เมื่อย่างเข้าเขตหน้าหนาวว์ว์ว์

ถึงจังหวะนี้...ก็น่าจะพอเริ่มงึมๆ งำๆ เริ่มโหยหวน ครวญคราง บทเพลงของ ครูล้วน ควันธรรม อันว่าด้วย... "เมื่อย่างเข้าเขตหน้าหนาวว์ว์ว์....ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ...หนาวลมโบกมาในเวลาค่ำ ฮึ่มฮึม ฮึ้มหึ่ม ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน...” หรือเพลง ค่ำแล้วในฤดูหนาว ได้มั่ง แม้ว่ายังคงชื้นๆ แฉะๆ เปียกม่อล่อกม่อแล่ก อยู่บ้างก็ตาม...

คืออย่างที่ กรมอุตุฯ ท่านได้พยากรณ์เอาไว้แล้วล่วงหน้านั่นแหละว่า...ตั้งแต่ช่วงปลายๆ เดือนตุลา.ไปจนถึงพฤศจิกา.เป็นต้นไป ก็จะได้เวลาที่หย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ท่านจะย้อยๆ ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไทย และนั่นเองที่จะทำให้หน้าหนาว ฤดูหนาว เริ่มย่างกรายเข้ามา อันถือเป็นฤดูที่ออกจะสร้างความสดชื่น รื่นเริง ความโรมันคาทอลิก โมแลงติก ให้กับใครต่อใครกันไปมิใช่น้อย...

ไม่เชื่อ...ก็ลองไปซึมซับ สัมผัส จากลีลาบรรยากาศ ที่สอดแทรกอยู่ในบทเพลง อย่าง เชียงรายรำลึก ในเวอร์ชันต่างๆ ลองดูก็ได้ ประเภท... “ณ ราตรีหนึ่ง-ซึ่งยังฝังใจ-เชียงรายฟ้าแจ่ม-คืนนั้นวาวแวม-ด้วยแสงจันทรา-นภาสดใส-ริมน้ำกกเย็น-ด้วยลมพริ้วผ่าน-ซ่านซึมผิวกาย-คืนนั้นเชียงราย-มีเธอและฉัน...ร่วมสัมพันธ์มิคลาย” ต่อจากนั้น...เมื่อไล่เรียงไปถึงตอน “หนาวลมเย็นยิ่ง-เราอิงซบกัน-ดวงจันทร์คล้อยต่ำ-คืนนั้นยังจำ-ฟากฟ้าราตรีที่มีจันทร์ฉาย” อันนี้นี่แหละ...โอกาสที่จะขนลุก ขนตั้ง ผิวหนังเห่อ ตาฉ่ำ เปล่งแววประกายแห่งความโรแมนติก โรมันคาทอลิก ย่อมเป็นไปได้เสมอๆ...

ขนาดศิลปิน นักร้อง เพลงเพื่อชีวิต ประเภทจับปืน แบกปืนลุกขึ้นสู้ อะไรประมาณนั้นมาโดยตลอด อย่างเช่นคุณน้า หงา คาราวาน ของหมู่เฮา ท่านเคยนำบทเพลงเพลงนี้ไปโหยหวน ครวญคราง ขณะไปแสดง หรือไปโชว์ตัวอยู่แถวๆ จังหวัดเชียงราย ยังเป็นอะไรที่สามารถก่อให้เกิดความซู้ดๆ ซ้าดๆ ซี้ดๆ ซ้าดๆ กันไปมิใช่น้อย ลดรังสีแห่งความเกรี้ยวกราด ความโกรธเกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง ฯลฯ อันถือเป็นอารมณ์โดยปกติ-ธรรมดาของบรรดา เพลงเพื่อชีวิต โดยทั่วไป ลงไปได้ไม่น้อยทีเดียวเชียว...

ด้วยเหตุนี้เอาเป็นว่า...ในช่วงหน้าหนาวคราวนี้ ใครที่ยัง ผูกติด อยู่กับอารมณ์-ความรู้สึก ประเภทโกรธเกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง โดยเฉพาะประเภทที่พยายาม ทะลุฟ้า-ทะลุแก๊ส อย่างชนิดรั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ จนตราบเท่าทุกวันนี้ น่าจะลองเริ่มปรับเนื้อ ปรับตัว ปรับจิต ปรับใจ กันไปตามสภาพ คือถึงไปโกรธ ไปเกลียด ไปเคียดแค้น อาฆาต กันในระดับไหนก็ตาม โอกาสที่จะ โค่นล้มบิ๊กตู่ ให้พังพินาศลงไปข้าง ภายในช่วงระหว่างนี้ คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า ออกจะยากซ์ซ์ซ์แสนยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ เผลอๆ...อาจต้องรอไปเป็นปีๆ จะ 2 ปี 4 ปีต่อจากนี้ หรือยาวว์ว์ว์ไปถึง ยุทธศาสตร์ 20 ปี ก็ยังมิอาจสรุปได้ชัดเจน...

คือออกจะเป็นอะไรที่... ลื่นเหลือล้น-ทนเหลือหลาย ซะเหลือเกิน!!! ระหว่างกำลังเซๆ เผลอแวบเดียว ก็สามารถเด้งเชือกฉากหลบ มุดจั๊กกะแร้ฝ่ายตรงข้าม ตัดเวทีออกมาเต้นย็อกๆ แย็กๆ ได้เหมียนน์น์น์เดิมม์ม์ม์ เล่นเอาฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ว่าข้างไหนก็แล้วแต่ ออกจะปวดเศียร เวียนเกล้า กันไปมิใช่น้อย ขนาดอดีตรัฐบุรุษ อดีตประธานองคมนตรีอย่าง ป๋าเปรม ที่ถือว่า อยู่ยาวว์ว์ว์ พอสมควรแล้ว คืออยู่มาถึง 8 ปีเต็มๆ เอาไป-เอามา...อาจถูกลบสถิติโดยท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ของหมู่เฮาเอาเลยก็ไม่แน่!!!

แต่ก็นั่นแหละ...โดย กฎเหล็กแห่งธรรมชาติ แล้ว อะไรก็ตามที่ เกิดขึ้น และ ตั้งอยู่ ไม่วันใด-วันหนึ่ง ก็คงต้อง ดับไป กันไปตามสภาพ ไม่มีใคร หรือแม้แต่สิ่งหนึ่ง-สิ่งใด ที่จะสามารถคงทน ถาวร ไปตลอดชั่วนิจนิรันดร์กาลได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่โดย จังหวะ และ โอกาส ที่จะทำให้สิ่งนั้นๆ ต้องปรับเปลี่ยนสภาพ ต้องดับไป สิ้นไป มันอาจไม่ใช่จังหวะเดียวกับ ความปรารถนาและต้องการ ของใครต่อใครไปซะด้วยกันทั้งหมด แต่เป็นไปตามหลักธรรมชาติอีกนั่นแหละ คือหลักอันว่าด้วย... ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป หรือหลัก อิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ด้วยเหตุนี้...แทนที่จะไปโกรธๆ เกลียดๆ เคียดแค้น อาฆาต ริษยาและชิงชัง หนาวๆ อย่างนี้...สู้หันมา ทำใจ หรือหันมาร้องเพลง เชียงรายรำลึก ไปพลางๆ น่าจะเข้าท่ากว่าเป็นไหนๆ...

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อย่าโหน..อย่าโยน...อย่าโยง

ชีวิตทุกชีวิตมีค่า แม้ว่าจะไม่ได้มีค่าสำหรับทุกคน แต่ก็คงมีค่ากับใครบางคน แม้ว่าจะไม่มีค่าสำหรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ก็คงจะมีค่าสำหรับบางเรื่องของสังค

อโหสิกรรมและการให้อภัย

จะเป็นแต่เฉพาะ สังคมไทย หรือสังคมอื่นๆ ด้วยหรือไม่? อย่างไร? ก็ยังไม่แน่ใจ ที่เมื่อใครก็ตามซึ่งได้สิ้นชีพิตักษัยลงไปแล้ว ไม่ว่าจะคิดต่าง เห็นต่าง

สีกากีทุกข์ใจ

คงต้องลุ้น คงต้องรอดูว่าวันที่ 20 พ.ค. 2567 บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.จะได้กลับมาทำหน้าที่ "แม่ทัพใหญ่สีกากี" นั่งทำงานภายใน "กรมปทุมวัน"

รัฐมนตรี...ที่ไม่ใช่รัฐมนตรง

ในอดีตก่อนกาลนานมาแล้ว รัฐมนตรีของไทยเรา จะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่ “ตรง” กับบทบาทและหน้าที่ สามารถกำกับนโยบายและบริหารงานกระทรวงที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี

จงรับกรรม-จงรับกรรม-จงรับกรรม!!!

อาจด้วยเหตุเพราะความเดือดพล่านของโลกทั้งโลก...ไม่ว่าในแง่อุณหภูมิอากาศ หรือในหมู่มวลมนุษย์ ที่ใกล้จะล้างผลาญกันในระดับสงครามโลก-สงครามนิวเคลียร์ ยิ่งเข้าไปทุกที