
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ………. ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) เพื่อเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ศูนย์กลางทางการเงินของฮ่องกงและสิงคโปร์
ฮ่องกงและสิงคโปร์มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการธนาคาร ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก ทั้งสองมีความเชี่ยวชาญในการอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมระหว่างประเทศขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าทั่วโลก สิงคโปร์ยังมีบทบาทมากด้านบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และ Foreign Exchange Market ส่วนฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในตลาดวาณิชธนกิจ (Investment Banking) และตลาดตราสารทุน (Equity Market)
ศูนย์กลางทางการเงินชั้นนําของภูมิภาคจะอำนวยความสะดวกในการไหลของเงินทุน เนื่องจากมีการสร้างและลงทุนเงินมากขึ้นทั่วเอเชีย ทั้งสองศูนย์การเงินฯเป็นประตูเชื่อมระหว่างโลกและภูมิภาค สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และอาเซียน ส่วนฮ่องกงเป็นประตูดึงการลงทุนจากต่างประเทศสู่จีน มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการเงิน เชื่อมโยงกับตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ มีธนาคารข้ามชาติและบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีขนาดใหญ่ซึ่งส่วนนี้ได้เปรียบสิงคโปร์ ปัจจุบันสิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพ (Startup)ระหว่างประเทศอย่างไรก็ดีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน อาจทำให้สิงคโปร์ได้รับแรงผลักดันเหนือฮ่องกง
- ศักยภาพของ Financial Hub ไทย
กรุงเทพฯ มีประชากร (จดทะเบียน) 5.4 ล้านคน หากรวมปริมณฑลเพิ่มเป็น 10.9 ล้านคน มากกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง 5.7 ล้านคน และ 7.4 ล้านคน อย่างมีนัยสำคัญ มาตรฐานการดำรงชีพใจกลางเมืองกรุงเทพใกล้เคียงมาตรฐานประเทศตะวันตก ข้อได้เปรียบหลักของกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และฮ่องกง คือค่าครองชีพต่ำกว่ามากอาจถึง 30%-50% พื้นที่สำนักงานใจกลางกรุงเทพมีอัตราค่าเช่าที่ดึงดูดมากกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง อีกข้อดีสำคัญของกรุงเทพฯ โครงสร้างพื้นฐานโดยทั่วไปดี แต่เมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือฮ่องกง ประสิทธิภาพอาจลดลงจากการจราจรติดขัด ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับทั้งโลกตะวันตกและจีนถือว่ามีเสถียรภาพ ลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเทียบกับฮ่องกง
ประเทศไทยมีตลาดการเงินในเกณฑ์ดีและลึกพอควร มีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นขนาดใหญ่ 3 แห่งที่อยู่ในระดับ top 100 ของโลก จำนวนเท่ากับฮ่องกงและสิงคโปร์ แต่ลำดับต่ำกว่า มีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแข็งแกร่ง ระบบชำระเงินที่ทันสมัยและมีกฎระเบียบที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ ผู้สร้างตลาดมีทักษะและสถาบันการเงินไทยมีชื่อเสียง ได้ขยายตลาดสินเชื่อไปประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งเป็นคุณสมบัติร่วมที่ศูนย์กลางทางการเงินของโลกควรมี รวมทั้งปัจจุบันการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) มาตั้งแต่ปี 2543 โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาผ่านการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ควบคู่ไปกับการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) ตั้งแต่ 2 ก.ค. 2540 ภายใต้ระบบนี้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะเป็นไปตามกลไกตลาดและสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น ๆ รวมทั้งประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์และฮ่องกง สามารถเดินทางถึงได้อย่างรวดเร็วภายใน 2-3 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อทางการบินที่ยอดเยี่ยมไปยังเมืองใหญ่ๆ ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ด้วยเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองในภูมิภาคอาเซียน ไทยจึงมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด (กัมพูชาและเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว)
3.ข้อสังเกตจากร่างพ.ร.บ. Financial Hub
3.1. ลูกค้าเป้าหมาย : ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ
ผู้ประกอบธุรกิจต้องชักชวนขายสินค้าโฆษณาหรือให้บริการแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (ม.53) เว้นแต่กิจกรรมการมีส่วนร่วมในตลาด ขอตีความว่ากรณีธุรกิจธนาคารพาณิชย์น่าจะเป็นกิจกรรม offshore banking คือระดมเงินหรือรับฝากเงินจากต่างประเทศและให้กู้ยืมในต่างประเทศ (OUT-OUT) ทั้งนี้จะทำธุรกรรม (OUT-IN) คือรับฝากจากต่างประเทศและให้กู้ยืมในประเทศ และรับฝากจากในประเทศและให้กู้ยืมในต่างประเทศ (IN-OUT) ด้วยหรือไม่ จะต้องรอความชัดเจนต่อไป
3.2 มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (ม.6) โดยมี รมว.คลัง เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ ปลัด ก.การคลัง และ ก.มหาดไทย ผู้ว่าการ ธปท. เลขาธิการ กลต. คปภ. ปปง. กฤษฎีกา, BOI และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขาฯ [ม.6 (1) – (3)] และจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับฯ (ม.15) ทำหน้าที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน พัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรและกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเป้าหมายเป็นสำคัญ
3.3 สิทธิประโยชน์ (ม.46-52) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาในไทย โดยให้สิทธิหลายด้านเพื่อสนับสนุน Financial Hub ในส่วนที่น่าจะให้แรงจูงใจคือลดหรือยกเว้นภาษีเพื่อให้สามารถแข่งขันกับศูนย์กลางการเงินฮ่องกงและสิงคโปร์ได้ จะดำเนินการในระยะต่อไป เพราะสามารถออก พรฎ.ตามประมวลรัษฎากร มารองรับได้ ทั้งนี้ปัจจุบันศูนย์กลางทางการเงินฮ่องกงและสิงคโปร์จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 16.5 และร้อยละ 17 ของกำไร ไม่จัดเก็บภาษีการค้าหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20 ของกำไร และภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของรายได้ดอกเบี้ยและส่วนลดรับ
4. Offshore Banking: มุมมองด้านการกำกับดูแล
ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน” ( ม.6) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน แนวทางการส่งเสริมธุรกิจเป้าหมาย กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอและอนุญาต และกำกับดูแล (ม.10) “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน ”(ม.15) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเป้าหมายได้แก่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจบริการการชำระเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต่อ ธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้อำนาจประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินเป็นไปตามนโยบายแผนและมาตราการที่คณะกรรมการกำหนด (ม.17 (4)) รวมทั้งมี “พนักงานเจ้าหน้าที่”ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจหน้าที่เข้าไปในสถานที่ตั้งของผู้ประกอบธุรกิจ ตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของผู้ประกอบธุรกิจ ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน ยึดอายัดทรัพย์สิน เอกสารหลักฐานหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สั่งให้กรรมการ พนักงาน ลูกจ้างผู้ประกอบธุรกิจมาให้ถ้อยคำหรือส่งสำเนาบัญชี เป็นต้น (ม. 66-68)
ในส่วนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ Offshore Banking ที่คาดว่าจะจัดตั้งขึ้นใหม่ยังขาดรายละเอียดว่าการกำกับดูแลธุรกิจ Offshore Banking จะอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่กำกับ Onshore Banking อยู่แล้วคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งรับมอบหมายจาก ก.คลัง ให้ดำเนินการ หรือจะกำกับดูแลโดย สนง.คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินเอง ข้อดีของการกำกับดูแลโดยหน่วยงานเดียวกันทั้ง Onshore และ Offshore Banking เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะบรรลุการกำกับอย่างมีประสิทธิภาพ คือสอดคล้องกัน ลดความซ้ำซ้อน กำกับดูแลและตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกัน และบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ กรอบการกํากับดูแลแบบครบวงจรส่งเสริมความโปร่งใส ทำให้ติดตามกระแสทางการเงินและตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้องค์ความรู้ ทักษะ คุณค่าของประสบการณ์และวิจารณญาณของหน่วยงานกำกับเดิมจะสามารถช่วยรับมือกับความท้าทายใหม่ที่ไม่คาดคิดได้
สมศักดิ์ วงศ์ปัญญาถาวร
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ครม. ไฟเขียว 'บิ๊ก กษ.' ล็อตใหญ่ 9 ตำแหน่ง 'สุริยะ' ปัดเอี่ยวโยนปลัด
ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งบิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล็อตใหญ่ 9 ตำแหน่ง 'อธิบดี-รองปลัด-ผู้ตรวจฯ' ด้าน 'สุริยะ' ย้ำเป็นอำนาจปลัด กษ. ไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรี ยันคัดจากผลงาน-ความซื่อสัตย์
การพัฒนาการเมืองด้อยคุณภาพ เขาทำกันอย่างไร
ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเคยเผชิญปัญหาการเมืองด้อยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน การเมืองแบบอุปถัมภ์ การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ หรือการบริหารภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศสามารถยกระดับคุณภาพการเมือง ปฏิรูปสถาบันของรัฐ และสร้างรากฐานการพัฒนาที่มั่นคง จนก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมระดับโลก
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ข้อเสนอใช้ 'ครม.' แทน 'คณะองคมนตรี' ขัดหลักความเป็นกลางทางการเมือง
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัดแนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมือง
ตบหน้าส้ม! 'ยุบองคมนตรี' ความเข้าใจประชาธิปไตยที่คับแคบ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "องคมนตรี กับความเข้าใจที่คับแคบต่อประชาธิปไตย"
ทางเลือกที่สาม ก้าวข้ามความคิดแบบแพ้-ชนะในโลกที่แตกแยก
การพบกันล่าสุดระหว่าง Xi Jinping และ Donald Trump ทำให้โลกกลับมาพูดถึงแนวคิดเรื่อง “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap) อีกครั้ง — แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่า เมื่อมหาอำนาจใหม่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม ความขัดแย้งมักมีแนวโน้มเกิดขึ้นตามมา
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้าข่ายฉุกเฉินตาม รธน.
“ดร.ณัฏฐ์” ระบุรัฐบาล “อนุทิน” มีอำนาจออก พรก.กู้เงินแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเข้าข่ายภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกรณีเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ย้ำศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยภายใน 60 วัน หากฝ่ายค้านรวบรวมรายชื่อ สส.ยื่นตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ พรก.ดังกล่าว

