“ความหมายพระราชกฤษฎีกาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ว่า “พระราชกฤษฎีกา หมายถึง บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราขึ้นตามตราอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรง กับอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญประกอบกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและไม่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”
จากการที่ประเทศไทยได้นำรูปแบบการกระทำของฝ่ายบริหารชนิดที่เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา” ซึ่งหมายถึง บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นจากการเสนอของคณะรัฐมนตรีโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในปัจจุบันภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีความหลากหลาย มีฐานอำนาจแห่งกฎหมายหลายฉบับ ทั้งอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรง หรืออาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญประกอบกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ มอบอำนาจให้พระมหากษัตริย์ตราพระราชกฤษฎีกาที่เป็นตามอัธยาศัย
หรือมอบอำนาจให้พระมหากษัตริย์ตราพระราชกฤษฎีกาที่เป็นไม่ตามอัธยาศัย ก่อให้เกิดสถานะอันหลากหลายของพระราชกฤษฎีกาทางกฎหมายพระราชกฤษฎีกา ในรายงานวิจัยของ สิทธิกร ศักดิ์แสง และอภิรดี กิตติสิทโธ เรื่อง “ปัญหาสถานะและลำดับชั้นทางกฎหมายภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 : กรณีศึกษาพระราชกฤษฎีกา” เสนอมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 2562 ได้ทำการศึกษาแบ่งประเภทและสถานะของพระราชกฤษฎีกาออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยการให้พระราชอำนาจในฐานะประมุขของรัฐเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามอัธยาศัยและตามลำพังพระองค์เอง ได้แก่ พระราชราชกฤษฎีกาการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 อาศัยอำนาจมาตรา 15 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีสถานะทางกฎหมายเป็น “กฎหมายลำดับรอง” หรือ “กฎตามแบบพิธี” แต่ไม่เป็น “กฎเชิงเนื้อหา” ที่อยู่ภายใต้การบังคับมาตรา 11 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
และเป็นการกระทำเป็นการกระทำในฐานะประมุขของรัฐ ตาม “หลักทฤษฎีว่าด้วยการกระทำทางรัฐบาล” ปัญหาต่อมา พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวสามารถตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 15 ได้กำหนดในเรื่องการแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา ให้ตราพระราชกฤษฎีกาตามอัธยาศัย เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ตราพระราชกฤษฎีกาตามลำพังพระองค์เอง ถือเป็น “การกระทำในฐานะประมุขของรัฐ” ตาม “หลักทฤษฎีว่าด้วยการกระทำทางรัฐบาล” จะไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลแต่อย่างไร
ประเภทที่ 2 พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยการให้พระราชอำนาจในฐานะประมุขของรัฐไม่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยการเสนอแนะของคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามอัธยาศัย ได้แก่ พระราชกฤษฎีกายุบโอนและรวมส่วนราชการที่ไม่มีผลกระทบต่อบุคลากรและงบประมาณของรัฐ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรให้มีการเลือกตั้งใหม่ มาตรา 103 พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 102 พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 105 พระราชกฤษฎีกาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 107 พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของบุคคล ตามมาตรา 183 จะพบว่ามีอยู่ 6 ลักษณะ ดังนี้
ลักษณะที่ 1 พระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการกระทำทางการเมือง กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการกระทำที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาปิดเปิดสมัยประชุมรัฐสภา พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายตามแบบเนื้อความ แต่มีลักษณะเป็น “กฎตามแบบพิธี” ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาเปิดปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้เป็นการกระทำทางการเมือง หรือเรียกว่า “การกระทำทางรัฐบาล” โดยหลักการแล้วจะไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตุลาการ สอดรับกับ
มาตรา 47 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 คือ การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็น “การกระทำของรัฐบาล”
ลักษณะที่ 2 พระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเกี่ยวพันกับการกระทำทางการเมืองกับการกระทำทางปกครอง เช่น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรในส่วนการจัดการเลือกตั้ง ไม่ถือว่าเป็น “กฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ” กับ “กฎหมายลำดับรอง” หรือ “กฎ” กล่าวคือ ไม่ถือว่าเป็นกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ เพราะมีชื่อในรูปแบบของ “พระราชกฤษฎีกาตามแบบพิธี” ไม่ถือว่าเป็นกฎหมายลำดับรองที่มีฐานะเป็น “กฎตามแบบเนื้อหา” เพราะว่าไม่เข้าข่ายข้อพิจารณาของคำว่า “กฎ” ที่เป็น “นามธรรม” และ “เป็นการทั่วไป” ตามมาตรา 9 (1) และตามมาตรา 11 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ลักษณะที่ 3 พระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ จะไม่อยู่ในฐานะฝ่ายปกครอง แต่มีสถานะทางกฎหมายเป็น “กฎหมายลำดับรอง” หรือ “กฎ” กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสถานะทางประมุขของรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง และการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นี้จะไม่อยู่ในสถานะทางฝ่ายปกครอง และมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดที่ได้วินิจฉัยว่าไม่อยู่ในเขตอำนาจปกครอง
ลักษณะที่ 4 พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นเพื่อบังคับใช้ในราชการฝ่ายบริหารสำหรับเรื่องสำคัญบางเรื่อง กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรง ตามมาตรา 175 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อบังคับใช้ในราชการฝ่ายบริหารสำหรับเรื่องสำคัญบางเรื่อง โดยไม่ขัดต่อกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ มีสถานะเป็น “กฎหมายลำดับรอง” หรือ “กฎ” ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาที่ออกมาเพื่อใช้กับฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว ไม่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป
ซึ่งเป็นกรณีที่รัฐบาลเห็นสมควรตราข้อบังคับใช้ในการบริหารงานทั่วไป ในกิจการของฝ่ายบริหารมีสถานะทางกฎหมายเป็นกฎหมายลำดับรอง หรือ “กฎ” ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการร้องทุกข์ในพระราชสำนัก เป็นต้น ถ้ากรณีดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายกฎหมายจากถูกตรวจสอบโดยศาลปกครอง ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 11 (2) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ประเภทที่ 3 พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยการให้พระราชอำนาจในฐานะประมุขของรัฐไม่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญประกอบกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยการเสนอแนะของคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามอัธยาศัย เป็นพระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี (รัฐบาล)
มีสถานะที่เป็นฝ่ายปกครอง มีสถานะทางกฎหมายเป็น “กฎหมายลำดับรอง” หรือ “กฎ” ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พระราชกฤษฎีกาการเวนคืนที่ดิน หรือพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พระราชกฤษฎีกายุบรวมหรือโอนส่วนราชการ ซึ่งตามเจตนารมณ์ของคำนิยามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 วรรค 8 อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 11 (2) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
จากที่ได้อธิบายข้างต้นผู้เขียน ขอสรุปให้ความหมายพระราชกฤษฎีกาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ว่า “พระราชกฤษฎีกา หมายถึง บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราขึ้นตามตราอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรง กับอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญประกอบกฎหมายในระดับกฎหมายบัญญัติ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและไม่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”.
โดย รองศาสตราจารย์สิทธิกร ศักดิ์แสง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"
สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.
บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..
เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์
แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น
“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล
“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

