
การพบกันล่าสุดระหว่าง Xi Jinping และ Donald Trump ทำให้โลกกลับมาพูดถึงแนวคิดเรื่อง “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap) อีกครั้ง — แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่า เมื่อมหาอำนาจใหม่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม ความขัดแย้งมักมีแนวโน้มเกิดขึ้นตามมา
เบื้องหลังถ้อยคำทางการทูตนั้น คือความจริงที่น่ากังวลว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจติดอยู่ในวงจรของความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจ และความคิดแบบ “ถ้าเขาได้ เราต้องเสีย” ผลลัพธ์อาจสร้างความเสียหายไม่เพียงต่อสองประเทศ แต่ต่อทั้งโลก
ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค มนุษยชาติย่อมหวังว่าจะมีหนทางอื่น เราปรารถนาการแข่งขันที่ไม่จบลงด้วยหายนะ ความเห็นต่างที่ไม่กลายเป็นความเกลียดชัง และความเข้มแข็งที่ไม่ต้องแลกด้วยการทำลายล้าง
แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความขัดแย้งมักทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อแต่ละฝ่ายมุ่งปกป้องจุดยืนของตนเองจนไม่เหลือพื้นที่สำหรับการรับฟัง
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ The Third Alternative ของ Stephen R. Covey แม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง แต่แก่นความคิดของหนังสืออาจช่วยให้เราเข้าใจวิธีจัดการกับความขัดแย้งได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภายในองค์กร ภายในครอบครัว หรือในสังคม
โควีย์เสนอว่า ความขัดแย้งส่วนใหญ่มักติดอยู่ระหว่าง “ทางของฉัน” กับ “ทางของคุณ” แต่ละฝ่ายต่างพยายามโน้มน้าว ปกป้อง หรือเอาชนะอีกฝ่าย แม้แต่การประนีประนอม ซึ่งหลายครั้งจำเป็น ก็ยังมักทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าสูญเสียบางอย่าง และเมื่อการประนีประนอมล้มเหลว ความสัมพันธ์ก็อาจพัฒนาไปสู่ความขุ่นเคือง ความเป็นศัตรู หรือแม้แต่การทำลายล้าง
“ทางเลือกที่สาม” จึงเป็นแนวคิดที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่การแบ่งกันคนละครึ่ง แต่คือการค้นพบทางออกใหม่ที่ดีกว่าเดิม — ทางออกที่ไม่มีฝ่ายใดมองเห็นตั้งแต่ต้น
ทางออกเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้คนยอมรับฟังกันอย่างแท้จริง พยายามเข้าใจอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง และเชื่อว่าความร่วมมืออาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเอาชนะกัน
บางที นี่อาจเป็นวิธีคิดที่โลกซึ่งกำลังแตกแยกของเราต้องการมากที่สุด
อันตรายที่แท้จริงของ “กับดักธูซิดิดีส” อาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางทหารหรือเศรษฐกิจ แต่อาจเป็นวิธีคิดที่เชื่อว่า มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น — “เราชนะ” หรือ “เราแพ้” เมื่อใดที่มนุษย์เริ่มมองโลกแบบสุดขั้วเช่นนี้ ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
และรูปแบบเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวทีโลกเท่านั้น
ในที่ทำงาน ความขัดแย้งมักเกิดขึ้นระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ระหว่างฝ่ายงาน หรือแม้แต่ภายในทีมผู้นำเอง ฝ่ายหนึ่งอาจเน้นผลลัพธ์และประสิทธิภาพ ขณะที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญกับกำลังใจและความเข้าใจ องค์กรจะอ่อนแอลงเมื่อความเห็นต่างกลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะ แทนที่จะเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ทางออกที่ดีกว่าเดิม
เช่นเดียวกับในครอบครัว หลายครั้งความขัดแย้งดำรงอยู่ไม่ใช่เพราะปัญหาแก้ไม่ได้ แต่เพราะแต่ละคนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการรับฟัง พ่อแม่กับลูก สามีกับภรรยา หรือพี่น้องในครอบครัว อาจต่างยึดมั่นในมุมมองของตนเอง จนค่อย ๆ ห่างไกลกันทางความรู้สึก
ครอบครัวที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่ครอบครัวที่ไม่มีความเห็นต่าง แต่คือครอบครัวที่เรียนรู้จะรับฟังกันลึกพอที่จะค้นพบทางออกด้วยกัน
