มหาวิทยาลัยจะไปต่อหรือเตรียมพับเสื่อ

เมื่อพูดถึงความก้าวหน้าในปัจจุบันไม่ว่าเรื่องการพัฒนายกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 การสื่อสารแบบ 5G หรือก้าวข้ามไปถึงเรื่องควอนตัม คอมพิวเตอร์ หรือเมตาเวิร์ส ที่กำลังเป็นกระแสใหม่ในทิศทางที่กำลังถูกอนาคตไล่ล่าอยู่วันนี้! เราคงต้องหันมาใส่ใจการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ในบ้านเรากับการยกระดับความรู้ ทักษะ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพื่อพิจารณาว่าเราอยู่ระดับไหน พร้อมจะปรับตัวเปลี่ยนแปลง หรือยังงงๆ ยืนขาตาย-ขาแข็งปรับตัวไม่ได้ รอให้กาลเวลาพัดพาให้หมดอายุขัยไป ที่เหลือปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรุ่นต่อไปว่ากันเอง! ซึ่งเป็นมิติท้าทายว่ามหาวิทยาลัยไทยจะไปต่อ หรือไปไม่ไหวต้องล้มพับ!

ประการแรก เมื่อส่องโลกใบใหม่วันนี้จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกใบใหม่วันนี้ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงโลกเก่าอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงวันนี้ไม่ใช่การสั่งสมเป็นคลื่นขนาดใหญ่ มีช่วงเวลาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นแบบระนาบคลื่นขนาดใหญ่ แบบการปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่คลื่นพลังงานไอน้ำ สู่ไฟฟ้าและการสื่อสาร สู่ปฏิวัติการเดินทางและอิเล็กทรอนิกส์ สู่อินเทอร์เน็ต ฯลฯ อีกต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางใหม่เป็นแบบกระจัดกระจาย ปรากฏจากนวัตกรรมในเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ในแบบกลุ่มคอมพิวเตอร์ กลุ่มการสื่อสาร กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มการผลิตบริการ กลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจ จนถึงการสร้างระบบนิเวศใหม่ และระบบปฏิบัติการใหม่! ฯลฯ เป็นคลื่นย่อยเปลี่ยนแปลงขนาดเล็ก แต่พลังมหาศาล ใช้เวลาช่วงสั้นๆ!

เมื่อปรากฏความเปลี่ยนแปลงขึ้นก็จะส่งผลต่อ “ความอยู่รอด” และ “การพังทลาย” ของภาคส่วนที่ปรับตัวได้กับส่วนที่ปรับตัวไม่ทัน ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เว้นให้กับการศึกษา การพัฒนาบุคลากร ซึ่งมีตัวอย่างจากการปรับตัวไม่ทันของสถาบันชั้นนำของโลกหลายแห่งที่ตกอันดับหรือต้องปิดตัวเองไป!

ถ้าหันมาพิจารณาเรื่องมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจะพบว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากความก้าวหน้ามากทีเดียว เนื่องจากมหาวิทยาลัยของบ้านเมืองเราไม่ได้ผูกติดกับความก้าวหน้าของประเทศ แต่ผูกติดโยงอยู่กับระบบระเบียบของรัฐราชการเหนียวแน่น! แม้มีความพยายามที่จะปรับแก้ไขระบบระเบียบมาหลายครั้งหลายครา แต่ถ้านำไปพิจารณาเรื่องของความเปลี่ยนแปลงและความเร็วของการเปลี่ยนแปลงในโลกวันนี้ คงได้แค่ไม่เกิน 10 ใน 100 ส่วนของการเปลี่ยนแปลง โดยที่กว่า 90% ยังติดอยู่ในกับดักของความคิดเก่า ระบบระเบียบเก่า ตำรับตำราและทักษะเก่า ความเชื่อเก่า!

