มีปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมไทยในขณะนี้ที่บุคคลผู้หนึ่งที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่กลับใช้การสื่อสารติดต่อกับผู้นำของพรรคการเมืองให้เห็นคล้อยตามความคิดและความเชื่อของตัวเองได้ พฤติกรรมแบบนี้จะถือเป็นการครอบงำทางการเมืองหรือไม่?
การครอบงำทางการเมืองหมายถึงอะไร? และใช้กลไกอะไรในการครอบงำ?
มีนักปรัชญา นักคิดและนักทฤษฎีคนสำคัญของโลกอย่างน้อยที่สุด 4 ท่านที่ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวข้างต้น และสมควรกล่าวถึงคือ มาร์กซ, อัลทูแซร์ กรัมชี และฟูโกต์
มาร์กซ (Karl Marx) เป็นนักทฤษฎีชาวเยอรมัน และเป็นนักคิดคนแรกที่ตั้งคำถามว่าทำไมชนชั้นปกครองจำนวนหยิบมือเดียวจึงสามารถปกครองประชาชนจำนวนมากให้อยู่ในความสงบได้?
มาร์กซเจาะจงที่จะอธิบายปรากฏการของสังคม "ศักดินาฝรั่ง" (Feudalism) ในยุโรปโดยเฉพาะ เขาอธิบายว่าผู้ปกครองมิได้ใช้แต่กลไกความรุนแรงของรัฐ (Coercive State Apparatus) คือกำลังทหารและตำรวจเท่านั้นในการปกครองและควบคุมความ (ไม่) สงบในหมู่ประชาชน แต่ที่สำคัญก็คือผู้ปกครองยังใช้กลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatuses) ในการทำให้ประชาชนอยู่ในความสงบด้วย มุมมองของมาร์กซช่วยเปิดเผยความเป็นจริงของทุกระบบการปกครอง ว่าการใช้แต่กลไกความรุนแรงของรัฐนั้นไม่สามารถควบคุมประชาชนให้อยู่ในความสงบได้ตลอดไป สิ่งที่จะช่วยทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในความสงบได้ยาวนานมากกว่าคือการควบคุมประชาชนด้วยการใช้อุดมการแห่งรัฐ
อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักทฤษฎีคนสำคัญชาวอิตาเลียน อธิบายเรื่องการครอบงำ ทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “Hegemony” เขาอธิบายว่า การครอบงำทางการเมืองของชนชั้นปกครองที่มีต่อประชาชนทั่วไปนั้นลงลึกไปถึงการครอบงำทางด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี จิตใจและรายละเอียดต่างๆ ในส่วนลึกของชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย อาทิ บทเพลง ดนตรี และบทละคร เป็นต้น มุมมองของกรัมชีช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมประชาชนที่ถูกกดขี่และถูกครอบงำจากอุดมการณ์ของผู้ปกครองจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักทฤษฎีคนสำคัญชาวฝรั่งเศส แห่งสำนักหลังสมัยใหม่นิยม (Post-Modernism) มองเรื่องการควบคุมทางด้านอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองต่อปัจเจกบุคคลทั่วไป จากทฤษฎีอำนาจ (Power) ของเขา เขาอธิบายว่าอำนาจของชนชั้นปกครองที่มีต่อผู้ใต้ปกครองแต่ละคนนั้น เป็นการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จทั้งทางร่างกาย การควบคุมทางความคิด การควบคุมการเคลื่อนไหวและการควบคุมทางด้านกายภาพ (ซึ่งเขาหมายถึงการจับกุมและคุมขังผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล) ฟูโกต์มองว่าในรัฐสมัยใหม่ ปัจเจกบุคคลล้วนแล้วตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐบาลในทุกๆ ด้าน ประชาชนแต่ละคนเปรียบเสมือนนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ ที่จะถูกสอดส่องจากผู้คุมอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เวลาตื่นนอนจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน และครอบคลุมไปถึงในเวลานอนหลับด้วย
สำหรับผมแล้ว อำนาจในสังคมไทย มีความแตกต่างจากอำนาจในสังคมตะวันตก ที่มีแต่อำนาจที่เป็นทางการ (Authority) แต่สำหรับสังคมไทยแล้วอำนาจมีทั้งที่เป็น "อำนาจที่เป็นทางการ" หรืออำนาจที่ถูกต้อง ตามกฎหมายที่รองรับการกระทำหนึ่งๆ อำนาจนี้อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ภาครัฐเท่านั้น อำนาจชนิดนี้มีความชอบธรรมตามกฎหมาย
แต่ในสังคมไทยยังมีอำนาจอีกชนิดหนึ่งที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายคือ "อำนาจที่ไม่เป็นทางการ" หรือ “อำนาจนอกระบบ” หรือการใช้ “อิทธิพล” หรือ “อำนาจป่าเถื่อน” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยที่ไม่มีตัวบทกฎหมายรองรับแต่อย่างใด
อำนาจประเภทนี้สามารถถูกใช้จากบุคคลที่อยู่ในระบบการเมืองและระบบราชการ คนกลุ่มนี้สามารถใช้อำนาจชนิดนี้ได้ก็เป็นเพราะเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจครอบครองและควบคุมอยู่เหนือระบบการเมืองและระบบราชการ อำนาจที่เป็นทางการนี้ หากถูกนำไปใช้อย่างบิดเบือน (Abuse) ในทางที่ผิด เช่น การใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายไปแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพรรคพวก พฤติกรรมหรือการกระทำแบบนี้ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะถูกเรียกว่าการคอร์รัปชันรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการคอร์รัปชันทางด้านเศรษฐกิจ หรือการคอร์รัปชันทางการเมือง (Economic & Political Corruption) ก็ได้
อำนาจชนิดที่ไม่เป็นทางการนี้ ยังอาจถูกใช้จากบุคคลนอกระบบการเมืองและนอกระบบราชการก็ได้ บุคคลที่สามารถใช้อำนาจที่กฎหมายไม่รองรับนี้มักเป็นอดีตนักการเมืองที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่และบทบาทสำคัญทางการเมืองมาก่อน หรือเป็นอดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่เคยมีตำแหน่งสูง และนักธุรกิจที่มีทุนทรัพย์มาก และหรือนักธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยทั่วไปแล้ว นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังมีอำนาจมักนิยมใช้อำนาจที่เป็นทางการควบคู่ไปกับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นทางการ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพวกเขา
จากแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ เรื่องการครอบงำทางการเมืองช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ว่า ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่ง แต่กลับสามารถครอบงำทางการเมืองแก่พรรคการเมืองนั้นได้ เป็นเพราะมีปฏิบัติการด้านการสื่อสาร (Communication - ท่านที่สนใจการทำงานของการสื่อสารกับการแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ทางการเมืองควรอ่านงานของเยอร์เกน ฮาเบอร์มาส - Jurgen Harbermas - ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงงานนี้ เพราะอยู่นอกประเด็นที่เขียน) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ระหว่าง “ตัวการ” (Principal) กับ “ตัวแทน” (Agent)
การครอบงำทางความคิดและการครอบงำอุดมการณ์ทางการเมือง โดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น สามารถกระทำได้ด้วยการเสนอแนะนโยบายทางการเมือง คำขวัญทางการเมือง การเสนอแนะตัวบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และการเสนอแนะว่าคุณสมบัติของบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ตลอดจนการให้คำสัญญาต่างๆ เป็นต้น
การครอบงำด้วยการชักจูงหรือจูงใจให้เห็นคล้อยตามความต้องการของตนนั้น เป็นการครอบงำรูปแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นการครอบงำทางด้านอุดมการณ์ แต่เป็นการครอบงำที่ใช้ Soft power “ตัวการ” หรือ “ตัวกระทำการ” สามารถกระทำการได้ เนื่องจากเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งทางการเมืองและมีทุนทรัพย์มาก
เช่นเดียวกันกับที่นักการเมืองระดับสูงที่ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงพรรคการเมือง โดยต้องการเปลี่ยนแปลงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในพรรคที่เห็นแตกต่างจากตนทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนาของตน จากพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ที่เขาสามารถกระทำการ เช่นว่านี้ได้ ก็เป็นเพราะเขามีอำนาจทางการเมืองที่เป็นทางการอยู่ ซึ่งการใช้อำนาจทางการเมืองแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการคอร์รัปชันทางการเมือง (Political Corruption) การแทรกแซงทางการเมืองดังกล่าวที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นทางการไปครอบงำทางการเมือง หรือมีอำนาจเหนือพรรคการเมือง ลักษณะการครอบงำทางการเมืองแบบนี้เรียกว่าเป็นการครอบงำที่ใช้ผ่านกลไกของรัฐที่มีความรุนแรง (Coercive State Apparatuses)
แง่มุมที่ผู้เขียนนำเสนอขึ้นเป็นเพียงความรู้ชุดหนึ่ง ซึ่งยังมีความรู้ชุดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากในสังคมขณะนี้ มุมมองแบบนี้เกิดจากการเลือกปรัชญาและทฤษฎีของสำนักคิดบางสำนัก หากใช้ปรัชญาและทฤษฎีที่แตกต่างสำนักความคิดกันก็จะมองเห็น “ความจริง” ที่แตกต่างกัน และกลายเป็นชุดความรู้ที่แตกต่างกันได้.
สังศิต พิริยะรังสรรค์
สมาชิกวุฒิสภา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บทสะท้อน... กระแสจิตหมู่... ภาคสังคม .. สู่การเลือกตั้ง!! .. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ..
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
ธรรมชาติโดยธรรม ของผู้นำ ผู้แทน ผู้ปกครอง!
เจริญพร สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องการเลือกผู้นำตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศในโลกตะวันตกพากันเห่อ.. คลั่งไคล้.. จนแพร่ระบาดมาสู่เอเชีย แผ่ไปทั่วบ้านเล็กเมืองน้อย ที่อนุวัตไปตามกระแส โลกาธิปไตย จริงๆ แล้ว มิใช่เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่เกิดการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษยชาติ
เสียงสะท้อน-ข้อเสนอนโยบาย จากภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..
เจาะสนามเลือกตั้งขอนแก่น กระแส-กระสุนวัดกันเดือด!
กลายเป็นอีกสนามเลือกตั้งที่คอการเมืองต่างเฝ้าจับตามองและหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าเก้าอี้สำคัญของ จ.ขอนแก่น มาให้ได้ ดูได้จากการโหมโรงหรือการลงพื้นที่หาเสียงจากทุกพรรคการเมืองที่ล้วนต่างขนขุนพลชั้นนำระดับประเทศมาพบปะ มาปราศรัย มาลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.เขตของตนเอง แม้กระทั่งบางพรรคจะไม่มีตัวผู้สมัครเขต แต่ก็มาขอคะแนนเสียงเพื่อลงคะแนนให้กับ สส.บัญชีรายชื่อกันแทบทุกวันกันเลยทีเดียว
เจ๊นันทนาเพิ่งตื่น! บุก กกต.ขอหารือปมประชามติล่วงหน้า-แสดงตน 2 รอบ
สว.นันทนา บุก กกต.ขอหารือปม ปชช.ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองไม่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ แถมจะใช้สิทธิ์ต้องแสดงตน 2 ครั้งทำเสียเวลา ถาม กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร

