การปะทะกันทางความคิดระหว่างพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้าเพราะเป็นพวกเกลียดชังของเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันต่างๆ วัฒนธรรม จารีตประเพณี อยากยกเลิกเสียให้สิ้น ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปสู่ “ความเป็นของใหม่” และมักจะนิยมใช้ความรุนแรงกับพวกที่ยังรักของเก่าอยู่ (และยังไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ด้วยความรวดเร็วบนความไม่แน่นอนของอนาคต) การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมีทั้งวาทกรรมและการใช้กำลังเข้าทำร้ายกันและกัน ส่วนผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร เราสามารถตรวจสอบทางประวัติศาสตร์ของโลกได้ ดังจะขอยกตัวอย่างให้ดูพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้
1) ประเทศจีนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ (พ.ศ.322-337)
หลังจากที่เจ้านครของรัฐฉินสามารถปราบปรามรัฐอื่นๆ อีก 6 รัฐได้แล้ว (คือ รัฐเว่ย รัฐหาน รัฐเจ้า รัฐฉู่ รัฐเอียน และรัฐฉี) เจ้านครก็ตั้งตนเป็นปฐมจักรพรรดิของประเทศจีน เรียกเป็นภาษาจีนว่า “สื่อหวงตี้” ซึ่งนักประวัติศาสตร์ของโลกเรียกพระองค์ว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ พระองค์พร้อมด้วยลูกสมุนที่รับใช้พระองค์ในการปกครองประชาชนมีความเห็นว่าประชาชนเหล่าใดที่ยังยึดมั่นในวัฒนธรรม จารีตประเพณี ตามที่ลัทธิขงจื้อสั่งสอนไว้ ล้วนเป็นพวกล้าหลัง (ปัจจุบันพวกหัวก้าวหน้าเรียกว่าพวกสลิ่ม)
“พระองค์จึงมีราชโองการให้เผาทำลายตำราทุกชนิด ยกเว้นตำราการแพทย์ การพยากรณ์ และการเพาะปลูก พร้อมๆ กับให้ประหารเหล่าสานุศิษย์ขงจื้อ และนักแสวงอายุวัฒนะกว่า 400 คน โดยการฝังทั้งเป็น นักประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่าการเผ่าตำราเข่นฆ่าปัญญาชน” (จากหนังสือเรื่อง “ประวัติศาสตร์จีน” เขียนโดย โจวเจียรง (Zhoujiarong) แปลโดย 3 อาจารย์ชื่อดัง นำโดย อ.วิไล ลิ่มถาวรานันท์ ด้วยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง, 2547, หน้า 64)
โดยบังคับให้คนจีนทุกคนต้องปฏิบัติตามเฉพาะที่เป็นคำสั่งและกฎหมายของจิ๋นซีฮ่องเต้เท่านั้น เพราะพวกเขาถือว่าความคิดใหม่ ระบบการปกครองแบบใหม่จะทำให้จีนมีความก้าวหน้า จึงจำเป็นต้องทำลายจารีตประเพณีและคำสอนเดิมๆ ให้สิ้น รวมทั้งต้องฆ่าพวกที่เป็น “สลิ่ม” เสียให้สิ้น เพราะขืนปล่อยให้มีชีวิตไว้จะขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ
หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ลูกชายคนเล็กก็วางแผนกับขันทีชั่วแย่งราชสมบัติจากพี่ชายของตน เมื่อชนะแล้วก็ใช้ความโหดร้ายฆ่าทั้งพวกที่เป็นราชนิกุลและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยไปเป็นจำนวนมาก เกณฑ์ราษฎรทำงานอย่างหนัก เก็บภาษีโหด โดยชาวนาทุกคนต้องแบ่งผลผลิต 2 ใน 3 ให้กับกษัตริย์
ความทุกข์ทรมานอย่างทนไม่ไหวจึงทำให้ทั้ง 6 รัฐเก่าลุกฮือขึ้นต่อต้าน นำโดยรัฐฉู่และรัฐอื่นๆ ร่วมกับผู้นำชาวนาคือ หลิว ปัง LIU BANG และกองโจรสลัดนำโดย ยิงบู (YING BU) ซึ่งเป็นพวกนักโทษที่ไม่ยอมไปสร้างสุสานและกำแพงเมืองตามคำสั่งของจักรพรรดิ จนในที่สุดสามารถล้มราชวงศ์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ ผู้นำกบฏที่ชื่อ หลิว ปัง จึงได้รับการยกย่องจากรัฐอื่นๆ ให้เป็นจักรพรรดิในราชวงศ์ใหม่ หลิว ปัง จึงเปลี่ยนชื่อเป็นพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ใหม่จึงประกาศใช้ลัทธิขงจื้อเป็นลัทธิประจำชาติ พวกปัญญาชนที่รอดตายจากการถูกสังหารหมู่เพราะเป็นพวก “สลิ่ม” ก็ถูกเรียกจนจีนเจริญติดต่อกันมาในสมัยราชวงศ์ฮั่นถึง 450 ปี ในขณะที่ราชวงศ์จิ๋นของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้ามีอายุของราชวงศ์ได้เพียง 15 ปีเท่านั้น*
*สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถอ่านได้จากหนังสือชื่อ The Unbroken Chain เขียนโดย Dr.Trairong Suwankiri และศาสตราจารย์ Dr.Wu Ben Li, 2014, หน้า 126-140.
2) ประเทศจีนสมัยเมาเซตุงกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (ค.ศ.1966 ถึง 1976)
เมาเซตุง ในฐานะประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเป็นผู้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องการให้มีการกวาดล้างวัฒนธรรม จารีตประเพณี และความเชื่อดั้งเดิมต่างๆ ในจีนออกให้หมด โดยเฉพาะวัฒนธรรมประเพณีในลัทธิขงจื้อและความคิดแบบทุนนิยมให้เหลือแต่วัฒนธรรมแบบคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตง เท่านั้น จึงได้จัดตั้งกลุ่มหนุ่ม-สาวที่ยังไม่ทันโลก ไม่ทันเกม ออกกวาดล้างผู้ที่มีความเห็นต่างจากประธานเหมา เจ๋อตง เกิดความวิตถารขึ้นหลายอย่าง เช่น ลูกๆ จับพ่อแม่มาอบรมด่าว่า ลูกศิษย์จับครูบาอาจารย์มาอบรม ทุบตี และด่าว่าด้วยศัพท์ที่หยาบคายรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง คนที่มีความคิดแบบทุนนิยมอยู่บ้าง จะถูกถอดถอนจากทุกตำแหน่ง คนอย่างเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับเหมา เจ๋อตง ก็ยังถูกปลดจากทุกตำแหน่งในข้อหาว่าเป็นพวก “สลิ่ม” ส่งไปให้ทำงานเป็นกรรมกรอยู่ในโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์ที่มณฑลเสฉวน ส่วนประชาชนชาวสลิ่มที่ถูกรังแกข่มเหงมีถึง 10 ล้านคน เสียชีวิตไปหลายแสนคน
แต่พอเหมา เจ๋อตง เสียชีวิตในปี ค.ศ.1976 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เล็งเห็นถึงความหายนะและความล้าหลังของประเทศที่พวกหัวก้าวหน้าได้กระทำเอาไว้ จึงรีบเชิญพวกสลิ่ม เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง ขึ้นมามีอำนาจ นำความคิดแบบพวก “สลิ่ม” คือการเปิดประเทศทำมาค้าขายกับชาวโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมจนทำให้จีนพัฒนาเติบโตร่ำรวยและก้าวหน้า จนอเมริกาและยุโรปตามไม่ทันจนถึงปัจจุบันนี้
และเมื่อระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ก้าวหน้านำชาติเจริญจนพอใจแล้ว เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ลาออกจากทุกตำแหน่งมอบหมายให้นายหู จิ่นเทา เป็นประธานาธิบดีต่อจากตน พวกสลิ่มในสายตาของพวกหัวก้าวหน้า (เรดการ์ด) ก็ปกครองจีนต่อๆ กันมาจนเจริญมั่งคั่งมาจนถึงปัจจุบัน
3) ประเทศฝรั่งเศส : หลังจากการปฏิวัติใหญ่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ได้สำเร็จในปี ค.ศ.1789 หลังจากนั้นพวกกบฏผู้มีชัยชนะก็แย่งชิงอำนาจฆ่าฟันกันเอง ประเทศถอยหลังไปร่วม 10 กว่าปี จนในที่สุดเพื่อสนองความต้องการลึกๆ ในหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ ระบบกษัตริย์ก็ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1804 จนถึง ค.ศ.1814 โดยมีนโปเลียนตั้งตนเป็นจักรพรรดิของฝรั่งเศส (หนักกว่าระบบกษัตริย์ที่ถูกพวกหัวก้าวหน้าล้มล้างไปเสียอีก)
จะเห็นว่านโปเลียนเองเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยเข้าร่วมเป็นพวกกบฏล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของฝรั่งเศส แต่ตัวนโปเลียนหาได้รังเกียจตัวสถาบันไม่ ยังคงเห็นความจำเป็นที่ฝรั่งเศสต้องมี เพื่อความมั่นคงของประเทศ จึงได้สถาปนาระบบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ เรียกได้ว่าในหมู่พวกกบฏหรือนักปฏิวัติในปี ค.ศ.1789 นั้น ต้องถือว่านโปเลียนเป็นพวก “สลิ่ม”
แต่ฝรั่งเศสก็ต้องกลับมาใช้พวกสลิ่มให้มาแก้ปัญหาและนำชาติให้แข็งแกร่งเป็นที่นำเกรงไปทั่วทั้งโลก และมรดกที่สำคัญที่สุดก็คือ นโปเลียนเป็นคนสั่งตั้งคณะกรรมการให้ยกร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยพระองค์เองเข้าร่วมประชุมหลายครั้ง ประมวลกฎหมายแพ่งฯ ของฝรั่งเศสยุคนโปเลียนกลายเป็นแม่แบบของประมวลกฎหมายแพ่งฯ แก่ประเทศต่างๆ ไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
สรุป ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า คนในชาติทุกๆ กลุ่ม แม้ความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แต่ไม่ควรถือเป็นศัตรูคิดล้มล้างกันด้วยความรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นในจีนทั้งในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้และสมัยเรดการ์ดของเหมา เจ๋อตง และในสมัยการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 ทุกกลุ่มล้วนมีประโยชน์ ถ้ารอมชอมกันไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกันและกัน คนที่มีหัวก้าวหน้าย่อมมีประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่มีพวกเขาคอยกระตุ้นพวกสลิ่ม (ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ) ก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างจริงๆ จังๆ เอาแต่ตัวเองรอดไปวันๆ (ถือคติของคนขี้ขลาดว่ารักษาตัวรอดเป็นยอดดี)
อย่างที่เห็นอยู่กันในปัจจุบัน แต่ถ้าให้ประเทศต้องไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะความใจร้อนของพวกหัวก้าวหน้า ที่อยู่ในความประมาทโดยไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ประเทศก็จะประสบกับความวิบัติอย่างที่เกิดขึ้นในจีน ค.ศ.1966-1976 และที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสช่วงปี ค.ศ.1789-1804
เฮเกล และคาลร์มากซ์ เชื่อว่าการพัฒนาการของสังคมจากสภาวะเก่าที่เรียกว่า Thesis (ซึ่งก็คือความคิดเก่า) ไปสู่สภาวะใหม่ที่เรียกว่า Anti-Thesis (ความคิดใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า) นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่าสภาวะสังเคราะห์ Synthesis ซึ่งก็คือการนำความคิดเก่าและความคิดใหม่มาสังเคราะห์ให้พอเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางใหม่ให้กับสังคมหรือประเทศชาติ
เชื่อเถอะการใช้ความรุนแรงโดยตั้งตนเป็นศัตรูกันและกัน ไม่มีใครชนะ ทุกฝ่ายจะพ่ายแพ้ สลิ่มคิดจะใช้กำลังปราบความคิดก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ให้หมดได้อย่างไร เพราะความคิดเป็น “นามธรรม” คนพวกหัวก้าวหน้าจะคิดฆ่าแกงพวกสลิ่มให้หมดประเทศได้อย่างไร เพราะพวกเขามีปริมาณมากกว่าพวกหัวก้าวหน้าหลายเท่านัก และความคิดเป็นนามธรรมที่ฆ่าได้ยากมาก
สภาวะสังเคราะห์ (Synthesis) น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ ฝ่าย และสำหรับประเทศเป็นส่วนรวม ถ้าลดสภาวะหลงตัวเอง หลงความคิดตัวเอง หลงในฐานะและผลประโยชน์ของตนเองลงมากันบ้าง
ประเทศนี่ก็ยังพอมีทางออก ไม่ต้องมาชี้หน้าด่ากันอย่างหยาบคาย อย่างที่ทำๆ กัน แล้วจะได้อะไรดีขึ้นมาโดยการทำเช่นนั้นเล่า
ผมขอเรียนว่าความเห็นที่ลงในเฟซบุ๊ก เป็นความเป็นส่วนตัวไ ม่เกี่ยวกับ ปชป.แต่อย่างใด.
ที่มา เฟซบุ๊ก ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"
สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.
บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..
เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์
แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น
“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล
“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

