3 ทศวรรษไทยโพสต์ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร พลังงานอนาคต สู่ความยั่งยืน

Data center...ต้องบอกว่า รัฐบาลมาถูกทางที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับ เพราะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับ..Data Center ไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงานฯ เป็นธุรกิจที่หลุดกฎหมายเราไป เป็นธุรกิจใหม่มากที่กฎหมายเราตามไม่ทัน ต่อไปอาจจะต้องพัฒนากฎหมายขึ้นมารองรับ

ในโอกาสที่ปีนี้ 21 ตุลาคม 2569 จะครบรอบ30 ปีของการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทางทีมงานไทยโพสต์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ "ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี  ซึ่งผ่านการทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ มามากมายเช่น อดีตรมช.คมนาคม -อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) -อดีตประธานมูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นต้น ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา" โดยประเด็นในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องของภาพรวม-ทิศทางและอนาคตของพลังงานประเทศไทย โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างมาก  

"ดร.ไพรินทร์"กล่าวถึงเรื่องอนาคตพลังงานของประเทศไทยว่า   เราต้องตั้งหลักอันหนึ่งก่อนว่า พลังงานเป็นสินค้าสากล เมื่อเป็นสินค้าสากลประเทศไทยเราไม่ได้มีตัวพลังงานเป็นของเราเองสักเท่าใดนัก ต้องมีการนำเข้า เพราะฉะนั้นหลักสำคัญก็คือว่า เรื่องพลังงานจะต้องเป็นไปตามกฎและกติกาสากล ทั้งในเรื่องของปริมาณแล้วก็เรื่องของราคา แน่นอนว่าพลังงานคือปัจจัยพื้นฐานของการผลิต เพราะฉะนั้นก็เลยมีแนวโน้มที่ว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็จะพยายามใช้เรื่องของราคาพลังงานเป็นตัวที่ใช้ในการบริหารความนิยมของรัฐบาลด้วย

-คือเรียกว่าเป็นสินค้าประชานิยมประเภทหนึ่ง?

ใช่ครับ จริงๆ ต้องบอกว่า กระทรวงพลังงานน่าจะเป็นกระทรวงที่ใหม่ที่สุดของประเทศไทยเพราะตั้งขึ้นได้ไม่นาน ซึ่งกฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่ใช้กับกระทรวงพลังงานก็เป็นพระราชบัญญัติรุ่นใหม่ที่ตราออกมาโดยพยายามจะให้การเมืองเข้ามามีผลต่อความเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด อย่างเช่นเรามี Regulator ซึ่งเรียกว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) คอยกำกับอยู่ แต่ว่าทั้งหมดก็ยังอยู่ภายใต้การเมือง

ที่ผ่านมาเรื่องของราคาพลังงาน เนื่องจากราคาพลังงานในตลาดโลกมันผันผวนด้วยภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ในตอนนี้เราเห็นได้ชัดเลย ในปีนี้ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์มาถึงเดือนมีนาคม เมื่อเกิดสงครามตะวันออก ราคาพลังงานขึ้นสูงมาก เมื่อไทยเราเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน เราต้องยอมรับความจริงว่า ราคาพลังงานของเราก็จะต้องสูงตามไปด้วย ซึ่งแม้เราจะสามารถผ่อนไม่ให้ราคาสูงเร็ว ให้ราคาสูงช้า หรืออะไรต่างๆ โดยใช้นโยบายพลังงาน แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าคนอื่นเขาแพง เราก็ต้องแพง

สิ่งที่สำคัญที่สุด จะต้องคอยเตือนประชาชนว่า ตอนนี้มันกำลังแพงแล้วจะต้องระวัง เราไม่ปล่อยจนกระทั่งว่า พยายามดึงราคาพลังงานไว้ จนกระทั่งอั้นไม่อยู่ แล้วค่อยปล่อยโคมลงไป ก็จะเกิดประเด็นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ที่มีคนไปยืนรอรถ ไปรอเติมน้ำมันจำนวนมาก

-มองว่าปัจจุบันคนไทยเริ่มตระหนักเรื่องของการระมัดระวังการใช้พลังงานมากขึ้นหรือไม่?

ผมคิดว่าเรายังไม่ได้ตระหนักสักเท่าใดเสียทีเดียว ภาพในขณะนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงานก็ขึ้นสูงมากในช่วงประมาณเดือนเมษายน แล้วก็เริ่มผ่อนคลายลงมาหลังจากมีข่าวว่าสามารถคุยกันได้ ระหว่างคู่สงคราม แต่ปรากฏว่าเมื่อสักสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเสนอข่าวว่าเริ่มมีความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่นั้นอีก(พื้นที่เกิดข้อพิพาท) อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงช่องแคบเบาเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ตรงทะเลแดง ที่เป็น 2 ช่องแคบที่พลังงานต้องขนส่งผ่าน

ราคาพลังงานในวันนี้(ช่วงกลางเดือนกันยายน)  คือราคาน้ำมันดิบ มีราคาสูงกว่าช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งน้ำมันดิบต้องผ่านกระบวนการกลั่นถึงจะเป็นน้ำมันสุก น้ำมันสุกก็คือดีเซล เบนซินที่เราใช้กันอยู่ ราคาน้ำมันสุกที่ปั๊มในประเทศ ตอนนี้ยังขึ้นไม่มาก แต่จริงๆ ถ้าเราดูตัวเลขในต่างประเทศมันขึ้นไปสูงมากแล้ว

ผมคิดว่าเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการพลังงาน  จะต้องเริ่มออกมาเตือนประชาชนว่า เรากำลังจะเข้าสู่วงจรน้ำมันแพงอีกแล้วและแพงมากด้วย

ส่วนหากจะถามว่า แล้วจะแพงไปถึงช่วงใด คาดการณ์ได้ว่าจะแพงไปอย่างน้อยที่สุดไปถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ที่เป็นช่วงที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราจะเห็นว่า คู่ขัดแย้งไม่ว่าจะระหว่างอเมริกากับแคนาดา อเมริกากับอิหร่าน หรืออะไรต่างๆ เดาได้ว่าพยายามจะดึงให้ความขัดแย้งไปถึงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ  จุดประสงค์จริงๆ เขาคงต้องการว่า ถ้าเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว ทางฝั่งพรรคเดโมแครตชนะทั้ง 2 สภาคือสภาสูง สภาล่าง จะทำให้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่ได้มีอำนาจมากมากมายไปเที่ยวก่อสงคราม ขึ้นภาษี รุกรานประเทศอื่นๆ อย่างในปัจจุบัน

ซึ่งนับจากนี้ไปก็ประมาณ 2 เดือนเพราะฉะนั้นคาดว่าระหว่าง 2 เดือนนี้อย่าคาดหวังว่าราคาพลังงานจะถูก น่าจะแพงมาก อยู่ที่ว่าจะแพงขึ้นไปกว่านี้ หรือจะแพงน้อยลงกว่านี้ แต่ก็ยังน่าจะสูงอยู่

-ช่วงนี้ราคาพลังงานสูง แต่รู้สึกว่าความรู้สึกคนไทยไม่ได้รู้สึกกังวลเหมือนช่วงแรกๆ ยังเห็นสบายๆ ส่วนรัฐบาลก็ไม่ได้ออกมาเตือนอะไรมาก?

คือปัจจุบันนี้ ระบบกลไกพลังงานของเราจะมีตัวที่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้ในการผ่อนแรงกระแทก โดยใช้วิธีการชดเชย แต่ว่าวิธีการดังกล่าว ต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นคนจ่าย ปัจจุบันนี้อัตราการชดเชยสูงมาก

ที่สำคัญที่สุดคือว่าในน้ำมันที่เราใช้อยู่ มีสิ่งซึ่งผมเรียกว่า 'กับดักดีเซล'  เป็นตัวที่น่าห่วงใยที่สุด

ในอดีตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามจะใช้ดีเซลเป็นประชานิยมทางพลังงาน ก็คือบอกว่าน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันสำหรับใช้ในการเกษตรหรือขนส่ง ต้องกดราคาให้ถูกๆ ไว้ ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง จำได้ไหม ไม่เกิน 30 บาท ซึ่งในความเป็นจริง หากเอาน้ำมันดิบ 1 บาร์เรลมากลั่น จะได้ปริมาณน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดีเซลออกมาพอๆ กัน เพราะฉะนั้นต้นทุนในการผลิตดีเซลซึ่งหนักกว่าเบนซินจะมีต้นทุนที่สูงกว่าเบนซินเล็กน้อย

ทีนี้พอเราไปประชานิยมดีเซล ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราใช้ดีเซลมากกว่าเบนซิน 2 เท่าตัว ซึ่งมันผิดธรรมชาติมาก เพราะว่าถ้าเราเอาน้ำมันดิบมา 1 หน่วย เรากลั่นได้พอๆ กัน แต่อัตราการใช้ของเราคือมีดีเซลใช้มากกว่าเบนซิน คือใช้มาก 2 ต่อ 1 ซึ่งในความเป็นจริง ดีเซลก็ไม่ได้ใช้ในการเกษตรหรืออุตสาหกรรมสักเท่าใด เพราะเราจะเห็นว่ามีรถหรูอย่างรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถบีเอ็มดับเบิ้ลยูเครื่องใหญ่ๆ ก็ใช้ดีเซลทั้งนั้น เมื่อดีเซลแพงขึ้น คนที่ใช้ดีเซลเป็นจำนวนมากตอนนี้ก็อยู่ในกับดัก ผมเลยเรียกว่า กับดักดีเซล ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายประชานิยมซึ่งไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

ผมคิดว่าเราต้องยอมรับความจริงว่า ราคาพลังงาน มันควรต้องเป็นไปตามธรรมชาติ รัฐบาลพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่า ราคาพลังงานของเราสามารถทำให้ถูกได้ มันเป็นคณิตศาสตร์ มันตรงไปตรงมา คือถ้าซื้อมาแพง มันก็ต้องขายไปแพง เพราะถ้าเราไม่ยินดีที่จะจ่ายแพง ก็จะไม่ของให้ใช้ มันจะไม่มียาวิเศษอะไรที่บอกว่า อยู่ดีๆ เราทำให้ของแพงกลายเป็นของถูกได้ เป็นไปไม่ได้ ไม่มี

-ตอนนี้กองทุนน้ำมันก็ติดลบสุทธิร่วม 80,000 ล้าน อนาคตกองทุนน้ำมันจะยังไง เพราะเคยมีประเด็นที่มีการเสนอให้ยุบกองทุนน้ำมันด้วย?

ยุบก็ได้นะครับ ถ้าอย่างนั้นราคาน้ำมันมันก็จะไปสะท้อนความเป็นจริงทันที กองทุนน้ำมันถามว่าเป็นกลไกที่ดีหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าดี ไว้เป็นการผ่อนแรงกระแทก

 เพียงแต่ว่าตัวกองทุนน้ำมัน สุดท้ายต้องมีใครสักคนหนึ่งมาจ่ายซึ่งรัฐบาลเองก็คงไม่ได้ตั้งงบประมาณมาจ่าย สุดท้ายก็จะเป็นพวกเราเองที่จ่าย เพราะฉะนั้นในวันที่น้ำมันราคาถูก เราก็จะต้องจ่ายแพงอยู่

ที่สำคัญก็คือ ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่า เบนซินแบกทั้งดีเซล แล้วก็แบกทั้ง LPG แบกทุกอย่าง แบกเยอะด้วย  ก็มีคำถามว่า แล้วมันเป็นความยุติธรรมในสังคมหรือไม่ ทำไมน้ำมันที่ถูกกว่า ต้องไปอุ้มน้ำมันที่แพงกว่าให้ถูกกว่า แล้วก็มีผลทำให้มันบิดเบือนโครงสร้างพลังงานไป

ทุกผูกขาดไม่มีในเรื่องของพลังงาน

-ที่ผ่านมาเวลามีการหาเสียงเลือกตั้ง ก็มักจะมีการชูนโยบายหาเสียงว่าต้องทลายทุนผูกขาด  ในความเป็นจริง ทุนผูกขาดพลังงานมีหรือไม่?

ต้องบอกว่า ทุนผูกขาดพลังงานไม่มีในเรื่องของพลังงาน นโยบายเกี่ยวกับพลังงานจะถูกกำกับที่กระทรวงพลังงาน แต่ในเรื่องของพาณิชย์เกี่ยวกับพลังงาน จะกำกับโดยกระทรวงพาณิชย์ แล้วสินค้าพลังงาน ก็จะมีกฎหมายกำกับ อย่างผู้ค้ามาตรา 5 ผู้ค้ามาตรา 7 ใครค้าก็ต้องไปจดกับกระทรวงพาณิชย์

ส่วนว่าเหตุใดถึงต้องมีการกำกับ ต้องเข้าใจว่า น้ำมันเป็นสินค้ายุทธปัจจัยประการที่ 1 ประการที่ 2 น้ำมันเป็นสินค้าอันตราย คือมันไฟไหม้ได้ เห็นข่าวน้ำมันรั่วใช่ไหม เพราะไอน้ำมันจะระเบิดได้ทันทีเลย เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ ผมบอกผมค้าน้ำมันแล้วผมเอาน้ำมันไปเก็บหลังบ้าน มันไม่ควรจะทำเลยต้องมีการกำกับ แต่ปัจจุบันใครจะค้าก็ค้า จะไม่มีทุนผูกขาด จะไม่มีคำว่าผูกขาดไม่น่าจะมี แต่ถามว่ามีผู้ค้ารายใหญ่ไหม คำตอบคือมีครับ จริงๆ บุคคลในรัฐบาลเองเป็นผู้ค้ารายใหญ่ก็มีอยู่นะก็ไม่ควรจะไปเรียกว่าทุนผูกขาด

ความมั่นคงทางพลังงานให้มีไฟใช้ต่อเนื่อง มีราคาของมันอยู่

-ที่ผ่านมามักมีการพูดกันว่า ค่าไฟบ้านเรามีราคาแพง แล้วโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร?

ไฟฟ้า เราเรียกว่า พลังงานทุติยภูมิ ปฐมภูมิก็คือพวกก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน อะไรต่างๆ ไปผลิตให้เป็นไฟฟ้า   ในส่วนไฟฟ้า เนื่องจากมันมีแหล่งเยอะ เราจะเห็นว่าไฟฟ้าเราสามารถมาจากแหล่งอย่างเขื่อน หรือแหล่งอื่นๆ  ซึ่งมีต้นทุนถูกเช่น จากพม่า หรืออนาคตถ้าจะมีนิวเคลียร์

เพราะฉะนั้นค่าไฟ ราคาจะเป็นคล้ายๆ เป็นส่วนผสมของต้นทางของไฟฟ้า จะเห็นได้จาก ค่าไฟฟ้า จะได้รับผลกระทบหลังกว่าส่วนอื่น เพราะจะต้องเอามาผสมมาเกลี่ยกัน ที่มีการบอกว่าค่าไฟแพง ผมเห็นนักการเมืองชอบบอกว่าค่าไฟของเราแพงกว่าประเทศเวียดนาม จริงๆ แล้วเวลาเราซื้อพลังงานเราซื้อ 2 อย่างของพลังงาน อย่างหนึ่งคือ ตัวพลังงานที่เรามาใช้ อันที่สองคือ ความมั่นคงของพลังงาน

ความมั่นคงก็คือ ถ้าสมมุติว่าผมต่อไฟจากมิเตอร์เข้าบ้าน ผมเปิดไฟไปมันต้องมาแต่เราจะเห็นว่าหลายๆ ประเทศ แม้กระทั่งเวียดนามเอง บางเขตเนี่ยไฟฟ้าจะมีไม่พอ ช่วงบ่ายๆ เวลาใช้ไฟเยอะๆ ไฟจะตก ไฟจะดับ สมัยผมเด็กๆ ประเทศไทยเราก็เป็น ไฟตก ไฟดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง

เราจะเห็นว่า เรื่องของราคาไฟฟ้ามันจะประกอบด้วย เนื้อของพลังงาน กับความมั่นคงความต่อเนื่อง ซึ่งความมั่นคงต่อเนื่อง มีราคาของมันอยู่ หากจะบอกว่า เราเอาไฟถูกที่สุดได้หรือไม่ ก็ได้ ก็เอาแค่ตัวพลังงาน แต่ว่าในบางช่วงที่คนใช้ไฟเยอะๆ ไฟอาจจะดับ

และเรื่องที่ชอบพูดกันก็คือ เรื่องของส่วนที่เราเรียกว่า พลังงานสำรอง (Reserve) ในเมืองไทยเราก็จะมีโรงผลิตไฟฟ้า ที่จะมีสัก 20-30% ที่จะ Reserve ไว้ เพื่อเวลาบางโรงไฟฟ้าขัดข้องเกิดปัญหาต้องลง โรงไฟฟ้าพวกนี้ก็จะขึ้น แล้วทำให้เรามีความต่อเนื่องในพลังงาน แล้วในบางช่วงที่เราใช้ไฟมากเช่น ช่วงเย็นๆ โรงงานพวกนี้ก็จะต้องขึ้นมา แต่ในช่วงกลางวันซึ่งเราใช้ไฟน้อย หรือกลางคืนคนนอนหลับ โรงงานพวกนี้ก็ต้องปิด แต่โรงงานพวกนี้มันต้องมีคนสร้างแล้วต้องแบกค่าใช้จ่าย

ในหลายประเทศที่มีความมั่นคงสูงๆ เขาก็จะมีตัว Reserve เยอะ ปัจจุบันนี้ Reserve เยอะที่สุดน่าจะเป็นจีน มีอยู่ 50% แล้วก็ Reserve น้อยมากก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันนี้ Reserve น้อยมากเพราะไปสร้างพวก Data Center เยอะเกินไป บ้านเราเนี่ยอยู่ในช่วงกลางๆ คือเรามี Reserve อยู่ประมาณสัก 30% เพราะว่าตัวแผน PDP กำหนดเอาไว้ แต่ตรงนี้เราต้องช่วยแบกค่าใช้จ่าย ถ้าบอกว่า จะเอาถูกๆ เอาไฟจากเขื่อนอย่างเดียว ได้ครับ แล้วหน้าแล้งจะเอาไฟจากไหน เพราะหน้าแล้งน้ำในเขื่อนก็ไม่ค่อยมี

-มองว่าโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ปัจจุบันเหมาะสม หรือควรจะมีการปรับปรุง?

หากเราตัดสินจากที่ว่า เราก็ยังมีนักลงทุนเข้ามาลงทุน อย่างในปีนี้ ผ่านไปครึ่งปีก็1.47 ล้านล้าน ซึ่งค่าความถูกแพงของพลังงาน กับความมั่นคงของพลังงาน เป็นเรื่องจำเป็นมากในการทำอุตสาหกรรมของเราน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่

Data Center รัฐบาลมาถูกทางแต่ต้องมีการควบคุม

-เรื่อง Data Center มีความคิดเห็นอย่างไร กับการที่จะมี Data Center เข้ามาลงทุนในไทย  แล้วจะต้องสำรองไฟ เห็นว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 8.8 กิกะวัตต์?

ปัญหามันเริ่มต้นจากตัว AI ซึ่งปัจจุบันนี้ถามว่าในการเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ข้อจำกัดมันอยู่ที่ไหน สมัยแรกๆ ก็อยู่ที่ว่าตัวโมเดลหรือไม่ดี แต่ปัจจุบันนี้โมเดลเยอะแยะ Open source ด้วย ถัดจากนั้นไปก็คือเรื่องของตัวชิปในการคำนวณ ซึ่งหุ้นบางตัวอย่าง Nvidia ราคาสูงมาก ปัจจุบันนี้ชิปมีมากเกินไปแล้ว ข้อจำกัดมันย้ายจากชิปไปตรงที่ว่า พลังงานที่จะใส่ให้ชิปมีหรือไม่พลังงานที่จะใส่ชิป ชิปพวกนี้จะไปรวมตัวกันที่Data Center ชิป 1 ตัวจะกินไฟประมาณเท่ากับเตารีดตัวหนึ่ง ชิปเล็กๆ กินไฟ 700 วัตต์ ก็เท่าเตารีดตัวหนึ่ง และเป็นเตารีดที่เปิด 24 ชั่วโมงด้วย แล้วไฟต้องไม่ดับไม่ขาดด้วยใน Data Center ก็อาจจะมีสัก 100,000 ตัว ก็เปิดเตารีด 100,000 อัน ก็ลองคิดดู มันจะกินพลังงานไฟฟ้าเท่าไหร่ แล้วพอกินพลังงานไฟฟ้าเสร็จ ยังต้องเอาน้ำไปรอเย็นมันอีกเพราะถ้ามันร้อนมันก็เสีย มันก็ใช้ไม่ได้ ต้องระบายความร้อน

จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ ในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ตัวที่เป็นตัวกำหนด มันย้ายจากชิปลงมาอยู่ที่ 'ไฟ' กับ 'น้ำ' ก็มีคำถามว่า แล้วเราจะไปหาไฟกับน้ำที่ไหนในโลกนี้ ในหลายๆ ประเทศอย่างที่มี Data Center มาก่อนเราอย่างสิงคโปร์ ที่สิงคโปร์ไม่มีทั้งไฟ ไม่มีทั้งน้ำ

บ้านเราเป็นจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า ในทางการเมืองเราก็กลางๆ เราไม่ได้อยู่ค่ายไหน และเรามีน้ำในระดับพอสมควร แล้วเราก็มีโอกาสที่จะมีพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานสีเขียว คือพลังงานไฟฟ้าที่มาจากแดดและลม มีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นๆ หลายประเทศ อย่างเวียดนาม ก็จะมีปัญหาว่ามีพวกภัยพิบัติภัยธรรมชาติ เช่น พายุเยอะ

-คิดว่านโยบายการเปิดรับให้มีการเข้ามาลงทุน Data Center เรายังเป็นประเทศที่ควรเปิดรับ Data Center เข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทยต่ออีกหรือไม่?

ควรครับ และต้องบอกว่า รัฐบาลมาถูกทางตรงที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับ เพราะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับ มีเรื่องน่ากลัวมากก็คือว่า Data Center เนื่องจากมันไม่มีมอเตอร์ ไม่มีอะไร มันไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงานฯ เป็นธุรกิจที่หลุดกฎหมายเราไป เป็นธุรกิจใหม่มากที่กฎหมายเราตามไม่ทัน ต่อไปอาจจะต้องพัฒนากฎหมายขึ้นมารองรับ

-หลายประเทศเหมือนกับอยากจะดึงData Center เข้าไปลงทุน แต่หลายประเทศก็ไม่อยากจะให้มี แต่ของเราคิดว่า รัฐบาลมาถูกทางเลยใช่หรือไม่?

ผมคิดว่าถูกทาง คือบางครั้งเราอยากให้มา เขาก็ไม่มา ไม่ใช่ว่าอยากให้มาแล้วจะมา ปัญหาที่สำคัญคือในสหรัฐอเมริกาเองเป็นประเทศที่มี Data Centerมากที่สุด ปัจจุบันไปถึงจุดตรงที่ว่า ประชาชนเริ่มต่อต้านว่ามีมากเกินไปแล้ว

อย่างบางรัฐเช่น ยูทาห์ หรือ รัฐเวอร์จิเนีย ที่สร้างเยอะๆ น้ำกับไฟมันไปรบกวนประชาชน เช่นเรื่อง น้ำจืด Data Center ตัวหนึ่ง มันกินไฟเท่ากับเมืองๆ หนึ่ง  คุณลองคิดดู คุณเปิดเตารีดเป็นหมื่นๆ ตัวอยู่ในตึก แล้วเปิดมัน 24 ชั่วโมง อย่างเวลาเรารีดเสื้อผ้าก็รีดชั่วโมงเดียว ก็ทำให้กินความร้อน สร้างความร้อน แล้วก็ใช้น้ำและใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล

-ถ้าแบบนี้จะกระทบกับค่าไฟที่ประชาชนทั่วไปต้องจ่ายหรือไม่?

ผมเข้าใจว่า นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันแยกเรื่องค่าไฟนี้ส่วนนี้ (data center) ออกไป ไปผูกกับราคาของ LNG นำเข้า เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันจะไม่แฟร์ว่า คุณมาแชร์ค่าไฟราคาถูกจากเขื่อนในลาวของเราได้ยังไง จะให้ประชาชนเสียประโยชน์ไม่ได้

-เรื่องของค่าไฟ หลายคนเพิ่งรู้ว่ามีค่าไฟแฝงอย่าง ค่าไฟฟ้าแสงสว่างสาธารณะ มีอะไรที่แฝงซึ่งประชาชนยังไม่รู้อีกหรือไม่?

อันนั้นคงเป็นผลจากอดีต คือในอดีตตอนที่เรากำหนดราคาพลังงาน มีราคาพลังงานอันหนึ่งก็คือ ค่าไฟตามท้องถนน ใครจะเป็นคนแบก ทีนี้ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน ก็เอามาไว้ที่พวกเราแต่ถามว่า แล้วใครเป็นคนใช้ถนน ก็พวกเรา ทีนี้ถ้าเราไม่แบก อย่างหากไปที่เยอรมนี คุณขับรถบนออโตบาห์น (ทางด่วน) ตอนกลางคืนไม่มีไฟ คุณต้องเสี่ยงเอง  น่ากลัวมาก แต่ของเรามีไฟ ทีนี้มันก็ต้องถามว่า ใครจะเป็นคนแบก

จริงๆ แล้วผมคิดว่า ก็ประชาชนเพราะว่าเราเป็นผู้ใช้ เราต้องแบก แต่เพียงแต่ว่ามันควรจะปรากฏให้เห็นแล้วก็อาจจะไปอยู่ใน Account ของทางกระทรวงคมนาคมก็ได้ แทนที่จะมาซ่อนเอาไว้ในค่าไฟของเรา

-ความมั่นคงทางพลังงาน ที่จะให้สอดรับกับแผน  PDP (Power Development Plan แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ)ที่กำลังจะออกมา ตอนนี้ประเทศไทย โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าต่างๆ มีความเหมาะสมขนาดไหน และควรต้องเปลี่ยนไปทางสีเขียวมากน้อยอย่างไร?

เมื่อหลายปีที่แล้ว น่าจะสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เราได้ไปให้คำมั่นอันหนึ่งไว้ ในเรื่องของ Net Zero ในการประชุมเรื่องโลกร้อน ว่าภายใน ปี ค.ศ. 2065จะเป็นประเทศ Net Zero คือไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกไป

การจะทำอย่างนั้นได้  ถามว่าอะไรเป็นต้นเหตุของคาร์บอน ก็คือเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลาย โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราใช้อยู่ จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานเราเข้าสู่พลังงานที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งตัวกำหนดในภาคของกระทรวงพลังงานก็คือ แผน PDP ซึ่งเราจะต้องพยายามที่จะลดทอนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ

โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะที่สุดก็คือ ถ่านหิน แล้วต่อมาก็คือ น้ำมัน น้อยที่สุดก็คือ ก๊าซธรรมชาติ

แต่เราจะต้องเข้าใจว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนค่าไฟที่ถูกที่สุดมาจากถ่านหิน โดยถ้าเกิดรัฐบาลบอกว่า เราจะเดินตามแผนนโยบายที่เราจะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนตามที่เราไป Commit ไว้ แต่ขณะเดียวกันเราบอก เราอยากจะได้ค่าไฟถูกๆ ซึ่งมันขัดแย้งกัน แล้วค่าไฟถูกทางเดียวคือต้องกลับไปเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราปิดๆ ไปแล้วเปิดกลับเข้ามาใหม่ อย่างแม่เมาะ กลับเข้ามาใหม่ การที่ทำให้โลกดี โลกสะอาด มันถูกไม่ได้ รัฐบาลและประชาชนจะต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

-รัฐบาลตอนนี้ชูโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน มองเรื่องนี้อย่างไร?

แนวทางนโยบายนี้ถูกต้อง และผมคิดว่าเรื่องนี้ คนไทยเองก็รู้สึกจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้น้อยมาก

อย่างที่รัฐแคลิฟอร์เนีย จะเห็นว่าบ้านทุกบ้านมีติดโซลาร์บนหลังคาหมด แต่ของเราจะมีแต่ที่บ้านจัดสรรใหม่ๆ เพราะบ้านเราคุ้นชินกับว่า ราคาพลังงานถูก มีคนมาดูแลให้ เราไม่ต้องดูแลตัวเอง แต่ในหลายๆ ประเทศที่ราคาพลังงานสะท้อนความเป็นจริง ประชาชนจะต้องแสวงหาวิธีการช่วยเหลือตัวเองในเรื่องราคาพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ที่ยุโรปกับสหรัฐอเมริกา เขาไปไกลแล้ว สำหรับในส่วนของเรา ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะเดินแนวทางอย่างนั้น เพื่อจะได้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล คิดว่าเป็นนโยบายแนวทางที่ดี

แต่ประเด็นคงไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า เราจะลดค่าใช้จ่ายพลังงานโดยการติดโซลาร์ มีคำถามต่อไปคือ แล้วแผงโซล่าเซลล์มาจากไหน?

ปัจจุบันนี้ แผงโซล่าเซลล์ทั่วโลก ผลิตมากที่สุด 80-90% มาจากเมืองจีน ที่ผลิตเยอะจนกระทั่งว่ามีการดัมพ์ตลาด แต่ว่าในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดสงคราม ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จีนเห็นพวกแผงโซล่าเซลล์ขายดี จีนประกาศเลยว่า จะเก็บภาษี VAT 15% คือไม่คืน VAT ให้ผู้ส่งออก ก็คือขึ้นราคา

ของเราเตรียมงบประมาณเป็นแสนล้านจะไปติดแผงโซล่าเซลล์ มันก็ต้องมีคำถามต่อไปว่าการสนับสนุนโซลาร์มันต้องรวมมาถึงว่า เราต้องผลิตแผงโซลาร์เองด้วยหรือไม่ หรืออย่างไร ผมก็ยังรอฟังอยู่ว่า รัฐบาลตกลงแล้วแสนล้านตรงนี้ เราจะซื้อทั้งหมดแสนล้าน หรือเราจะทำอย่างไร ซึ่งตอนนี้ราคาก็ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าคุ้ม เพราะถ้าเราคำนวณผลตอบแทนตอนนี้เนื่องจากราคาพลังงานมันขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะค่าไฟเดี๋ยวเราจะเห็นแล้วว่า พอน้ำมันขึ้น ค่าไฟจะขึ้นตาม Return มันจะดีกว่าที่เราคำนวณ ณ จุดนี้

สมมุติว่าตอนนี้เราคำนวณ Payback อยู่ที่ 7 ปี แต่เนื่องจากราคาพลังงานขึ้นตลอดเวลา จริงๆ 5 ปีเราก็จะได้คืน

-ที่รัฐบาลมีนโยบายโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่มองว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างไรเพราะตอนนี้ ก็ยังถูกมองว่าเป็นนโยบายหรือโครงการทางการเมือง?

ก็ให้ความรู้ ผมดีใจเวลาไปต่างจังหวัดเห็นชาวบ้านเขาตื่นตัวกัน ทำแผงกันเอง แล้วต่อไฟไปใช้มอเตอร์ชักน้ำเข้าไร่นาอะไรต่างๆ แต่ผมคิดว่ามันควรจะมีการกำหนดแผนงาน หรือรัฐบาลอาจจะไปช่วยต่อรองกับจีน เหมือนที่อินเดียเขาทำ คือรัฐบาลไปช่วยต่อรองราคาเลย ให้ซื้อแผงในล็อตใหญ่ เพราะถ้าเรามาอุดหนุนปลายทางอย่างเดียวเนี่ย ประโยชน์มันตกอยู่ระหว่างทาง

อนาคตรถไฟฟ้าในประเทศไทย

-เรื่องรถ EV ที่คนเริ่มใช้กันเยอะ ในส่วนของแบตเตอรี่รถEV เราก็มีความตั้งใจอยากจะให้มีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ มองว่า Ecosystem ของรถไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

ล่าสุด ทางผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง CATL (Contemporary Amperex Technology Co., Limited ) จะมาตั้งโรงงานที่ไทย โรงงานใหญ่มาก ในที่สุด เราก็จะครบทั้งหมดถ้าแบตเตอรี่มา เพราะว่าเดิมรถไฟฟ้าหนึ่งคันเราผลิตตัวรถได้เอง มอเตอร์ก็ได้บางส่วน แล้วสำคัญที่สุดคือ ในรถ EV 1 คัน ราคาเกือบครึ่งหนึ่งมันอยู่ที่แบตเตอรี่ ถ้าเรามีการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ  เราก็จะค่อนข้างครบ อุตสาหกรรม EV ก็จะเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

การเปลี่ยนผ่าน ปัจจัยที่ผลักดันให้มีการเปลี่ยนผ่านมากที่สุดก็คือ สงคราม  คนที่ต้องไปรอคิวเติมน้ำมันก็จะมีความรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น ซึ่งรถ EV มันลดการใช้พลังงานเยอะมาก ปัจจุบันนี้ถ้าใครใช้รถ EV เราจะเห็นว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 กิโลเมตรถูกกว่ารถสันดาป 1 ใน 4 รถ EV แม้มีความไม่สะดวก มีเรื่องจะต้องวางแผน ชาร์จไฟ แต่ในท้ายที่สุดเราก็จะเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปเป็นรถ EV

-คิดว่าจะใช้เวลากี่ปีกว่าจะเปลี่ยนขนาดนั้น มันจะถึงขั้น 100% เลยหรือไม่?

            มีทฤษฎีรองรับอยู่  ยกตัวอย่างเช่น เราเปลี่ยนผ่านจากโทรศัพท์ที่มีสายมาเป็นสมาร์ตโฟน เปลี่ยน 100% หรือเราเปลี่ยนจากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ก็ 100% หรือเราเปลี่ยนจากจอ TV ที่เป็นหลอดแก้วหนักๆ มาเป็นจอแบน ก็ 100%

การเปลี่ยนผ่านของสินค้าเทคโนโลยี มีทฤษฎีรองรับว่าจะ เปลี่ยนผ่าน 100% และใช้เวลาไม่นาน ในช่วงต้นเวลาขึ้นจะขึ้นช้ามาก แต่พอถึงจุดที่มีโมเมนตัม แล้ว มันจะขึ้นพรวด 100% ที่ต้องคอยดูกัน เพราะตอนที่เราเปลี่ยนผ่านจากรถม้ามาเป็นรถยนต์ 4 ล้อในประวัติศาสตร์ใช้เวลาแค่ 10 ปีเท่านั้นเอง ทั้งที่เราใช้รถม้ามาประมาณ 2,000 ปี จนกระทั่งเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว พอมีรถยนต์ 4 ล้อมา การหยุดใช้รถม้าแล้วมาใช้รถยนต์ในอเมริกาใช้เวลาไม่นาน แค่ประมาณ 10 ปี      

-แต่คนก็ยังกังวลเรื่องการใช้รถEVเช่นปัญหาแบตเตอรี่ระเบิด ชาร์จไฟแล้วไฟไหม้?

ปัญหาของแบตเตอรี่ เป็นชิ้นส่วนที่พัฒนาช้าที่สุดในรถ EV ชิ้นส่วนอย่างมอเตอร์ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์มันไปแล้ว แบตเตอรี่มันพัฒนาช้าที่สุด มันก็เลยมีปัญหาเรื่องไฟไหม้ ระเบิด ในช่วงต้นของการพัฒนา

แต่ล่าสุด เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนสั่งออกเป็นข้อกำหนดเลยว่า แบตเตอรี่รถไฟฟ้าต้องห้ามระเบิด ห้ามไฟไหม้ ถามว่าทำได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ แต่ที่เห็นไฟไหม้เพราะบางยี่ห้อพยายามจะประหยัดชิ้นส่วนองค์ประกอบ ทำแบตเตอรี่เองเพื่อประหยัด เหมือนโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งในอดีตที่เคยไฟไหม้ มีคำถามว่าทำให้ไม่ไฟไหม้ได้หรือไม่ ก็ได้ แต่ตอนนั้นอยากทำเอง  อยากจะประหยัด  แต่ของจีนตอนนี้เป็นกฎหมายบังคับแล้วว่าห้าม ในท้ายที่สุดเราก็จะแก้ปัญหานี้ได้

-มองเรื่องความมั่นคงทางพลังงานไทยในอีก10-15 ปี เราควรกำหนดอย่างไร และมองว่าความมั่นคงทางพลังงานควรมีระยะเวลากี่ปี?

สิ่งที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ชัดๆ คือ แผน PDP ซึ่ง PDP ใหม่เข้าใจว่าจะออก และควรจะรีวิวทุกๆ 3-5 ปี ซึ่งมันจะไปตามกระแสเทคโนโลยีและเป้าหมายของรัฐในการดำเนินการ และที่สำคัญคือฝ่ายการเมืองต้องเดินตามแผน PDP ไม่ใช่เดินตามนโยบายที่ไปหาเสียงไว้ ไม่เช่นนั้น PDP ก็ไม่มีประโยชน์

-PDP 2026 ก็จะมีเรื่องรองรับ Data Center พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กและระบบแบตเตอรี่ ในส่วนของสถาบันที่ท่านดูแลอยู่ คือVISTEC (สถาบันวิทยสิริเมธี) มีการทำอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน หรือการพัฒนาบุคลากรอย่างไรบ้าง?

ที่ VISTEC เรามี Pilot Plant ของแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งได้งบวิจัยเบื้องต้นมาจากกระทรวงพลังงาน ถือเป็นแล็บวิจัยแบตเตอรี่ลิเธียมที่ Advance ที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน มีผลงานวิจัย มีสิ่งประดิษฐ์ มีนิสิตไปทำงานในบริษัทแบตเตอรี่ใหญ่ๆ เยอะ ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของเรา 

ส่วนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลิตเด็กไปแล้ว 12 รุ่น รุ่นละ 72 คน ส่วนใหญ่ไปเรียนสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์) ตอนนี้รุ่น 1-2 เริ่มจบปริญญาเอกต่างประเทศ และกลับมาเป็นอาจารย์ นักวิจัยตามที่ต่างๆ

เรามีความเชื่อว่า การจะทำให้ประเทศไทยเจริญ ต้องเอา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวชู ในประเทศอย่างเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ เด็ก 100 คน จะเรียนสายวิทย์-คณิต ประมาณ 60-65% และเรียนสายศิลป์ 30-35% แต่ของไทยตรงกันข้าม เราเรียนสายวิทย์แค่ 30% และเรียนสายศิลป์ 70% ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องช่วยกันรณรงค์คือถ้าเราคิดว่าเด็กคนไทยไม่ได้แพ้เค้าหรืออะไรต่าง ๆ ก็น่าจะกลับกระแสให้ไปอยู่ในทางนั้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

28 ก.ย.รู้ผลคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ต้องตีความโดยเคร่งครัด

วันจันทร์นี้ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัด9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติในคำร้องคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569

พระพุทธศาสนา .. ในอุ้งมือมาร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า.. ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวง นักบวชห่มจีวรพระ ไม่เคยสร่างซาไปจากสังคมไทย ก่อเกิด วิกฤตศรัทธา ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนดูเหมือนในแวดวงพระสงฆ์จะไร้ “พระแท้” ปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไขป้องกันอธิกรณ์ปัญหาเหล่านั้น จนก่อเกิดภาวะวังเวง ไร้ฟากฝั่งขอบเขตของความสิ้นไป ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณดังเคยมีมา..

สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย

พยานหลักฐานชัด ส่งศาลฎีกา แต่ถ้าไม่พอฟังได้ว่ามีการฮั้ว กกต.ก็ยกคำร้อง

ก่อนจะรู้ผลการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ "ไทยโพสต์" ได้สัมภาษณ์ "สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์-นักกฎหมายอิสระ" ถึงมติ กกต.ที่จะออกมา โดย "สุโรจน์"