การขาดช่องทางผูกโยงที่จะสร้าง พัฒนาการต่อยอดไปสู่ทิศทางใหม่จนถึงการได้มาของผู้บริหาร ล้วนขับเคลื่อนด้วยระเบียบรัฐราชการที่ไม่ใช่การขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้า! นี่คือเศษซากตัวตนความล้าหลังที่แฝงฝังอยู่อย่างไม่รู้ตัวของยุคสมัยดีๆ นี่เอง มันเป็นสภาวะที่กอดมัดความเคลื่อนไหวของสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยระบบระเบียบของรัฐราชการและกับดักความคิดเดิมๆ ที่ส่งต่อมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนปัจจุบัน รวมถึงสภาพที่รัฐไม่ได้สร้างระบบนิเวศใหม่ทางการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบโจทย์ความก้าวหน้าจนทุกวันนี้ ผลที่ซ่อนลึกลงไปคือหายนะล้วนๆ!!!

ส่องดูโลกที่เปลี่ยนไปวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีผู้บริหารระดับนายกสภาฯ หรืออธิการบดีสถาบันบางแห่ง ยังผูกตัวเองโยงกับอำนาจ ระบบระเบียบ มีความคิดที่มืดมิดต่อความก้าวหน้า ความเป็นธรรม ความเสมอภาคในการบริหารจัดการองค์กร! ยังผูกติดแน่นอยู่กับพวกพ้อง ผลประโยชน์ และการจัดการที่ไร้สำนึกต่อความก้าวหน้า มืดบอดต่อความความเปลี่ยนแปลง อาศัยตำแหน่งแห่งที่หาอยู่-หากินไปวันๆ ตามที่ระเบียบรัฐราชการเกื้อหนุน แม้แต่จะอาวุโสแก่เฒ่าเกินเวลาแล้วก็ยังพยายามบงการ กำกับหาประโยชน์ แสดงตนแห่งอำนาจ แสวงหาประโยชน์อย่างไม่อายฟ้าดิน นี่คือผู้ก่อชะตากรรมอันเลวร้ายให้กับบ้านเมืองอย่างไม่น่าให้อภัย!

ในโลกใบใหม่ ผู้คนควรตระหนักสำนึกว่าสถาบันการศึกษาเป็นองค์กรที่มีพันธสัญญา มีความมุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าใหม่ ต้องวิเคราะห์ให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องเห็นตำแหน่งแห่งที่ขององค์กร/สถาบันว่า ในความก้าวหน้านั้นตำแหน่งที่ของตัวเองอยู่ตรงไหน? เพื่อจะได้จัดวางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีให้มีแบบแผน ขั้นตอนสู่ความเปลี่ยนแปลง และจัดปรับส่วนที่ไร้ประโยชน์ ไร้อนาคตให้อ่อนตัวลง ส่งเสริมส่วนที่มีอนาคต มีความก้าวหน้าให้เติบโตขึ้นแทน เพราะความเร็วของความเปลี่ยนแปลง (Speed Of Change) ในโลกใบใหม่นี้ไม่รอคอยใคร มันเป็นธรรมชาติของโลกใบใหม่ที่เปลี่ยนทุกอย่างได้รวดเร็ว และจะส่งผลต่อติดทาง 2 ทิศทางที่สำคัญคือ “วิกฤต” หรือ “โอกาส” หากปรับตัวไม่ได้ก็จะถูกเหวี่ยงไปอยู่ในโหมดของวิกฤต ถ้าปรับตัวได้รวดเร็ว รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ก็จะพบเห็นโอกาสมากมหาศาล นี่คือโลกใบใหม่ที่เปลี่ยนไป!

วันนี้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาต้องจัดวางตัวเองสู่อนาคตให้เห็นแจ้งแทงตลอด อ่านตัวเองให้ทะลุปรุโปร่ง และกำหนดความชัดเจนในการปรับตัวจากปัจจุบันขณะขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทั้งองค์กร บุคลากร พร้อมสร้างระบบนิเวศการเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์กร ให้ประจักษ์ความก้าวหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ถ้าวันนี้มหาวิทยาลัยและกระบวนการพัฒนาบุคลากรทำไม่ได้ การมีวันพรุ่งนี้ขององค์กรนั้นๆ ก็จะค่อยๆ ริบหรี่และดับลงอย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้อีกแล้ว!.

โลกใบใหม่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..