นโยบายและกฎหมายรัฐบาลดิจิทัล (ตอนที่ 2) : ถอดบทเรียนกฎหมาย เสนอแนะการขับเคลื่อนและปรับปรุง

Smart city and IoT (Internet of Things) concept. ICT (Information Communication Technology).

จากตอนที่แล้ว ซึ่งเกริ่นนำใจความสำคัญของกฎหมาย 2 ฉบับ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการบริหารงานและให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล (พ.ศ. 2562) และ พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ (พ.ศ. 2565) กฎหมายทั้ง 2 ฉบับถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อให้กระตุ้นให้เกิดความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างยิ่งยวด มาในตอนที่ 2 นี้ จะเป็นการแจกแจงมาตราที่น่าสนใจ สัก 2-3 มาตรา และ แนะนำการนำข้อกฎหมายมาประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เพื่อการทำงานภาครัฐ ตลอดจนเสนอแนะประเด็นในการปรับปรุงกฎหมายให้ส่งผลสัมฤทธิ์ยิ่งยวด

ใน พ.ร.บ. การบริหารงานฯ มาตรา 13 กล่าวว่า “เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครองตามที่หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นร้องขอที่จะเกิดการบูรณาการร่วมกัน”

แต่ในทางปฏิบัติ หลาย ๆ หน่วยงานยังขาดการกระตือรืนร้น และมีเหตุข้อจำกัดมากมาย เช่น

  1. ระบบสารสนเทศเดิมไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ต้องพัฒนาเพิ่มเติม  
  2. ไม่เคยมีการหารือปรึกษาหัวหน้าหน่วยงานว่าจะให้หน่วยงานอื่นใช้ข้อมูลของตนได้หรือไม่ เนื่องจากต้องเป็นการอนุมัติในครั้งเดียวแล้วใช้ต่อเนื่อง ไม่เหมือนธรรมเนียมเดิมๆ ที่ให้มาถามมาหารือทุกครั้งที่จะใช้
  3. หรือปรึกษาหารือแล้วหัวหน้าหน่วยงานยังไม่พร้อม ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจนอึมครึม
  4. หน่วยงานต้นทางข้อมูลกังวลว่าเมื่อให้ใช้ข้อมูลร่วมกันแล้วจะเกิดการตรวจพบข้อผิดพลาดของข้อมูลและนำมาซึ่งข้อร้องเรียน
  5. กังวลว่าเมื่อหน่วยงานอื่นใช้งานข้อมูลของตนแล้ว จะเกิดข้อเรียกร้องและความต้องการเพิ่มขึ้นนำไปสู่ภาระงานเพิ่มขึ้น

ทางแก้ไขควรเป็นอย่างไร ?

ตรงนี้ หากจะแก้ให้เด็ดขาด และส่งผลกระทบจากฐานราก ผมเห็นว่าผู้มีอำนาจกำกับคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล (หรือนายกรัฐมนตรี) อาจสั่งการให้สำนักงบประมาณพิจารณากำหนดมาตรการให้นำเจตนารมณ์ของมาตรา 13 นี้ ไปเป็นเงื่อนไขส่วนหนึี่งของการรับข้อเสนอโครงการและรับคำของบประมาณประจำปีจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ โดยให้ระบุว่า หากหน่วยงานรัฐมีการของบประมาณพัฒนาระบบสารสนเทศใด ๆ หน่วยงานรัฐนั้นต้องระบุสิ่งส่งมอบจากโครงการเพิ่มว่าจะมีสร้างการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลให้หน่วยงานอื่นใช้งานเป็นสิ่งส่งมอบหลัก หากไม่ระบุสำนักงบประมาณก็จะไม่พิจารณาสนับสนุนงบประมาณ

นอกจากกำหนดเป็นเงื่อนไขในการของบประมาณแล้ว ต้องกำหนดให้ประมาณการจำนวนหรือปริมาณการเรียกใช้ข้อมูลเอาไว้ล่วงหน้า และเมื่อดำเนินโครงการแล้วให้มีการบันทึกจัดและทำรายงานปริมาณและการเรียกใช้ข้อมูลทุกปี วัดสอบกับประมาณการที่ทำไว้ก่อนเริ่มโครงการ พร้อมทั้งติดตามเป็นตัวชี้วัด 3 ปีต่อเนื่อง 

เมื่อจะของบประมาณต่อเนื่อง หรือขอโครงการใหม่ ก็ให้หน่วยงานรัฐนั้นนำส่งรายงานผลการเชื่อมโยงให้หน่วยงานอื่นใช้งานย้อนหลังของทุกโครงการทุกปีในอดีตแนบประกอบการพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม หากทำได้เช่นนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหน่วยงานรัฐทั้งหมดจะเกิดการเชื่อมโยงใช้งานข้อมูลร่วมกันมากขึ้นเองโดยธรรมชาติโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร. หรือ DGA) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไม่ต้องเหนื่อยแรงในการติดตามหรือผลักดัน เหลือหน้าที่เพียงเรียกขอข้อมูลจากแต่ละหน่วยมารวบรวมและสรุปเป็นภาพรวมการใช้งานข้อมูลร่วมกันในระดับประเทศต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน)

ใน พ.ร.บ. การบริหารงานฯ มาตรา 15 กล่าวว่า “ให้มีศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลและทะเบียนดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐในการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล”

ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง ที่ว่านี้ ดำเนินการมาปลายปีโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร. หรือ DGA) ให้ประโยชน์มีสถิติการใช้งานสูงน่าจะหลายสิบล้านครั้งแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คือ ประชาชนไม่ได้รับทราบว่า “ตนได้รับประโยชน์ใด” จากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางนี้ เนื่องจากโดยธรรมชาติประชาชน (ลูกค้า) ไม่สนใจว่าระหว่างหน่วยงานรัฐมีการเรียกใช้และแบ่งปันข้อมูลกันหรือไม่อย่างไร ไม่ทราบรายละเอียดหลังบ้าน เขาย่อมมองเพียงว่าได้รับบริการสะดวกหรือไม่ เช่น ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ ในแต่ละบริการออนไลน์ที่แต่ละหน่วยงานภาครัฐพัฒนาให้ใช้งาน หรือ เมื่อหน่วยงานหนึ่งต้องการทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับประชาชนคนนั้น หน่วยงานดังกล่าวสามารถดึงและเรียกดูได้สะดวกหรือไม่ หรือ ต้องให้ประชาชนเป็นผู้สืบค้น ร้องขอ รวบรวม และนำมารายงาน หรือ นำเอกสารมายื่นประกอบด้วยตนเอง

อีกประเด็นหนึ่ง คือกรณีประชาชนไปติดต่อธุรกรรมกับหน่วยงานเอกชน หรือ หน่วยงานที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ (เช่น มูลนิธิ สมาคม รัฐวิสาหกิจ) หากจะให้ประชาชนได้ประโยชน์ ควรนำมาให้บริการภาคเอกชนและหน่วยงานนอกภาครัฐดังกล่าว เช่น

เมื่อจะไปสมัครงานกับบริษัทเอกชน ควรให้บริษัทสามารถตรวจประวัติการเสียภาษี การทำประกันสังคม ประวัติการรักษาได้ ประวัติการชำระหนี้ ฯลฯ ทั้งนี้ โดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ความยินยอมและมีข้อตกลงกับบริษัทที่จะว่าจ้าง

เมื่อจะไปสมัครสอบ สมัครเรียนต่อ สมัครสมาชิก ลงทะเบียนต่าง ๆ เช่น สอบตั๋วทนาย ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (ของแพทย์) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ทำประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ/ประกันวินาศภัย ฯลฯ  ก็ควรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลให้องค์กรและหน่วยงานที่ประชาชนไปติดต่อธุรกรรมด้วยสามารถดึงข้อมูลที่จำเป็นและเป็นปัจจุบันมาใช้งานได้โดยสะดวก (ไม่ต้องถามไม่ต้องกรอกซ้ำ ๆ) ทั้งนี้ โดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ความยินยอมและมีข้อตกลงกับองค์กรหรือหน่วยงานดังกล่าว

จะเห็นว่าหาก ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูล สามารถขยายการบริการออกไปยังหน่วยงานอื่นนอกภาคราชการ สุดท้ายแล้วผู้ได้ประโยชน์คือประชาชนและก็จะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริงมองทะลุมองไกล แล้วยังเป็นการลดต้นทุนการทำธุรกิจ ธุรกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบไปด้วย

สำหรับบทความนี้ ก็ได้ยกตัวอย่างมาตรากฎหมายมาแจกแจงให้เห็นเป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติ และขยายผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พร้อมเสนอแนะปรับปรุงการทำงาน ทั้งนี้ หากพบว่าอำนาจหน้าที่ หรือ กฎหมายไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการ ก็ถึงเวลาที่จะเสนอแก้ไขกฎหมาย และยกระดับภารกิจเป็น Super Digital Government Development Agency ต่อไป

ดร. มนต์ศักดิ์  โซ่เจริญธรรม 

นักคิดนักวิเคราะห์เพื่อประโยชน์สาธารณะ

[1] https://www.europarl.europa.eu/topics/en/article/20230601STO93804/eu-ai-act-first-regulation-on-artificial-intelligence

[2] https://pub.nstda.or.th/gov-dx/national-artificial-intelligence-action-plan-for-thailand-development-2022-2027/

[3] https://www.nstda.or.th/home/news_post/mhesi-for-ai/

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.

เกมผู้ว่าฯ กทม. ในกรอบทฤษฎีเกม เมื่อข้อกล่าวหากลายเป็นอาวุธ และความชอบธรรมคือแต้มต่อของชัชชาติ

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2569 เข้าสู่โค้งตัดสินแล้ว โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ 28 มิถุนายน 2569

สภาสูง กระทุ้ง เร่งแก้ปัญหานอมินี   สกัดการแทรกซึม ตัวแทนอำพรางต่างชาติ

เป็นข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก กับการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบสแกนธุรกิจต่างชาติ

สงคราม ไทยVSกัมพูชา รบรอบสาม มีโอกาสเกิด 3 เหล่าทัพ ต้องพร้อมรุกนอกประเทศ

ไอ้ฮุน เซน มันทนพิษบาดแผลเรื่องเศรษฐกิจไม่ไหว แต่จะวันนี้ พรุ่งนี้หรืออีกสองเดือนต้องแล้วแต่มัน แต่เราต้องพร้อม...รอบนี้ จริงๆ ต้องยึดพื้นที่สำคัญแล้วรุกออกนอกประเทศอย่าตั้งรับในประเทศ

การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กับผลกระทบของกฎหมายลูกกตัญญู

ในบริบทของสังคมไทย "ความกตัญญูกตเวทิตา" ต่อบิดามารดาไม่เพียงแต่เป็นรากฐานทางศีลธรรมและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หากแต่ในปัจจุบัน ค่านิยมดังกล่าวได้ถูกยกระดับและบูรณาการเข้าสู่ระบบกฎหมายและนโยบายสาธารณะของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม