เผือกร้อนขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่

ถือเป็นประเด็นร้อนประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากช่วงเช้าของวันที่ 9 พ.ย.2565 สมาคมรถแท็กซี่ 4 แห่ง ได้แก่ สมาคมประสานงานรถรับจ้างสุวรรณภูมิ, สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะ, สมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า, สมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย สมาพันธ์แรงงานแท็กซี่ไทย และกลุ่มแท็กซี่ทวงคืนความยุติธรรม นัดรวมตัวกันกว่า 200 คน บุกมาหน้าบริเวณกระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่)

เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่จากประชาชนระหว่างกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค, สภาองค์กรของผู้บริโภค, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้แทนภาคประชาชน และคณะกรรมการบริหารร่วม 4 สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่ โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภค (Core CPI) โดยจะคำนึงถึงความเป็นธรรมกับประชาชนผู้ใช้บริการ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว 4 สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่ยังไม่เห็นด้วยกับอัตราค่าโดยสารที่เสนอ และคณะกรรมการบริหารร่วม 4 สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่ได้นำเสนออัตราค่าโดยสารใหม่ในที่ประชุมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระจนเกินไป และไม่เกินกรอบที่กระทรวงฯ กำหนด ดังนั้นจึงได้มีการนัดสรุปอีกครั้งในวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา

จึงเป็นที่มาของการรวมตัวของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่ากว่าจะสรุปกันได้ก็ใช้เวลายืดเยื้อพอสมควร หลังจากกลุ่มแท็กซี่ต้องการที่จะให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มาพูดคุยหารือด้วยตัวเอง ขณะที่ รมว.คมนาคมก็ได้ส่งตัวแทน คือนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษา รมว.คมนาคม นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. ร่วมประชุมหารือกับผู้แทน 4 สมาคม แม้จะมีข้อถกเถียงและบานปลายถึงขั้นปิดถนนราชดำเนินหน้ากระทรวงคมนาคมเกือบ 30 นาที แต่สุดท้ายก็ได้หาทางออกร่วมกันไปได้ด้วยดี

ท้ายที่สุดทางผู้แทน 4 สมาคมได้ยอมรับอัตราดังกล่าว จากนั้น ขบ.ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม มีความเป็นสากล รวมถึงการจัดหาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างของมิเตอร์แท็กซี่ให้มีความเหมาะสมกับปัจจุบันและเป็นสากล ส่วนในขั้นต่อไปจะได้มีการออกประกาศกระทรวงคมนาคมเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ใหม่ ก่อนเริ่มให้มีการจูนมิเตอร์ โดยผู้แทน 4 สมาคมขอให้ ขบ.ช่วยเหลือให้ค่าจูนมิเตอร์มีราคาที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระแก่ผู้ขับรถแท็กซี่จนเกินไป พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่ในการปรับจูนมิเตอร์ให้มีความคล่องตัวและรวดเร็วต่อไป

สำหรับ การปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ครั้งนี้ต่างจากค่าโดยสารแท็กซี่ในปัจจุบันหลักๆ คือ ระยะทาง 1 กม.แรก รถใหญ่ ปัจจุบัน 35 บาท ปรับเป็น 40 บาท, ระยะทางเกินกว่า 1-10 กม. ปัจจุบันรถเล็ก-รถใหญ่ กม.ละ 5.5 บาท ปรับเป็น กม.ละ 6.5 บาท, ระยะทางเกินกว่า 10-20 กม. ปัจจุบัน รถเล็ก-รถใหญ่ กม.ละ 6.5 บาท ปรับเป็น กม.ละ 7 บาท, ระยะทางเกินกว่า 20-40 กม. ปัจจุบันรถเล็ก-รถใหญ่ กม.ละ 7.5 บาท ปรับเป็น กม.ละ 8 บาท และระยะทางเกินกว่า 40-60 กม. ปัจจุบัน รถเล็ก-รถใหญ่ กม.ละ 8 บาท ปรับเป็น กม.ละ 8.5 บาท ส่วนค่ารถติด ปัจจุบันรถเล็ก-รถใหญ่ คิดนาทีละ 2 บาท ปรับเป็นนาทีละ 3 บาท

ทั้งนี้ หลังจากนี้ ขบ.ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวจะเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมพิจารณาเห็นชอบภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หากได้รับความเห็นชอบแล้วจะมีการออกประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป โดยในส่วนนี้จะมีผลเฉพาะแท็กซี่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ที่อยู่ในระบบทั้งหมด 80,000 คัน จากที่ให้บริการจริงในปัจจุบัน 60,000 คัน โดยหลังจากมีมติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว รถแท็กซี่ที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดต้องมาปรับจูนมิเตอร์ค่าโดยสารใหม่

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้คงต้องมารอดูกันว่าหลังจากปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วบรรดาผู้ขับแท็กซี่จะมีการปรับปรุงการให้บริการมากน้อยแค่ไหน เพราะเรื่องนี้ ขบ.ได้เน้นย้ำแท็กซี่ในเรื่องพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ดี เช่น ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร หากพบว่ามีการกระทำผิดจะลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบตัดแต้มใบอนุญาตขับรถ หรือหากมีการทำผิดซ้ำจะพักใช้ใบอนุญาตขับรถ 3-6 เดือน และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้วแต่กรณี บทลงโทษเข้มข้นขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าการให้บริการจะดีขึ้นด้วยหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน