ที่คุ้นเคยกันดี
ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่า กรณีนี้เป็นการคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ไม่ใช่การจดสิทธิครอบครองกะเพราทั้งประเทศ ประชาชนยังปลูกกะเพราพื้นเมืองได้ตามปกติ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวกะเพรา คือ ระบบการทำวิจัยของมหาวิทยาลัย และการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย
ลองมองย้อนกลับมาที่โรงเรียนแพทย์ งานวิจัยของอาจารย์มีหลายรูปแบบ และแต่ละแบบก็มีแรงจูงใจแตกต่างกัน
1.วิจัยเพราะต้องทำ เป็น KPI ที่รับ PA มาแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยมีภาระงานวิจัยตามเกณฑ์ประเมิน ต้องมีผลงานตามที่ตกลงไว้กับคณะหรือมหาวิทยาลัย บางครั้งโจทย์วิจัยจึงไม่ได้เริ่มจากความอยากรู้ แต่เริ่มจากความจำเป็นที่ต้องมีผลงานให้ครบตามตัวชี้วัด
2.วิจัยเพื่อการตีพิมพ์และขอตำแหน่งทางวิชาการ ต้องมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารที่เข้าเกณฑ์ เพื่อนำไปใช้ขอตำแหน่ง ผศ. รศ. หรือ ศ. ระบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดงานวิจัย แต่บางครั้งก็ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า กำลังสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่า หรือกำลังผลิตบทความเพื่อสะสมคะแนนทางวิชาการ
3.วิจัยเพื่อตอบคำถามจากการทำงานจริง งานวิจัยลักษณะนี้พบมากในโรงเรียนแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มศัลยแพทย์ เช่น เก็บข้อมูลผลการผ่าตัดของตัวเอง วิเคราะห์อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน การกลับเป็นซ้ำ หรือเปรียบเทียบผลการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นงานวิจัยที่อาจไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ระดับโลก แต่มีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพการรักษา และตอบคำถามที่เกิดจากการดูแลผู้ป่วยจริง
4.วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นงานวิจัยที่ต้องการค้นหาคำตอบในสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ อาจเป็นงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยทางคลินิก หรือการค้นพบกลไกของโรค งานประเภทนี้อาจใช้เวลาหลายปี ลงทุนสูง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่เป็นรากฐานของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
5.วิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรม สิทธิบัตร และธุรกิจ บางคนทำวิจัยจนได้เทคโนโลยีใหม่ ยาใหม่ เครื่องมือแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถนำไปจดสิทธิบัตร ให้เอกชนใช้สิทธิ หรือร่วมลงทุนทำธุรกิจ เป็นเรื่องที่ดี เพราะองค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในวารสาร แต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นเจ้าของสิทธิ ใครลงทุน และผลประโยชน์ถูกแบ่งกันอย่างไร
6.วิจัยให้เอกชน ได้ทั้งเงินและกล่อง อีกกลุ่มหนึ่งคือการรับทุนจากเอกชนเพื่อทำวิจัยตามโจทย์ที่บริษัทต้องการ
อาจารย์ได้รับค่าตอบแทน คณะหรือมหาวิทยาลัยได้รับรายได้หรือส่วนแบ่ง และบางโครงการนักวิจัยก็สามารถนำผลงานไปตีพิมพ์ได้ด้วย ส่วนเอกชนอาจได้สิทธิในผลิตภัณฑ์ ข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้น ตามข้อตกลง
ในโรงเรียนแพทย์ก็มีตัวอย่างชัดเจน คือการทำ Clinical Trial ให้บริษัทผู้ผลิตยา
บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทดสอบ โรงเรียนแพทย์มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีสถานที่ มีระบบวิจัย และที่สำคัญคือมีผู้ป่วยที่สามารถเข้าร่วมการทดลองได้ ผู้ป่วยไทยจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างข้อมูลเพื่อพัฒนายา ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นทะเบียนและสร้างรายได้ให้บริษัทในอนาคต
แน่นอนว่าการวิจัยยาเหล่านี้มีประโยชน์ ผู้ป่วยอาจเข้าถึงยาหรือวิธีรักษาใหม่ก่อนวางตลาด และการวิจัยต้องผ่านระบบจริยธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัย แต่คำถามคือ เมื่อยานั้นประสบความสำเร็จ ผู้ป่วยไทยและระบบสาธารณสุขไทยจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องราคาและการเข้าถึงยา
แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?
การที่เอกชนจ้างมหาวิทยาลัยทำวิจัยไม่ใช่เรื่องผิด และการที่มหาวิทยาลัยนำงานวิจัยไปสร้างรายได้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้าม ควรส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสร้างนวัตกรรมและนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง แต่มีคำถามที่น่าคิดอยู่หลายข้อ
หนึ่ง ใครเป็นผู้กำหนดโจทย์วิจัย? มหาวิทยาลัยควรมีอิสระในการค้นหาความรู้ หรือควรทำวิจัยตามโจทย์ของผู้ที่มีเงินจ่ายเป็นหลัก?
สอง ต้นทุนที่แท้จริงเป็นของใคร? แม้เอกชนจะออกทุนวิจัย แต่บุคลากร ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยสะสมมาหลายสิบปี อาจเกิดจากเงินภาษีประชาชน ต้นทุนเหล่านี้ถูกนำมาคิดอย่างเหมาะสมหรือไม่?
สาม ใครเป็นเจ้าของผลงาน? เมื่อใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยและทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เหตุใดสิทธิในผลงานจึงควรเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และควรมีเงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร?
สี่ นักวิจัยมีอิสระจริงหรือไม่? หากผลวิจัยไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหวัง นักวิจัยสามารถเผยแพร่ผลลบได้อย่างอิสระเพียงใด? และหากอาจารย์ได้รับทั้งค่าตอบแทน ผลงานวิชาการ และผลประโยชน์ทางธุรกิจ จะมีกลไกจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร?
ห้า ประชาชนได้อะไรกลับคืนมา? ในกรณีกะเพรา เราอาจตั้งคำถามถึงสิทธิของเกษตรกรและการแบ่งปันประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ
ในกรณีการวิจัยยา เราอาจตั้งคำถามถึงสิทธิของผู้ป่วย การเข้าถึงยา และราคายาที่คนไทยต้องจ่ายในอนาคต
สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันในทางกฎหมายและจริยธรรม แต่มีคำถามร่วมกันคือ ใครได้รับประโยชน์จากการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในสังคมไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
สุดท้าย มหาวิทยาลัยมีหน้าที่อะไรกันแน่? ทุกวันนี้เราวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยด้วยจำนวนงานตีพิมพ์ Citation, Ranking, จำนวนสิทธิบัตร และรายได้จากงานวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราอาจถามน้อยเกินไปว่า งานวิจัยเหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้สังคมมากน้อยเพียงใด
มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องทำวิจัยเพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเสมอไป การร่วมมือกับเอกชนเป็นสิ่งจำเป็น และหลายครั้งเป็นหนทางสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจริง แต่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งได้รับความไว้วางใจและทรัพยากรจากสังคม ก็ควรมีความโปร่งใสในการจัดสรรผลประโยชน์ และรักษาความเป็นอิสระทางวิชาการ
การที่เอกชนจ้างมหาวิทยาลัยทำวิจัยไม่ใช่เรื่องผิด และการที่มหาวิทยาลัยหารายได้จากงานวิจัยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่หากความรู้ที่สร้างขึ้นด้วยทรัพยากรสาธารณะ กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างกำไรให้เอกชนเพียงฝ่ายเดียว เราคงต้องถามว่า มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ต่อสังคมครบถ้วนแล้วหรือยัง? เพราะสุดท้าย ความสำเร็จของงานวิจัยไม่ควรวัดเพียงว่าอาจารย์ได้ตำแหน่งอะไร มหาวิทยาลัยได้เงินเท่าไร หรือเอกชนทำกำไรได้มากแค่ไหน แต่ควรวัดด้วยว่า สังคมได้อะไรกลับคืนมา และผลประโยชน์จากองค์ความรู้ถูกแบ่งปันอย่างเป็นธรรมเพียงใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
2 สว. 'วุฒิพงศ์-สหพันธ์' แถลงค้านจดทะเบียน 'พันธุ์กะเพรา' เรียกร้องรัฐบาลทบทวน
นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมแถลงข่าวเรื่องกะเพรา 4 สายพันธุ์ว่า สว.จำนวนหนึ่งให้ความสนใจกับเรื่องการจดทะเบียนพันธุ์พืชโดยเฉพาะกับกะเพราของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
ร้อง ป.ป.ช. สอบ 'มก.-CPRAM' วิจัยจดทะเบียนกะเพรา ส่อประโยชน์ทับซ้อน
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)
พิษน้ำท่วม! ราคาผักปรับตัวยกแผง 'กะเพรา' แตะ 100 บาท/กก. 'ผักบุ้งจีน' ขยับพุ่งไป 70 บาท
ตลาดพืชผักราคาปรับตัวยกแผง จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง กรุงเทพฯ และภาคใต้กำลังเข้าสู่ฤดูฝน ‘กะเพรา’ แตะ 100 บาท ตลาด กทม. ตลาดท้องถิ่น 60-70 บาท สามารถแข่งขันตาดกะเพราจดสิทธิบัตรได้ ระบุ เกษตรกร ผวา ใครคุ้มครองเกษตรกร หากเกิดพืชกลายพันธุ์จะถูกฟ้องร้องได้
'หมอยง' ชวนให้คิด 5 เรื่อง! 'จดลิขสิทธิ์' ต้องไม่ไปเบียดบังสิทธิผู้อื่น
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในหัวข้อ
ผิดยุค! อดีตบิ๊กศรภ. ชี้วันนี้ 'กะเพรา' เป็นของประชาชนไปแล้ว บริษัทจดทะเบียนเอาไปลำบาก
อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ชี้คนเสนอแผนบริษัทจดทะเบียนกะเพราหลงยุค มองเรื่องนี้ย้อนหลังกลับไปถึง 40 กว่าปี
'ก.เกษตร' อยู่ไม่ไหวตรวจสอบการจดสิทธิคุ้มครองพันธุ์กะเพราของเอกชน
รมว.เกษตรฯ สั่งตรวจสอบการจดสิทธิคุ้มครองพันธุ์กะเพราของเอกชน ยันปกป้องสิทธิเกษตรกรและประชาชนใช้ประโยชน์ได้เสรี 100%

