ถึงเวลาเปลี่ยนใช้รถเมล์(อีวี)

เป็นประเด็นที่พูดถึงกันมายาวนาน สำหรับการจัดหารถโดยสารใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) มาให้บริการแก่ประชาชน เนื่องจากปัจจัยนานัปการที่ทำให้ต้องมีการปรับใช้รถเมล์ไฟฟ้านั้นมาจากเหตุผลที่ว่าเกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานปกคลุมทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตว่ามลพิษทางอากาศส่วนมากมาจากขนส่งมวลชน

แน่นอนว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กรมขนส่งทางบก (ขบ.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เร่งผลักดันการใช้รถเมล์ไฟฟ้าตามนโนบายของศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แม้ว่าในส่วนของ ขสมก.จะยังไม่มีรถไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการ

เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้ขั้นตอนต่างๆ ต้องได้รับการอนุมัติในการจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจากกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าเอกชนจะแซงหน้า ขสมก.ในการจัดหารถเมล์ไฟฟ้ามาให้บริการประชาชนไปก่อนแล้ว โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ผู้ให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ได้เปิดให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า สาย 8 หรือสาย 2-38 ภายใต้แนวคิด “We Come To Change Fast 8 To Feel Good เรามาเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกให้ดีขึ้น” โดย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มีการทดลองใช้รถเมล์ไฟฟ้าก่อนที่จะนำไปให้บริการด้วย

โดยกระทรวงคมนาคมมองว่า การเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะจากรถใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งตามการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารจะมีสายทางให้บริการจำนวน 237 เส้นทาง แบ่งเป็น ผู้ประกอบการเป็นเอกชนที่มายื่นขอไลเซนส์กับ ขบ.และ ขสมก. โดยเป้าหมายการเปิดให้บริการรถเมล์อีวีจะมีการบรรจุและให้บริการจำนวน 1,250 คันภายในเดือน ธ.ค.นี้

การเปิดเดินรถโดยสารปรับอากาศที่ใช้รถเมล์ไฟฟ้า สาย 2-38 (สาย 8 เดิม) โดยบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัดนี้ ถือเป็นการคิกออฟการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งตามการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารจะมีสายทางให้บริการจำนวน 237 เส้นทาง แบ่งเป็นผู้ประกอบการเป็นเอกชนที่มายื่นขอไลเซนส์กับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และการให้บริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งการเปิดรถเมล์อีวี สาย 8 ของบริษัท ไทย สมายล์ บัส วันนี้เป็นการเปิดให้บริการรถโดยสารสาธารณะของผู้ประกอบการที่เป็นเอกชน ซึ่งจะเริ่มให้บริการในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จำนวน 40 คัน

ส่วนอัตราค่าโดยสารจะเป็นไปตามโครงสร้างค่าโดยสารรถปรับอากาศใหม่ที่คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางกำหนดตามระยะทาง 15-20-25 บาท ซึ่งเอกชนได้เสนอการบริการเพิ่มเติม ค่าโดยสาร 40 บาทต่อวัน สำหรับการใช้บริการรถโดยสารของบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ทุกเส้นทาง โดยจะเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E- ticket) สามารถเติมเงินได้ ผู้โดยสารสามารถซื้อได้จากพนักงานที่อยู่บนรถคันดังกล่าว

ถือเป็นของใหม่แกะกล่อง ต้องมีการประเมินคุณภาพด้วย หลังให้บริการกระทรวงคมนาคมจะประเมินผล ปัญหาอุปสรรคการให้บริการในระยะเวลา 60 วัน ว่ามีเรื่องใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อตอบโจทย์ในการให้บริการขับเคลื่อนเป้าหมายตามแผน โดยนำรถเมล์ไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการขั้นต่ำ 5,000 คันในระยะเวลา 3 ปี และขยายเป็น 7,900 คันในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการเดินทางเพิ่ม ในส่วนของ ขสมก. มีแผนนำรถเมล์ไฟฟ้ามาให้บริการปีนี้ประมาณ 400 คัน อยู่ระหว่างการจัดทำทีโออาร์ โดยมีผู้แทนจากองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้ามาร่วมกำหนดทีโออาร์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เกิดความโปร่งใสด้วย

เป็นเรื่องดีๆ สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้ใช้รถเมล์ใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาให้บริการ และตั้งธงว่ามีแผนที่จะดำเนินการไม่เกิน 3 ปีในการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าๆ หรือรถร้อนมาเป็นรถไฟฟ้า เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชน เข้าถึงการให้บริการ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสก็สามารถเข้าถึงการให้บริการ ซึ่งจะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามสมมติฐานที่กระทรวงคมนาคมแสดงเจตนารมณ์ ถือว่าประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ.

กัลยา ยืนยง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

ฝากการบ้านรัฐบาล

โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์