จากสุวรรณภูมิ.. สู่แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๑๑) พรรษาประวัติศาสตร์ (ปี ๒๕๖๕) .. ณ นครตักกศิลา

  • สู่     .. ร่องรอยอารยธรรมพุทธศาสนา ในอาณาจักรกุษาณะ (เปศวาร์/ปุรุษปุระ)

 

               ..ร่องรอยแห่งความเจ็บปวดแสนสาหัส..

               กำลังคืนกลับ ผลิเป็นดอกผลบานสะพรั่ง

               เพื่อส่งคืนกลับแก่เจ้าของผู้กระทำ..

               ผู้ร่วมกระทำ .. ผู้ยินดีในการกระทำ

               ภายใต้ กฎแห่งกรรม.. อำนาจแห่งธรรม..

                                             บันทึกบนเส้นทาง Khyber journey

                                                            อารยวังโส ภิกขุ

                                                                           ๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

 

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... จากที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว... เมื่อได้ติดตามศึกษาเส้นทางของหลวงจีนฟาเหียนหรือพระภิกษุฟาเหียน ที่ออกจากเมืองจีน จาริกไปเพื่อแสวงหาคัมภีร์พระไตรปิฎกในชมพูทวีป (อินเดีย-ปากีสถาน) ในระหว่าง พ.ศ.๙๔๒-๙๕๗ รวม ๑๕ ปี ดังบันทึกในหนังสือจดหมายเหตุแห่งพุทธอาณาจักร.. จึงได้ทราบเรื่องราวอีกหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปสู่สมัยพุทธกาล อันควรนำมาพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเป็นการบันทึกจากการเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองในพื้นที่ร่องรอยอารยธรรมทางพุทธศาสนา.. สมัยคันธาระอย่างแท้จริง ดังปรากฏเรื่องราวในตอนนี้ เมื่อหลวงจีนฟาเหียนพร้อมเพื่อนภิกษุจีนเดินทางบรรลุถึงราชธานีปุรุษปุระ แห่งอาณาจักรกุษาณะ ที่พุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุดในฝ่ายเหนือของชมพูทวีป.. หลังจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชผ่านไปแล้ว.. โดยมีผู้รู้ได้แบ่งห้วงเวลาของพุทธศาสนาภายหลังพุทธปรินิพพานไว้ ๔ ระยะ ได้แก่

               ระยะที่ ๑ ระหว่าง พ.ศ.๑๐๐–พ.ศ.๔๐๐ (หินยานแปลงรูป)

               ระยะที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ.๔๐๐–พ.ศ.๗๐๐ (มหายานตอนต้น)

               ระยะที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ.๗๐๐–พ.ศ.๑๒๐๐ (มหายานตอนกลาง)

               ระยะที่ ๔ ระหว่าง พ.ศ.๑๒๐๐–พ.ศ.๑๗๐๐ (มหายานตอนปลาย สู่ความสูญสลายของพุทธศาสนาในชมพูทวีป)

               จากห้วงเวลาทั้ง ๔ ระยะ จะเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงผันแปรของพระพุทธศาสนาที่ดำเนินไปโดยพุทธบริษัทสี่.. ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เพื่อการส่งสืบต่อพระพุทธศาสนาไปตามทัศนะ.. ทิฏฐิ.. แห่งตนและหมู่คณะ จนถึงที่สุดแห่งความสูญสลาย อันแสดงความเป็นปกติของความจริง ที่ว่า... “สัพเพ สังขารา อนิจจัง สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ!”

สำหรับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาที่แบ่งเป็นนิกายต่างๆ มากถึง ๑๘ นิกาย ย่อมสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของความล้มเหลวในการปรับเปลี่ยนตัวเอง (พุทธศาสนาในความเป็นคณะและนิกาย) ไปตามสภาวะความกดดันที่เกิดจากทั้งภายนอกและภายใน.. กระทำต่อพุทธศาสนาในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความกดดันจากปัญหาภายใน.. ที่สรุปให้เห็นได้จริงตามลักษณะที่ปรากฏว่า...

มี ๒ คณะใหญ่ ที่แตกย่อยไปสู่ความเป็นนิกายย่อยๆ ถึง ๑๘ นิกาย ที่ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปรับเปลี่ยนตนเอง (พุทธศาสนาในความเป็นคณะและนิกาย) ไปตามสภาวะสังคมที่ส่งพลังกดดัน.. กระทำต่อพุทธศาสนาในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความกดดันจากปัญหาภายใน..

จึงควรอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายในองค์กรพุทธศาสนา จะได้พิจารณา ทบทวน ตรวจสอบ ศึกษา ค้นหาความจริงดังกล่าว ว่า... “เหตุปัจจัยอันใดหนอ.. ที่ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากชมพูทวีป.. แผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนา...!!”

..บนร่องรอยเส้นทางของหลวงจีนฟาเหียนที่ถูกบันทึกไว้ว่า.. เป็นการเดินทางเผชิญสืบเรื่องราวความเป็นจริงต่างๆ ดังที่ปรากฏในบันทึกของหลวงจีน.. ซึ่งนับว่ามีคุณประโยชน์ยิ่ง... แต่เมื่อมาผสมผสานกับความคิดเห็นของตนเองและคณะ.. ในความเป็น พุทธปฏิรูป.. จึงควรระวังต่อการเสพข้อมูล ด้วยได้เห็นปรากฏการณ์จากเรื่องราวต่างๆ ที่ออกจะผิดเพี้ยนไปจาก สัจธรรม ที่เป็น อริยสัจธรรม ๔ อันเป็นแก่นธรรมสาระความรู้แท้จริงของความเป็นพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และประกาศหรือแสดงไว้ดีแล้ว ซึ่งสามารถนำสืบค้นหาความเป็น สัจธรรม แท้จริงได้อย่างชัดเจน.. ตรงตามหลักการ อุดมการณ์ และข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา.. ที่มีแบบแผนตรงตามพระสัทธรรมดั้งเดิม ไม่ใช่ สัจธรรมปฏิรูป ที่เกิดขึ้นมาในภายหลังจากคณาจารย์ต่างๆ

ดังนั้น จึงควรพิจารณาตรวจตราให้ละเอียดในเรื่องราว.. ความคิดเห็นที่ถูกผูกขึ้นมานำเสนอ โดยเฉพาะการอ้างหลักธรรมคำสั่งสอนหรือลักษณะธรรมในวิถีพุทธศาสนา ดังปรากฏในบันทึกจดหมายเหตุแห่งพุทธอาณาจักรที่มีความโน้มเอียงไปทาง เทวนิยม ผู้ศึกษาจึงควรระมัดระวัง ควรรู้จัก “โยนิโสมนสิการ” ในทุกๆ เรื่อง.. และพึงคำนึงถึง หลักกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้าประทานให้ไว้ว่า... “อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งนั้นๆ... ก่อนพิจารณาตรวจตราโดยแยบคายให้เห็นตามความเป็นจริง (ที่เป็นสัจธรรม) ว่า... มีประโยชน์และเหมาะควรหรือไม่...” ดังที่ได้ตรัสไว้ว่า...

               ..อย่าถือ โดยการฟังตามๆ กันมา

               ..อย่าถือ โดยการปฏิบัติสืบกันมา

               ..อย่าถือ โดยการบอกกล่าวเล่าลือกันมา

               ..อย่าถือ โดยการอ้างอิงตำรา .. พระไตรปิฎก

               ..อย่าถือ โดยการเดา

               ..อย่าถือ โดยการคาดคะเน             

               ..อย่าถือ โดยการตรึกตรองตามอาการ

               ..อย่าถือ โดยชอบใจว่าตรงตามความคิด (ทิฏฐิ) ของตน

               ..อย่าถือ โดยผู้พูดเป็นคนน่าเชื่อถือ

               ..อย่าถือ โดยการนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

               หลักความไม่เชื่องมงาย ๑๐ ประการนี้.. มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาค้นคว้าในทุกเรื่องราว มิใช่เฉพาะเรื่องคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในสังคม Social Media .. โลกไอทีปัจจุบัน...

..จริงๆ แล้ว ในเรื่องราวต่างๆ ของพุทธศาสนาที่ปรากฏในบันทึกของหลวงจีนฟาเหียน นับว่ามีประโยชน์มากในด้านความมีอยู่จริงของสถานที่สำคัญของพุทธศาสนาในยุคสมัยนั้น.. (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐) ที่ส่งสืบต่อกันมา...

จึงทำให้เห็นร่องรอยความเป็นจริงในทุกด้าน โดยเฉพาะในการสืบค้นของฝ่ายโบราณคดี ที่ส่วนใหญ่ได้อ้างอิงอาศัยบันทึกของพระภิกษุชาวจีน ไม่ว่าจะพระภิกษุฟาเหียน.. พระภิกษุถัมซัมจั๋ง.. เป็นต้น

ดังในห้วงเวลาที่อาตมา (MV. Arayawangso) ได้รับนิมนต์ (กระทำสัตตาหกรณียะฯ) มาปฏิบัติศาสนกิจที่เปศวาร์ .. โดยออกเดินทางมาตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ จากนครตักศิลา สถานที่อธิษฐานจำพรรษาประจำปี ๒๕๖๕ จึงได้ถือโอกาสในช่วงเวลาดังกล่าวจาริกทัศนศึกษามรดกโลกทางพุทธศาสนาในเขต Khyber Pakhtunkhwa หรือรัฐเคพี ในปากีสถานด้วย ซึ่งนอกจากแหล่งพุทธศาสนามรดกโลก เช่น ศาสนสถานตักอิบาหิ (Takht-e-Bahi) ที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า ตัก-ไบ แล้ว... เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๕.. ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชม-สักการะ Buddhist Stupa ที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ ใกล้ Khyber Pass ชาวบ้านในย่านนั้นจึงเรียกพระสถูปดังกล่าวอีกชื่อหนึ่งว่า Khyber Top.. ซึ่งเป็นมหาสถูปหนึ่งเดียวของพระพุทธศาสนาในยุคราชวงศ์กุษาณะ อันเป็นศิลปะคันธาระ ที่ตั้งตระหง่านบนภูเขา ติดทางรถไฟ (เป็นเส้นทางเชื่อมการคมนาคมระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานในอดีต สร้างสมัยที่อังกฤษปกครอง..) ที่ในปัจจุบันถูกปล่อยทิ้งร้างไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยผลพิษทางการเมืองระดับโลก ที่เป็นเหตุให้เกิดขบวนการก่อการร้ายขึ้นในพื้นที่เชื่อมโยงรอยต่อระหว่างสองประเทศสืบเนื่องมายาวนาน...

จึงไม่แปลก หากได้ไปเห็นการเร่งทำงานบูรณะพระมหาสถูปที่ใช้ชื่อว่า Buddhist Stupa” ที่อยู่ท่ามกลางกองกำลังของฝ่ายทหารรัฐบาลปากีสถาน ที่ตั้งกองกำลังรักษาการณ์บนภูเขาลูกนั้น.. ซึ่งเป็นที่หวงห้ามมิให้คนโดยทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปได้.. โดยมีการวางกองกำลังเฝ้ารักษาความปลอดภัยหลายแห่งบนถนนที่ทอดยาวผ่านเข้าไปในหุบเขาที่สลับซับซ้อนมากมาย... (ติดตามอ่านตอนต่อไป)

 

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากสุวรรณภูมิ.. สู่แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๑๒) พรรษาประวัติศาสตร์ (ปี ๒๕๖๕) .. ณ นครตักกศิลา

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... จากที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว... แต่ด้วยการจัดการประสานงานของกองโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์เปศวาร์.. รัฐ KP Dr.Abdul Samad Director Archeology & Museums จึงได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าไป

มองการเมืองไทยหลัง 30 ก.ย. เสียงสะท้อนถึงแกนนำ ปชป. เราต้องเลิกหลอกตัวเอง

ประชาธิปัตย์จะเติบโตในภาคใต้อีกได้ ต้องเลิกหลอกตัวเองก่อนว่าทุกอย่างกำลังดี เราต้องยอมรับปัญหาอย่างที่มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็ต้องทบทวนตัวเอง...จนถึง ณ วันนี้ ผมยังไม่เห็นว่าเราจะดีกว่าเดิม อันนี้พูดตรงๆ เราต้องไม่หลอกตัวเองก่อน แต่ยังมีเวลาที่จะพลิกฟื้นตัวเองได้ คือต้องมีจุดยืนที่ชัดในทางการเมือง

รถไฟไทยยุคใหม่ การขับเคลื่อนสร้างความก้าวหน้าใหม่

รถไฟไทยวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มีการพัฒนาเร่งปรับตัว-ปรับระบบ-ปรับบริการ และขยายขีดความสามารถให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวันนี้อย่างต่อเนื่อง โลกวันนี้ระบบรางพัฒนาขึ้นเป็นระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ที่สำคัญ

'จุฑาพร' คณะทำงาน ศก.เพื่อไทย พื้นที่การเมืองกับคนรุ่นใหม่

เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะหลายอย่างที่เพื่อไทยเสนอ เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ พรรคเพื่อไทยฟังเสียงประชาชนทุกรุ่น ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่ม พรรคมีนโยบายสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

EEC ร่วมสร้าง “ศรีราชา..เมืองน่าอยู่ Wellness City”

ความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของภาคตะวันออก โดยเฉพาะเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษ หรืออีอีซี กำลังปรับตัวเปลี่ยนไปมากในกระแสการพัฒนาครบมิติที่อีอีซีจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หมายถึงการพัฒนาที่นอกจากจะปรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม

จากสุวรรณภูมิ.. สู่ แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๑๐) อธิษฐานจำพรรษา .. ณ นครตักศิลา ปี ๒๕๖๕ .. สู่.. การประดิษฐาน Bell of Peace แห่งที่ ๓ ณ หุบเขาสวัต.. ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... ติดตามต่อจากตอนที่แล้ว.. พระสงฆ์ทุกรูปจึงได้เดินทางกลับที่พักบ้าน Miangul Aurangzeb .. ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์สวัต (Swat Museum) ใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ นาทีในการเดินทาง เพื่อไปบิณฑบาตและรับถวายสังฆทาน