เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เดือนมีนาคม เป็นห้วงเวลาต้องจาริกไปพักกายจิตในสัปปายสถาน ตามป่า ภูเขา เพิงถ้ำ ริมลำธาร น้ำตก ที่ไหลตลอดทั้งปี ซึ่งคงไม่มีพื้นที่ใดเหมาะควรยิ่งเท่ากับภาคใต้ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเกาะภูเก็ต กลางทะเลอันดามัน หรือแม่น้ำ ลำธาร น้ำตก ตามป่าภูเขาแถวนครศรีธรรมราช ที่อยู่ในเขตสวนป่าธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ ที่ดูแลโดย กรมอุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้..
ด้วยค่า PM ที่สูงลิ่วแถวเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ในห้วงเวลาที่ผ่านมา และแม้แต่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล จึงจำเป็นต้องจรจำลาจากภาคเหนือ.. ภาคกลาง เดินทางสู่ภาคใต้ เพื่อแสวงหาอากาศที่ดีให้กับปอด.. สัปปายธรรมที่ดีให้กับจิตใจ
ตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาคมที่ผ่านมา จึงขึ้นไปพำนักพักบนพระธาตุภูหว้ารัตนคีรี สำนักฯ วัดป่าเทสรังสี ที่ตั้งอยู่บนป่าต้นน้ำ เทือกเขานาคเกิด อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปี แถมความชุ่มชื้นฉ่ำแฉะในช่วงฝนตกหนัก ที่เล่นเอาจีวร ผ้าคลุม ชื้นไปตลอดคืนวัน จึงไม่แปลกที่ต้องมีพุทธานุญาตให้มีโรงไฟ เพื่ออบผ้าไล่ความชื้นได้ มิฉะนั้น.. คงจะต้องรบกวนญาติโยม ให้ต้องทนดมกลิ่นเหม็นอับชื้นจากจีวรที่ห่มคลุมลงมาบิณฑบาตในยามเช้า..
การอยู่ป่าของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา.. นับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังที่ทรงบัญญัติให้เสพคบเสนาสนะป่า.. ภูเขา เรือนร้าง เพื่ออบรมจิตภาวนา เจริญสติปัฏฐาน ๔.. ที่ต้องแสวงหาความวิเวกเป็นภักษาหารทางจิตใจ.. อันเกื้อกูลต่อการกระทำความเพียรทางอธิจิต.. ซึ่งเป็นหน้าที่ทางอุดมการณ์ของสมณศากยบุตร..ในพระพุทธศาสนา
เดือนมีนาคม.. จึงเป็นห้วงเวลาแห่งการเจริญภาวนาอบรมจิตอย่างเข้มข้น.. และจะสืบเนื่องต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม.. ภายหลังเสร็จกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรง.. และโดยอ้อมตามหน้าที่ทางสงฆ์...
ห้วงเวลานี้.. จึงพยายามหลีกเลี่ยงการรับกิจนิมนต์ที่ไม่จำเป็นออกไป คงไว้เฉพาะการแสดงธรรม อบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรม ในฐานะ พระวิปัสสนาจารย์..
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในป่า.. หรือกลับมาพำนักที่วัด.. แม้ยามเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่ต่างประเทศ.. สิ่งหนึ่งไม่เคยงดเว้น คือ การเขียนคอลัมน์ปักธงธรรม.. เพื่อจะได้นำคณะศรัทธาสาธุชนออกศึกษาปฏิบัติธรรม.. ร่วมศาสนกิจตามไปด้วย โดยสื่อผ่านทาง คอลัมน์ปักธงธรรม หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์.. ซึ่งแม้ในยุคดิจิทัล “ไทยโพสต์” .. ก็ยังทำหน้าที่สื่อสิ่งพิมพ์ ยืนหยัดสืบเนื่องมาอย่างเข้มแข็ง นับว่าไม่ธรรมดาเลย สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางสังคมมากมาย.. จนเข้าสู่ ยุค Disruption ด้วยอิทธิพลของสื่อไอที.. ที่เล่นเอาสื่อหลายฉบับต้องจำใจปิดสำนัก.. บอกอำลาแฟนๆ ญาติมิตรที่ติดตามกันมายาวนาน อย่างไม่หวนคืนกลับมาอีกต่อไป
“ไทยโพสต์” ยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร.. ในท่ามกลางกระแสสื่อดิจิทัล ที่ผุดบานทะลักไปทุกครัวเรือน.. เรื่องดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหาร.. นักธนาคารการเงิน.. นักปกครอง.. นักนิเทศศาสตร์-สื่อสิ่งพิมพ์.. โดยเฉพาะนักการเมือง.. น่าจะนำไปเป็นหัวข้อ กรณีศึกษา.. เพื่อเป็นแบบอย่างของคำว่า.. ไม่โกงกิน.. ไม่เสพคบธุรกิจสีเทา.. ไม่ต้องชั่วตาม.. แต่ก็อยู่ได้.. และไม่ต้องมีอำนาจใดทั้งนอกระบบ.. ในระบบมาค้ำชู..!!
จึงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง.. โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่.. ที่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีอุดมการณ์ที่มั่นคง ซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อการ อ้างอิงคุณธรรมความดี..
โดยเฉพาะพรรคการเมือง.. ที่ต้องการสืบสานอุดมการณ์.. เพื่อมุ่งประโยชน์มหาชนอย่างแท้จริง.. ควรอย่างยิ่งต่อการนำกรณีไทยโพสต์ยืนหยัดดำรงอยู่ในหัวใจศรัทธาญาติโยมได้อย่างมั่นคง เพื่อการเข้าให้ถึงแก่นสาระแห่งชีวิตของไทยโพสต์ว่า.. “ยืนหยัด ดำรงอยู่.. แน่วแน่ในอุดมการณ์อย่างสืบเนื่อง.. ได้อย่างไร.. ในโลกที่ดำเนินไปภายใต้ระบบปัจจยการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนปมมากมายเช่นนี้” โดยไม่ต้องเปลี่ยนสีไปตามสมัย จนเสียรูปลักษณ์พรรคอุดมการณ์ของประชาชน ที่บรรพชนทางการเมืองของพรรคก่อร่างสร้างฐานเอาไว้.. ให้อนุชนรุ่นต่อไปส่งสืบต่อไป.. อย่างน่าเสียดาย.. ดังที่ปรากฏในกระแสสังคมปัจจุบัน..!!
เรื่อง อุดมการณ์ .. จึงเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษยชาติในทุกภาคส่วน.. ไม่ว่าต่อตนเอง ครอบครัว หรือชุมชน.. สังคม..
“อุดมการณ์” เป็นนิยามของคำที่มีความหมายต่อเอกลักษณ์ของมนุษยชาติ.. ที่ไม่เป็นไปในสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย..!!
มนุษย์จึงมี.. วิวัฒนาการให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่แน่วแน่ในความมี มนุษยธรรม... จึงเกิดศาสนาเป็นสรณะในหมู่มนุษยชาติ!!
ไม่ว่ากาลใด.. สมัยใด.. หรือยามที่ต้องพานพบกับกระแสวิกฤตการณ์ใดๆ.. สิ่งหนึ่งที่หลอมรวมมนุษยชาติให้อยู่ร่วมบนแกนความคิดอันเดียวกันได้ คือ.. การมีอุดมการณ์เดียวกัน!!
ดังพระพุทธศาสนา.. ที่ให้ความสำคัญกับคำว่า “อุดมการณ์” สูงสุดต่อการหลอมรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน.. ดังปรากฏอยู่ในองคาพยพของพระโอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศให้มี “อุดมการณ์ นำหลักการและข้อปฏิบัติ”
แม้หลายๆ ครั้ง .. จะมีคณาจารย์.. เถราจารย์ ผู้รู้ทั้งหลาย จะพยายามจัดวาง นำเอาหลักการขึ้นหน้าอุดมการณ์.. เพื่อสะดวกต่อการกล่าวถึง
แต่.. ที่สุด เมื่อต้องอธิบายไปในความหมายของโครงสร้างพระโอวาทปาฏิโมกข์.. ตามแบบฉบับของพระพุทธองค์.. จะหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวนำถึงการประกาศอุดมการณ์ก่อนเสมอ.. เพื่อแสดงความเป็นจริงของลักษณะธรรม.. แห่งชุมชนของพุทธศาสนา ว่าจะต้องมี อุดมการณ์เดียวกัน อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริษัทในพุทธศาสนา ไม่ว่าภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา.. ที่จะต้องมี “หัวใจเดียวกัน.. อุดมการณ์อันเดียวกัน”
ก่อนที่จะขับเคลื่อนไปสู่บริบทของการปฏิบัติ.. ว่า จะปฏิบัติตนอย่างไรในฐานะเป็นสมาชิกขององค์กรเดียวกัน.. ที่ต้องมี สีลสามัญญตา-ทิฏฐิสามัญญตา!!
สองคำนี้คือ “ศีล–ทิฏฐิ..” ที่ต้อง สามัญญตา.. จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็นคำตอบโดยธรรม.. ตรงธรรม.. เป็นธรรม.. ว่า.. การที่องค์กรนั้นๆ จะอยู่ได้.. ก็ต้องมีความเป็นหมู่.. เป็นพวกเดียวกัน ที่เรียกว่า สงฆ์ .. อันมีความปฏิบัติเสมอกันหรือเหมือนกันโดยศีลและทิฏฐิ.. ที่แปลตรงตัวว่า มีข้อปฏิบัติเสมอกัน.. มีความเห็นเสมอกัน.. อันเป็นธรรมประกัน สังคม ชุมชน องค์กรนั้นๆ .. ที่สามารถอยู่รวมกันมาได้.. ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนพาลหรือบัณฑิต.. ผีเปรตหรือคนบุญ เทวดาหรือมาร..
เรียกว่า.. ต้องทำเลว คิดเลว.. เสมอกัน หรือ ทำดี คิดดี เสมอกัน จึงเสพคบกันได้.. อยู่ร่วมกันได้..
ดังตัวอย่างในสังคมไทย.. ที่ปรากฏเด่นชัดในยามนี้ของพรรคการเมืองต่างๆ.. ที่กำลังมีกระแสเคลื่อนไหวย้ายพรรคกันโครมคราม.. เปิดเผย.. แบบคติที่ว่า.. “ด้านได้-อายอด”
ดังในเขตสังคมพุทธศาสนา.. ที่แสดงความเป็นจริงของลักษณะธรรมแบบนี้... ที่พระพุทธองค์.. ทรงติเตียนว่า.. เป็นพฤติกรรมของ โมฆบุรุษ.. (บุรุษที่ว่างเปล่าจากความดี).. ทุมมังกุ (ทุม-มัง-กุ แปลว่า คนหน้าด้าน.. คนไม่รู้จักอาย.. คนเก้อยาก.. คนทุศีล.. คนหัวดื้อ..)
ในพระพุทธศาสนา มีข้อความแสดงความหมายชัดเจนว่า.. ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย .. เพื่อข่มบุคคลที่เก้อยาก.. หมายถึง ผู้ประพฤติชั่ว.. ภิกษุผู้ประพฤติชั่ว ซึ่งถ้าใครไม่รู้ความจริงก็อาจแสดงบทบาทอยู่ในสังคมได้เหมือนปกติ.. แต่เมื่อใดมีผู้รู้ความจริง เมื่อนั้นบุคคลชนิดนั้นก็จะละอายใจและหายหน้าไปจากสังคม อันหมายถึง บุคคลที่เก้อยาก.. ที่เรียก ทุมมังกุ.. ที่นับวันยิ่งมีมากขึ้นในกระแสสังคมปัจจุบัน!!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความฉ้อฉลทางจิตวิญญาณ .. ภัยร้ายของมนุษยชาติ!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ผลพวงจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สะท้อนเหตุปัจจัยภาคสังคมหลายประการ ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาพิจารณาเพื่อความเข้าใจในสภาพธรรมทางสังคม ที่สะท้อนภาวะผลกรรมในองค์รวมของ กระแสจิตวิญญาณมหาชน..
บทสะท้อน... กระแสจิตหมู่... ภาคสังคม .. สู่การเลือกตั้ง!! .. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ..
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
ธรรมชาติโดยธรรม ของผู้นำ ผู้แทน ผู้ปกครอง!
เจริญพร สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องการเลือกผู้นำตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศในโลกตะวันตกพากันเห่อ.. คลั่งไคล้.. จนแพร่ระบาดมาสู่เอเชีย แผ่ไปทั่วบ้านเล็กเมืองน้อย ที่อนุวัตไปตามกระแส โลกาธิปไตย จริงๆ แล้ว มิใช่เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่เกิดการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษยชาติ
เสียงสะท้อน-ข้อเสนอนโยบาย จากภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..
เจาะสนามเลือกตั้งขอนแก่น กระแส-กระสุนวัดกันเดือด!
กลายเป็นอีกสนามเลือกตั้งที่คอการเมืองต่างเฝ้าจับตามองและหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าเก้าอี้สำคัญของ จ.ขอนแก่น มาให้ได้ ดูได้จากการโหมโรงหรือการลงพื้นที่หาเสียงจากทุกพรรคการเมืองที่ล้วนต่างขนขุนพลชั้นนำระดับประเทศมาพบปะ มาปราศรัย มาลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.เขตของตนเอง แม้กระทั่งบางพรรคจะไม่มีตัวผู้สมัครเขต แต่ก็มาขอคะแนนเสียงเพื่อลงคะแนนให้กับ สส.บัญชีรายชื่อกันแทบทุกวันกันเลยทีเดียว

