จับตาดีลยักษ์โทรคมนาคม จากสนามแข่งสู่พาร์ตเนอร์

การควบรวมกิจการของ TRUE และ DTAC จะยิ่งบีบให้ผู้บริโภครายย่อยขาดทางเลือกในการใช้บริการ และเป็นการลดอำนาจการต่อรองของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะถูกเอาเปรียบจากเอกชนผู้ให้บริการมากขึ้น โดยมองว่าสิทธิของผู้บริโภคจะต้องมีอิสระในการเลือกผู้ให้บริการ ดังนั้นผู้ให้บริการจะต้องมีความหลากหลายในตลาดมากกว่านี้

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์เกิดดีลสะท้านวงการ สำหรับการประกาศความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) ของเครือซีพี และกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งมีความพยายามในการควบรวมกิจการของผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) เข้าด้วยกัน 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะมีการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ ที่จะยกระดับจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมมาเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือ Tech Company ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ ซึ่งจะเน้นการสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม ซึ่งมุ่งหวังจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีระดับภูมิภาคอีกด้วย 

เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพาร์ตเนอร์

อย่างที่ทราบกันดี ก่อนหน้านี้ทั้งสองบริษัททั้งดีแทคและทรูต่างก็แข่งขันกันอย่างดุเดือด ผลัดกันแย่งชิงส่วนแบ่งอันดับ 2 และ 3 มาโดยตลอด แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสองบริษัทตัดสินใจที่จะหันหน้าคุยและจับมือเป็นพาร์ตเนอร์นั้นมีหลายปัจจัย

ประการแรก ธุรกิจขยายตัวยาก เห็นได้ชัดว่าในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาจากโควิด ส่งผลต่อธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงธุรกิจโทรคมนาคมด้วย ดังนั้นการเติบโตโดยใช้การซื้อกิจการหรือ การควบรวมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยผลักดันธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า 

ประการที่สอง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน ซึ่งการที่ทั้งสองบริษัททำการควบรวมกันจะทำให้มีจำนวนลูกค้าในมือเพิ่มขึ้นทันที เกิดการประหยัดต่อขนาด (economies of scales) ลดการลงทุนซ้ำซ้อน โดยเฉพาะเรื่องของการขยายเน็ตเวิร์ก ซึ่งก็จะทำให้สามารถขยับรายได้ขึ้นมาทัดเทียมสูสีกับเจ้าตลาด

ประการที่สาม ธุรกิจโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนแปลงสู่ยุคขาลง เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมนั้นไม่สามารถที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกแล้ว อันเนื่องมาจากตลาดค่อนข้างอิ่มตัว ประชากรเกือบ 100% ใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตกันเกือบหมดแล้ว ตั้งแต่การเติบโตในแง่ฐานลูกค้านั้นจะมีน้อยมาก จะเพิ่มรายได้แค่เพียงบริการเสริมที่นำเสนอต่อลูกค้า ดังนั้นบทบาทของผู้ให้บริการของธุรกิจโทรคมนาคมก็เป็นแค่ Dump Pipe ที่ทำหน้าที่สร้างเครือข่ายรับส่งข้อมูลเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใดๆ

ปรับโครงสร้างเพื่ออยู่รอด

ในมุมมองของ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์กรุ๊ป มองว่า ธุรกิจโทรคมนาคมในอดีต (อาจย้อนไปราว 20 ปีก่อน) ซึ่งประเทศไทยมีการแข่งขันระหว่าง เอไอเอส ทรู และดีแทค เป็นการเติบโตอย่างมีศักยภาพ แต่ภาพการเติบโตนั้นได้จบลงไปแล้ว และบริษัทสื่อสารต้องมีการปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่การเป็น เทคคอมพานี ซึ่งซิกเว่เปรียบการมาถึงของโลกการแข่งขันในอนาคต 20 ปีข้างหน้าที่เต็มไปด้วย AI, 5G หรือ 6G, คลาวด์ และ IoT ว่าเป็นเหมือน Perfect Storm (สถานการณ์ย่ำแย่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน) และถ้าบริษัทโทรคมนาคมไม่เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจก็จะถูกพายุดังกล่าวทำลายลงอย่างแน่นอน

สอดรับกับความคิดเห็นของ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom Landscape) ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเทคโนโลยีใหม่และตลาดที่เปิดกว้างต่อการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคเข้ามาเสนอรูปแบบบริการดิจิทัลมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว

 “ทุกวันนี้ การทำให้วิถีชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการโทรคมนาคมมีบทบาทน้อยลงเรื่อยๆ จนมีคนเรียกหมวดสื่อสารว่าเป็น Dump Pipe หรือท่อที่ไม่ฉลาด สิ่งที่เราเผชิญคือ การเปลี่ยนจากยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของข้อมูล หรือ BigData ไปสู่การเป็น 5.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI, คลาวด์ ตลอดจนฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ และ Space Technology ซึ่งประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และเราก็เล็งเห็นว่าตัวเราทั้งสองบริษัทก็มีข้อจำกัด ที่ว่าเราไม่สามารถเพิ่มมูลค่าต่อได้ ข้อจำกัดที่ว่าเรายังเป็นผู้ประกอบการที่ทำโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเป็นหลัก ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้บริโภคและประเทศไทยได้”

ประชาชนได้อะไรจากการควบรวม

ประเด็นนี้หากมองในเชิงธุรกิจต้องบอกว่า ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้ประโยชน์แน่นอน เพราะการแข่งขันลดลง และผู้ให้บริการสามารถฮั้วราคากันได้ง่าย และยิ่งส่งผลดีต่อการสร้างกำไรให้บริษัท แต่ในภาคประชาชนและลูกค้าได้ประโยชน์อะไร ในส่วนนี้ นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ให้ความเห็นเผยแพร่ลงบนหน้าเว็บไซต์ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคว่า การควบรวมกิจการของ TRUE และ DTAC จะยิ่งบีบให้ผู้บริโภครายย่อยขาดทางเลือกในการใช้บริการ และเป็นการลดอำนาจการต่อรองของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะถูกเอาเปรียบจากเอกชนผู้ให้บริการมากขึ้น โดยมองว่าสิทธิของผู้บริโภคจะต้องมีอิสระในการเลือกผู้ให้บริการ ดังนั้นผู้ให้บริการจะต้องมีความหลากหลายในตลาดมากกว่านี้

พร้อมกันนี้ นอกจากผู้บริโภคที่อาจจะเสียผลประโยชน์แล้ว อาจยังมีโอกาสกระทบไปถึงหน่วยงานและองค์กรต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยยกตัวอย่างการประมูลคลื่นโครงข่าย 5G ที่เพิ่งจบไปไม่นานว่า หากอนาคตเหลือผู้เล่นในตลาดเพียง 2 รายในการประมูลอื่นๆ ที่จะมาถึง แม้แต่ภาครัฐเองก็จะได้รับผลกระทบจากรายได้ส่วนนี้ที่จะลดลงด้วยเช่นเดียวกัน 

กสทช.ทำอะไรได้บ้าง

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน) ระบุว่า เรื่องการรวมกิจการของทั้งสองค่ายยังเป็นขั้นตอนการเจรจา ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป และยังไม่แน่นอนว่าจะเกิดการรวมกิจการกันหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลยังเป็นการพูดคุยถึงการควบรวมในบริษัทแม่ ไม่ใช่ทรูมูฟ เอช และดีแทค ไตรเน็ต (บริษัทลูก) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม จึงต้องพิจารณาว่าบริษัทแม่มีกิจการและจะรวมกิจการอะไรบ้าง ในส่วนกิจการโทรคมนาคมนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช.อย่างแน่นอน แต่หากมีบริษัทลูกที่ประกอบกิจการอื่นและอยู่ในกรอบการเจรจารวมกิจการในครั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายแข่งขันทางการค้า 

ในส่วน กสทช. มีประกาศหลักที่กำกับดูแลในกรณีนี้ คือ ประกาศเรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 (ประกาศแข่งขัน) และประกาศเรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม (ประกาศรวมธุรกิจ) ซึ่งสามารถกำกับดูแลในส่วนนี้ได้ 

อย่างไรก็ดี ดีลนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายเดือน ซึ่งทั้งสองบริษัทก็จะต้องทำการสอบทรัพย์สิน และต้องเข้าหารือกับหน่วยงานที่กำกับดูแลซึ่งถือกฎหมายทั้งหมด ทั้ง กสทช. คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) รวมไปถึงขั้นตอนในแง่มุมของตลาดทั้ง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และอีกมายมาย ซึ่งกว่าจะชัดเจนว่าดีลนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ หรือจะมีทางออกไปในทิศทางที่ต่างจากนี้ ก็คงจะเห็นภาพได้อย่างเร็วสุดคือไตรมาส 1 ปี 2565.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..