'สีกากี' ฝุ่นตลบ!

โฟกัสแวดวง "สีกากี" สัปดาห์นี้ ไม่น่าจะมีอะไรเหนือกว่าศึกชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย. 2569 ตามกฎ ตามเกณฑ์ ตามระเบียบ ตามกฎหมาย แคนดิเดตทั้ง 4 ราย ได้แก่ บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. นรต.รุ่น 43 เกษียณปี 2571, บิ๊กหวาน-พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. นรต.รุ่น 42 เกษียณปี 2570, บิ๊กราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นรต.รุ่น 50 เกษียณปี 2576 และ บิ๊กแมน-พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ นรต.รุ่น 43  เกษียณปี 2572 มีสิทธิ์ขึ้น

นั่งเก้าอี้ "ผบ.ตร." ได้หมดทุกคน เพียงแต่เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ชั่วโมงนี้ทุกสำนักน่าจะฟันธงไปที่ "บิ๊กราญ" ลูกหลานเมืองเพชร ที่มีองค์ประกอบครบครัน ผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีแรงสนับสนุนเต็มเปี่ยม จะติดก็แต่เพียงหากขึ้นไปเป็นผู้นำสีกากีจะนั่งยาวถึง 6-7 ปี ก็ต้องดูว่า "ก.ตร." จะมองในมุมอยู่จนรากงอกปิดหัวพี่ๆ น้องๆ หรือมองในมุมอยู่นานก็มีเวลาพัฒนา มีเวลาปรับเปลี่ยนองค์กรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกเรียกร้องให้ปฏิรูปอยู่ตลอดเวลาได้อย่างเต็มที่...งานนี้ก็วัดใจ "นายกฯ อนุทิน" ในฐานะประธาน ก.ตร.ที่จะเสนอชื่อ "ผบ.ตร.คนใหม่" ให้ ก.ตร.พิจารณา จะเลือกใคร?

พอเสร็จจากศึกชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." เหล่า "สีกากี" ก็แทบไม่ได้พักหายใจหายคอ เพราะมีคิวแต่งตั้งระดับ "นายพล" วาระประจำปี 2569 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.และเทียบเท่า-ผบก.ทั่วประเทศ จ่อคิวรอให้ฝุ่นตลบต่อเนื่อง หลัง "ผบ.ต่าย" เคาะระฆังสัญญาณเริ่มทำบัญชีแต่งตั้งตามลำดับขั้นตอน ระดับ บก.ให้ ผบก.พิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับ รอง ผบก. เลื่อนเป็นระดับ ผบก.ภายใน 7 ส.ค. ส่งต่อ บช. จากนั้นระดับ รอง ผบช. และรอง จตร. ลงมาถึง ผบก. ให้ บช. พิจารณาภายใน 10 ส.ค. 2569 ก่อนส่งให้ ตร.พิจารณา โดยในหนังสือคำสั่ง ผบ.ต่าย เน้นย้ำการจัดทำผลการปฏิบัติงานและสรุปผลการปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ซึ่งผลการปฏิบัติงานต้องเป็นรูปธรรม ทำผลงานดีเด่นที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งของคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. ๐

ครบกำหนดเดดไลน์ให้ "ตำรวจ" ยื่นใบสมัครใจเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 29 รอบตุลาคม  พ.ศ. 2570 ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งให้สิทธิ์ทบทวนถอนใบสมัครใจถึงวันที่ 20 ก.ค. จากนั้นจะเป็นหน้าที่ฝ่ายกำลังพลตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาให้ร่วมโครงการเออร์ลีรีไทร์รุ่นที่ 29 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 แว่วๆ ว่าในจำนวนผู้ยื่นใบสมัครรอบนี้มีชื่อ บิ๊กกบ-พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ซึ่งมีคิวต้องขยับขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ในการแต่งตั้ง "นายพล" รอบนี้ ตามกฎ ตามเกณฑ์ ก.ตร. ให้ลำดับอาวุโสเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นแทนตำแหน่งว่าง ซึ่งปีนี้ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง "บิ๊กกบ" มีชื่ออาวุโสลำดับ 2 ต้องขยับขึ้นก่อนเกษียณอายุราชการปี 2570 เหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี หากตัดสินใจเข้าโครงการเออร์ลีฯ จริงก็จะได้รับเงื่อนไขเลื่อนยศเป็น พล.ต.อ. ที่สำคัญจะเป็น "ผบช.ไซเบอร์" ที่ยื่นเข้าโครงการเออร์ลีฯ ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการเป็นคนที่ 2 ต่อจาก บิ๊กเจี๊ยบ-พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา อดีต ผบช.สอท. ที่เข้าโครงการเออร์ลีฯ รุ่นที่ 28 ไปเมื่อปี 2568 ๐

จากสถานการณ์ความมั่นคงภูมิภาคและเหตุการณ์ชายแดนของไทย-กัมพูชา ส่งผลต่อการปรับแนวทางการใช้งบประมาณและแผนป้องกันประเทศในอนาคตของ "กองทัพ" เป็นอย่างมาก บ่งชี้ถึงการปรับตัวรับ "game change" ด้านการทหารของไทยในวิกฤตความตึงเครียดของโลกทุกด้าน จะเห็นได้จากการที่กระทรวงกลาโหมได้ส่งระดับ "บิ๊กไฟว์" ได้แก่ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ มาชี้แจงถึงการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ในโครงการต่างๆ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปตามการจัดโครงสร้างใหม่ของกองทัพ ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเงินในกระเป๋าและหนี้เก่าจากโครงการเดิม โดยเฉพาะกองทัพเรือต้องยอมรับว่า "หลังแอ่น" เพราะจากตัวเลขภาระหนี้ผูกพันในโครงการขนาดใหญ่รวมแล้วมากถึง 62,663 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำ 2 ลำ 22,500 ล้านบาทที่ค้างในตาราง ขณะที่มีเรือซึ่งอายุการใช้งานเกิน 40 ปีใกล้ปลดประจำการ ได้แก่ เรือ ต. หรือเรือตรวจการณ์ ตอนนี้มี 9 ลำ เรือกวาดทำลายทุ่นระเบิด 3 ลำ เรือยกพลขึ้นบก 6 ลำ ขณะที่เรือฟริเกตกับคอร์เวตต์ ปี 72 จะเหลือเพียง 2 ลำ และปี 73 เหลือ 1 ลำ

การซักถามของคณะกรรมาธิการงบฯ ปีนี้ ในภาพรวมยอมรับถึงความจำเป็นในการจัดหายุทโธปกรณ์สำคัญๆ และการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในรูปแบบเดียวกันของ 3เหล่าทัพ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยใช้บทเรียนของสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา มาใช้วางแผนในเรื่องของการอำนวยการรบสำหรับสถานการณ์ในอนาคต โดย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชี้แจงว่าในการปรับปรุงแผนป้องกันประเทศนั้น เป็นปฏิบัติการข้ามมิติ หรือ Joint All-Domain Operations ที่มีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการจัดตั้งศูนย์บัญชาการขีดความสามารถร่วม Joint Capabilities Command (JCC) โดยจัดทำคำของบประมาณด้านการพัฒนาหน่วยที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ในวงเงิน 893 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกจะอยู่ที่ร้อยกว่าล้านบาท โดยเป็นงบพัฒนาหน่วยในภาพรวม โดย JCC มีขีดความสามารถ 4-5 ประเด็น ได้แก่ ไซเบอร์, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ, การป้องกันภัยทางอากาศ, กิจการอวกาศ และวางแผนอำนวยการทำพิมพ์เขียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขิงก็รา...ข่าก็แรง

คำพังเพยไทยที่บอกว่า “ขิงก็รา ข่าก็แรง” เราจะใช้พูดถึงคนที่ขัดแย้งกัน ด่ากันไปด่ากันมา แต่พิจารณาจริงๆ แล้วก็แล้วร้ายทั้งคู่ ขิงที่ขึ้นราก็ใช้ไม่ได้ ข่าที่กลิ่นแรงเกินไปก็ใช้ไม่ดี รัฐบาลก็ทำหลายอย่างที่ไม่ดี

เตรียมพร้อม!!!...ด้วยการ 'คิดนอกกรอบ'

เห็นว่า...กลับมารบกันอีกแล้ว!!! อิหร่านกับอเมริกา โดยจะมีอิสราเอลเข้ามาร่วมด้วย-ช่วยกัน แบบ 2 รุม 1 หรือไม่? อย่างไร? คงต้องคอยติดตามไปเป็นระยะๆ

'อวิชชา'กับโลกธรรมที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนา!!!

ตกลงท่านนายกฯ เสี่ยหนู-อนุทิน ก็ยังคงไปต่อ...หรือยังคงอยู่ได้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัยและตัดสินไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์ ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านของรัฐบาลไม่ขัดอะไรกับรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้พวกที่รู้ลึก รู้มาก แต่อาจไม่รู้จักตัวเองเอาเลยก็เป็นได้ หรือพวกที่สนุกสนานอยู่กับการร่ำลือถึงนายกรัฐมนตรีสำรอง ที่มีชื่อย่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ศ.ศาลา อาจถึงขั้นโศกเศร้า ศึม (ซึม) กะทือ หรือไม่? อย่างไร? ก็มิอาจคาดคำนวณได้... (2) คืออันที่จริงความพยายามควานหาว่าใคร? คือผู้ที่มีชื่อย่อขึ้นด้วยตัวอักษร ศ. มันก็อาจคล้ายๆ

ยิ่งใกล้ยิ่งฝุ่นตลบ!

นี่ซิ...ยุทธจักรโล่เงินของแท้ ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะมือต่อไม้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

ใครโง่...ใครฉลาด

สังคมไทยเป็นสังคมที่ตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก เพราะวาทกรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่ก่อให้เกิดจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน ขอเรียกว่าจุดยืนทางการเมืองก็แล้วกันนะ ไม่ขอเรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะที่แตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมืองที่ก่อให้เกิดกีฬาสี ที่แต่ละสีไม่อาจจะเป็นมิตรกันได้

ว่าด้วยมาตรฐานความดีและความชั่ว!!!

มีผู้นำประเทศอย่างท่านนายกฯ เสี่ยหนู อนุทิน หรือมีผู้ว่าฯ กทม.อย่าง ชัชชาติ บุรุษผู้กล้ามใหญ่ในปฐพี อันที่จริงถ้าจะว่าให้ถึงที่สุดแล้ว...มันก็น่าจะพอกล้อมๆ แกล้มๆ น่าจะพอ อยู่ๆ กันไปได้