สังคมในปัจจุบันก็สะท้อนภาพเดียวกัน ความแตกต่างทางการเมือง วัฒนธรรม และโลกออนไลน์ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองกันเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” มากกว่า “เพื่อนมนุษย์” การถกเถียงสาธารณะจึงเต็มไปด้วยความคิดแบบ “เรา” กับ “เขา”
ในสภาพเช่นนี้ “ทางเลือกที่สาม” จึงไม่ใช่เพียงทักษะการสื่อสาร แต่เป็นกรอบความคิดที่จำเป็นต่อการรักษาความสมานฉันท์ของสังคม
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้เริ่มต้นจาก “ความถ่อมใจ” — การยอมรับว่ามุมมองของเราอาจยังไม่สมบูรณ์ และต้องอาศัย “ความกล้า” ที่จะรับฟังโดยไม่รีบปกป้องตัวเอง รวมถึงความกล้าที่จะเชื่อว่า อาจยังมีทางออกที่ดีกว่าซึ่งไม่มีใครมองเห็นในตอนแรก
แน่นอนว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งหลักการหรือหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยาก ตรงกันข้าม การสนทนาที่มีคุณภาพต้องอาศัยทั้งความจริงใจ ความชัดเจน และความหนักแน่นในจุดยืน แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องอาศัยความเคารพต่อกันด้วย
โลกต้องการทั้งผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และการทูตที่เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ แต่บางที บทเรียนที่สำคัญกว่านั้น อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะในเวทีโลก ในองค์กร ในครอบครัว หรือในสังคม สันติภาพที่ยั่งยืนแทบไม่เคยเกิดจากการเอาชนะเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความพยายามอันยากแต่ทรงคุณค่า — การรับฟัง การเข้าใจ และการร่วมกันสร้างสิ่งที่ดีกว่า
ความขัดแย้งส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากสองทางเลือก — ของคุณ กับ ของฉัน
แต่อนาคตของเรา อาจขึ้นอยู่กับว่า เราพร้อมจะค้นหา “ทางเลือกที่สาม” หรือไม่
บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569
ดร. สมจินต์ ศรไพศาล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ธรรมาภิบาลมีชีวิต : เมื่อบทเรียนไม่ได้อยู่แค่ในตำรา'
ในโลกที่คำว่า “ธรรมาภิบาล” ไม่ได้เป็นเพียงหลักการเชิงทฤษฎีที่เห็นอยู่ในเอกสารเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาล สิ่งที่ได้สัมผัสกลับแตกต่างจากสิ่งที่เคยเข้าใจ ธรรมาภิบาลในห้องเรียนครั้งนี้ “มีชีวิต” และจับต้องได้จริง
เรื่องดีดี มิติใหม่การเมือง แก้ไข พรบ.ล้มละลาย ฟื้นฟูหนี้บุคคลธรรมดา
วันที่เขียนต้นฉบับตรงกับวันที่ 14 กันยายน 2568 หลังวันเกิดนายก อนุทิน ชาญวีรกุล หนึ่งวัน เริ่มนับเป็นเรื่องดีดี เรื่องแรก ขอให้ท่านนายกสามารถบริหารคณะรัฐมนตรี นำความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ความผาสุกสู่ประชาชนอย่างเท่าเทียมตลอดอายุรัฐบาลที่มีเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสื่อมวลชน
ประเทศไทย…ต้องไปต่อ (อย่างไร?)
วันนี้ขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงประเด็นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามและภาษีการค้าแต่ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านในฐานะพลเมืองไทยได้ร่วมคิดวิเคราะห์กันว่าในภาพรวมนั้น ประเทศของเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรและต้องไปต่อกันด้วยแนวทางใดภายใต้บริบทของระบบสังคมและความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
บัญชีวัด: โอกาสและความท้าทายระหว่างทางสู่ความโปร่งใส
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 ดิฉันเคยเขียนบทความเรื่อง "จัดระเบียบการเงินวัด เริ่มต้นด้วยการทำบัญชีให้ถูกต้อง" เพื่อชี้ให้เห็นว่าการทำบัญชีวัดไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขบนกระดาษ แต่คือเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความศรัทธา ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลให้แก่องค์กรทางศาสนาที่มีบทบาทอย่างสูงในสังคมไทย บทความดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งจากฝ่ายสงฆ์ ภาคประชาชน และผู้เกี่ยวข้องในภาครัฐ
การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน : มุมมองด้านการกำกับดูแล
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ.......... ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) เพื่อเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

