แด่...เพื่อนพ้อง-น้องพี่!!!

อย่างที่อดีตพระเดชพระคุณเจ้า หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านได้เอ่ยปากถามบรรดาพวกโยมๆ ทั้งหลายเอาไว้นั่นแหละว่า โยม...ไม้ท่อนนี้สั้น-หรือยาว ก่อนที่จะเฉลยปริศนาธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง ประมาณว่า... “ถ้าหากโยมปรารถนาและต้องการท่อนไม้ที่ยาวกว่านี้...ไม้ท่อนนี้ก็ย่อมสั้น” และ “ถ้าหากโยมปรารถนาและต้องการท่อนไม้ที่สั้นกว่านี้...ไม้ท่อนนี้ก็ย่อมยาวว์ว์ว์” อะไรทำนองนั้น...

เรื่อง การอยู่-การไป ของท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ก็น่าจะประมาณนั้น!!! คือถ้าหากไปถามบรรดาพวกสามนิ้ว สามกีบ พวกเผาไทย พวกอดีตกองหนุน ที่กลายสภาพเป็นกองเกินและกองหลอนมานานแล้ว หรือแม้แต่ไปถามผู้ที่ใครก็ไม่รู้ให้ชื่อ ฉายา เอาไว้ถึงขั้น กุนซือสมองเพชร

อย่าง เสธ.ไพศาล ของหมู่เฮาก็ตาม ฯลฯ รับรองว่าต้องออกมาทาง สั้น อยู่แล้วแน่ๆ แต่ถ้าหากลองไปถามพวกไอโอ พวกติ่งบิ๊กตู่ พวกองครักษ์เสื้อแพรทั้งหลาย หรือแม้กระทั่ง ป๋าเปลว สีเงิน ของหมู่เฮาก็ตาม ย่อมต้องออกมาในแนว ยาว อีเหลนเป๋น หรือ ยาวว์ว์ว์...ไปเลย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

     ความปรารถนาและต้องการที่จะให้แต่ละสิ่ง แต่ละอย่าง หรือกระทั่งทุกสิ่ง-ทุกอย่าง เป็นไปตามที่ตัวเองพึงใจ ถูกใจ และชอบใจ อันเป็นไปตาม โลกธรรมชนิดหนึ่ง ที่มันอาจผิดแผก แตกต่าง ออกไปจากผู้ที่มี โลกธรรมอีกชนิดหนึ่ง อันนี้นี่แหละ...ที่อาจถือเป็นพื้นฐาน เป็นต้นเหตุ แห่งบรรดา ความขัดแย้ง ในแทบทุกชนิดเท่าที่เคยมีมาและยังคงปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ แม้แต่จีน-รัสเซียกับมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรตะวันตก ที่กำลังฮึ่มๆ ฮั่มๆ ใส่กันและกันในทุกวันนี้ ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับ ท่อนไม้ ในมือของ หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านนั่นแหละ ไม่ว่าจะมีการให้คำนิยามความผิดแผก แตกต่าง ระหว่างกันและกัน ว่าเป็นเรื่องของ ฝ่ายประชาธิปไตย กับ ฝ่ายอำนาจนิยม ระหว่าง ฝ่ายโลกขั้วอำนาจเดียว กับ ฝ่ายโลกหลายขั้วอำนาจ หรือด้วยเหตุผล ข้ออ้าง ในแบบไหนๆ ก็ตามที...

     ด้วยเหตุนี้นี่เอง...สิ่งที่เรียกว่า ขันติธรรม ที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ปัจจุบันของบ้านเรา ท่านออกมาพูด ออกมาย้ำ ออกมาตรัสถึงความสำคัญเอาไว้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ออกมา ประทานพร ให้ใครต่อใครเร่งหันมายึดถือ ยึดมั่นเอาไว้ให้จงหนัก จึงเป็นอะไรที่สอดคล้อง ต้องกัน เอามากๆ ไม่ว่าต่อฉากสถานการณ์ในบ้านเรา นอกบ้าน หรือแม้แต่กับโลกทั้งโลกนั่นแล คือความเพียรพยายามที่จะอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่ผิดแผก แตกต่าง ไปจาก โลกธรรม ที่ตัวตนของตนปรารถนาและต้องการ ส่วนจะกลั้นได้มาก กลั้นได้น้อย ขนาดไหน กลั้นได้ถึงขั้น... “ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” อย่างที่ พระเยซูคริสต์ ท่านชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้กับบรรดาอัครสาวก หรือไม่? เพียงใด? อันนี้...ก็คงขึ้นอยู่กับ อัตตา หรือตัวตนของตน ว่าจะเข้มแข็ง แข็งแกร่ง หรือจะ เอาชนะตัวตนของตน ได้มาก-น้อยเพียงใด?...

     การ เอาชนะตัวตนของตน เพื่อให้เกิด ขันติธรรม โผล่ๆ ผลุดๆ ขึ้นมาในแต่ละครั้ง แต่ละครา แต่ละห้วง แต่ละระยะ ว่าไปแล้ว น่าจะเป็นอะไรที่เก๋ ที่เท่ กว่าการ เอาชนะผู้อื่น ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เพราะอย่างที่ท่านปรมาจารย์ เหลาจื๊อ ท่านผูกเป็นภาษิต เป็นวาทะ เอาไว้เมื่อพันๆ ปีที่แล้วนั่นแหละว่า... He who conquers others is strong; he who conquers himself is mighty.” หรือ “ผู้พิชิตผู้อื่นคือผู้เก่งกล้า...ผู้พิชิตตัวเองคือผู้เกรียงไกร” ด้วยเหตุเพราะไม่ว่า โลกธรรม ของฝ่ายหนึ่ง-ฝ่ายใด จะถูกหรือผิด จะเหมาะสม-ไม่เหมาะสม สอดคล้อง-ไม่สอดคล้อง กับห้วงระยะเวลาในช่วงระยะนั้นหรือไม่? เพียงใด? แต่การ เอาชนะตัวเอง หรือการ พิชิตตัวเอง เพื่อให้ ขันติธรรม มันมีโอกาสผลุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมาได้มั่ง ย่อมต้องมีส่วนส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า อัตตา ทั้งหลาย ละลาย คลายจาง ลงไปได้บ้างไม่มาก-ก็น้อย...

     อันนี้นี่เอง...คือรากฐาน ที่มา แห่ง ความเกรียงไกร ตามที่ท่านปรมาจารย์ เหลาจื๊อ ท่านว่าไว้ ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรไปจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของหมู่เฮา หรือของบรรดา พระศาสดา องค์ต่างๆ รวมถึงพระสังฆราชองค์ปัจจุบันท่านเพียรพยายามชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้แล้วนั่นเอง เพราะถ้าหาก อัตตา ทั้งหลาย มันเกิดละลาย คลายจาง ไปถึงขั้นไม่หลงเหลือ ตัวตนของตน เอาไว้อีกเลย อันนั้น...เท่ากับถือเป็นการ บรรลุนิพพาน ชนิดไม่ต้องเกิด-ไม่ต้องตาย ไม่ต้องว่ายวนเวียนอยู่ภายในวัฏสงสาร สะอาด-สว่าง-สงบเย็นไปตลอดชั่วนิจนิรันดร์กาล ไปอยู่รวมกับพระเจ้า กับปรมาตมัน ไม่ต้องเสียเวลาหงุดหงิด งุ่นง่าน กับความเป็น เสธ.ไพศาล หรือแม้แต่ความเป็น ป๋าเปลว สีเงิน ให้ต้องเหนื่อยยาก ลำบากกายอีกต่อไป...

     ดังนั้น...สรุปเอาเป็นว่า ด้วยเหตุเพราะเคยรู้จัก มักคุ้น กับบรรดาผู้ที่เห็นต่าง ผู้ที่มีโลกธรรมผิดแผก แตกต่าง ระหว่างกันและกัน ไม่รู้จักกี่รายต่อกี่ราย กี่กลุ่มต่อกี่กลุ่ม จนก่อให้เกิดความเป็นเพื่อนรัก-เพื่อนใคร่ หรือเพื่อนร่วมวัฏสงสารมาโดยตลอด เลยคงต้องขออนุญาตอาราธนาคำชี้แนะ ชี้นำ ของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาไว้ ณ ที่นี้อีกซักครั้ง อย่างน้อย...ก็อาจพอช่วยให้เกิดแรงกระตุ้น แรงจูงใจ ในการจำเริญ ขันติธรรม ภายในตัวตนของตน ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างต้อง เด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง กันไปตามสภาพ เพราะไม่ว่าท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านคิดจะอยู่สั้น-อยู่ยาวหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ ท่านก็คงไม่ต่างอะไรไปจาก ท่อนไม้ ในมือ หลวงพ่อชา สุภัทโท นั่นแล...

                                                                      ----------------------------------------------------------

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขอฉลองด้วยการเลี้ยงซ่าหริ่มให้น้องๆที่เป็นสลิ่ม

ในตอนบ่ายของวันที่ 30 กันยายน 2565 พอถึงเวลา 14.55 นาที เริ่มเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามการอ่านคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าครบ 8 ปีตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญของไทยที่ประกาศใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2560 หรือไม่

อาร์เจนตินากับค่าเงินเปโซ

มีคนส่งเสียงเรียกแม่ที่หน้าบ้าน ชายคนที่มาเรียกบอกว่าคืนนี้เตรียมตัวไปขึ้นเรือ พ่อของเราจ้างเขามาให้พาพวกเราข้ามโขง

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า'บิ๊กตู่'ไปต่อ-ไม่ไปต่อ!!!

ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้...ยังไม่รู้ว่า ท่าน ป.ประยุทธ์ ท่านจะได้ ไปต่อ-ไม่ไปต่อ หรือไม่? อย่างไร? เพราะแม้ว่าต้นฉบับชิ้นนี้จะออกวันอาทิตย์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ชี้ขาด ชะตากรรม ของนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 2 วัน แต่จังหวะที่ลงมือเขียน ลงมือปั่นต้นฉบับ คงต้องขึ้นอยู่กับช่วงแห่งการพักฟื้นเรี่ยวแรง กำลังวังชา ตามประสาผู้ที่อยู่ในวัย ไม้ใกล้ฝั่ง เต็มที

ดาวจรัสแสงใน 'โผผู้การกรม'

เก่าไป...ใหม่มา สัจธรรมแวดวง สีกากี เริ่มนับหนึ่งเข้าสู่ยุค ผบ.เด่น-พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ กุมบังเหียน กรมปทุมวัน หลังผ่านยุค ผบ.ปั๊ด-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติมา 2 ปี จากนี้อีก 1 ปี ตามอายุราชการของ ผบ.เด่น

ลัคนาสถิตเมษกับเค้าโครงชีวิตปี2566

ภาคอดีตอันใกล้ พวกท่านเพิ่งจบปรากฏการณ์โหดหินเรื่องเงินจากราหูจรค้นทรัพย์ไปเมื่อเมษายน2565และได้จบสิ้นเจ็ดปีของการปฏิวัติใหญ่ตัวเอง-สถานะและสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ครั้งเดียวในชีวิตไปเมื่อกลางปี2565แล้วเริ่มเปลี่ยนเรื่องจากตัวเองไปปฏิวัติ

ได้เวลาตัดสินใจเสียที

การควบรวมกิจการของธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยที่ไม่ได้ทำให้กลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทำกันมานานแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคที่จะได้รับบริการที่ดีขึ้น ได้มีนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาคุณภาพชีวิต