คริสต์มาสและการรื้อฟื้น 'ความศรัทธา'

 

อาทิตย์นี้...ตรงกับ วันคริสต์มาส ที่ 25 ธ.ค.แบบพอดิบพอดี เลยยังไงๆ...คงต้องขออนุญาตพูดถึง กล่าวถึง ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะพระศาสดาอย่าง พระเยซูคริสต์ ท่านไว้ซักหน่อย เพราะแค่นึกถึง คำนึงถึง ความเสียสละ การให้ หรือจะเรียกว่า การไถ่บาป ก็แล้วแต่ คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่าเป็นอะไรที่ สุดๆ เอาจริงๆ...

ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดประโยคสุดท้าย ที่พระคัมภีร์ไบเบิลอ้างว่า ท่านได้พึมๆ พำๆ ไว้ในขณะถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน ณ ช่วงลมหายใจสุดท้าย คือคำว่า เอโลอี-เอโลอี ลามาสะบักธานี หรือแปลเป็นไทยประมาณว่า 

“พระเจ้าของข้าพระองค์...พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” ยิ่งแทบน้ำตาไหล น้ำตาซึม เอาเลยถึงขั้นนั้น ด้วยเหตุนี้...จึงไม่ถึงกับน่าแปลกใจ ที่บรรดานักคิด นักปราชญ์ทางศาสนา ท่านมักลงความเห็นทำนองว่า อาจเป็นเพราะความซาบซึ้ง ตรึงใจ ต่อความเสียสละ ต่อการให้ หรือต่อ ความรัก ที่องค์พระศาสดารายนี้ท่านมีต่อบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ศาสนาคริสต์ จึงตั้งมั่นขึ้นมาด้วยองค์ประกอบพื้นฐานแห่ง ความศรัทธา นั่นแหละเป็นสำคัญ...

ต่างไปจากศาสนาพุทธของเราๆ-ทั่นๆ ที่พวกนักคิด นักปราชญ์ ท่านเห็นว่าเป็นศาสนาแห่ง ปัญญา ขณะที่ศาสนาอิสลามถือเป็นศาสนาแห่ง ศีล เนื่องจากความชัดเจนครอบคลุมในข้อปฏิบัติสำหรับศาสนิกทั้งหลาย ส่วนใครชอบ อาหารจานใด ใครจะ ถูกจริต กับ ศีล กับ ศรัทธา (สมาธิ) กับ ปัญญา หรือกับศาสนาใดๆ ก็แล้วแต่ ย่อมถือเป็นสิ่งดีๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว...ทั้งหลาย ทั้งปวงที่ว่า ล้วนแล้วแต่ไหลไปรวมที่ คุณธรรม หรือต่างมุ่งไปสู่ ธรรมะ ด้วยกันทั้งสิ้น ต่างนำพามวลมนุษย์ทั้งหลายไปสู่ อารยธรรม ที่สูงขึ้นๆ อย่างน้อย...พอได้หลุดพ้นไปจากความเป็นเดียรัจฉานตามการยกระดับของใครก็ของมัน...

แต่ด้วยเหตุที่ ความศรัทธา นั้น...เอาเข้าจริงๆ แล้ว คงไม่ได้ขึ้นอยู่การมีมาก-มีน้อย แต่น่าจะขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นในการ เข้าถึง และ เข้าใจ นั่นแหละเป็นสำคัญ คือถ้าไม่คิดจะเข้าถึง-เข้าใจแล้ว ไปๆ-มาๆ อาจกลายเป็น ความงมงาย เอาง่ายๆ ไม่ว่าศาสนาไหนต่อศาสนาไหนก็เถอะ แม้แต่ศาสนาพุทธของหมู่เฮา ที่เผลอไปกราบไหว้ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ จำนวนไม่น้อย ตั้งแต่ต้นกล้วย ศิวลึงค์ ไปจนถึงคุณวรนุส ฯลฯ เอาเลยก็ยังมี หรือเป็นศรัทธาที่ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ใน สติ ไม่ได้คำนึงถึงเหตุผลและจุดมุ่งหมายของศาสนานั้นๆ...

แต่ถ้าเป็นศรัทธาที่ตั้งมั่นอยู่บนความเข้าถึง-เข้าใจแล้วล่ะก็...คงต้องยอมรับว่า เป็นอะไรที่ง่ายต่อการยึดถือ ยึดมั่น ไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก คิดเล็ก-คิดน้อย เป็น ยานพาหนะ ที่ใหญ่โตมโหฬาร พอที่จะนำพามวลมนุษย์จำนวนมากมายมหาศาลไปสู่ อารยธรรม ที่สูงขึ้นๆ ได้ไม่ยาก ยิ่งในโลกยุคใหม่-สมัยใหม่ที่เป็นตัวทำให้บรรดา เหตุผล ทั้งหลาย มีแต่จะสับสน อลหม่าน ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ลากเอา คนตาดีเข้าไปปล้ำกับคนตาบอดในถ้ำที่มืดมิด ไปเป็นรายๆ สิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา นี่แหละ ถือเป็น เครื่องมือ ชิ้นสำคัญ ในการตอบคำถาม การให้คำอธิบาย ต่อบางสิ่ง-บางอย่างที่แม้แต่ เหตุผล ใดๆ ก็ตาม มิอาจให้คำตอบ คำอธิบายได้ถนัดชัดเจน...

และอาจด้วยเหตุเพราะ ศรัทธา แบบที่เคยทำให้ ชุมชนชาวคริสต์ มีโอกาสก่อรูป ก่อร่าง ขึ้นมาแต่แรก นับวันเริ่มเสื่อมถอย ลดหาย คลายจาง หรือแปรผัน แปรเปลี่ยน ไปเป็นอื่น ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ความซาบซึ้ง ตรึงใจ ที่บรรดาชาวคริสต์ทั้งหลายเคยมีต่อพระศาสดา เลยเกิดการลดระดับลงไปแบบฮวบๆ ฮาบๆ โดยเฉพาะยุคที่ “วิทยาศาสตร์” กับ “ศาสนา” หันมาสวมรองเท้าคอนเวิร์ส หรือหันมาก้าวเดินแบบ “ทางใคร-ก็ทางมัน” อะไรทำนองนั้น โลกทั้งโลกที่แม้จะเต็มไปด้วยคริสตชนจำนวนมิใช่น้อย มันเลยกลายเป็นโลกที่ตกต่ำ เสื่อมทรุด เสื่อมโทรม กลายเป็นโลกแห่งปิศาจ-ซาตานยิ่งเข้าไปทุกที...

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ช่วงคริสต์มาสคราวนี้เลยทำให้อดคิดถึงหนังฝรั่งยุคโบร่ำ-โบราณเรื่องหนึ่งขึ้นมามิได้ คือเรื่อง The Exorcist เรื่องของ บาทหลวง หัวสมัยใหม่ ผู้กำลังใกล้ๆ ขาดความเชื่อ-ความศรัทธาต่อศาสนาตัวเอง จนเมื่อได้เจอกับ ปิศาจ ตัวเป็นๆ ที่สิงสู่อยู่ในร่างเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ ชนิดน่าสงสาร น่าเวทนาเสียเหลือเกิน ความศรัทธา ที่ถูกปลุกฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยมี ความรัก เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน จึงทำให้บาทหลวงรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการดึงเอาซาตานเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างตัวเอง ก่อนกระโดดหน้าต่างฆ่าตัวตายไปพร้อมๆ กับปิศาจรายนี้ อันถือเป็นการ เสียสละ ไม่ต่างอะไรไปจากพระเยซูคริสต์ผู้ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนนั่นเอง ส่วนบรรดาเด็กรุ่นใหม่-คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าเจเนอเรชันเอ็กซ์ เจเนอเรชันวาย หรือเจเนอเรชันใดๆ ก็ตาม ฯลฯ ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกยุคใหม่-สมัยใหม่ทั้งหลาย จะมีโอกาสฟื้นความเชื่อ-ความศรัทธาแบบเก่าๆ เดิมๆ กลับมาได้อีกหรือไม่? อย่างไร? อันนี้...อาจต้องรอให้เขาทั้งหลาย มีโอกาสได้เห็น ปิศาจ หรือ ซาตาน ตัวเป็นๆ ที่กำลังใกล้ปรากฏให้เห็นในอีกไม่นานนับจากนี้ หรือจากโลกที่ ศีลธรรมไม่กลับมา...โลกาย่อมวินาศ นั่นแล...

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า

สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

ความรู้-คู่-คุณธรรม

คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที

'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า

จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!

อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า

โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.

เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์