
สิ่งที่เรียกว่า ความพอเพียง หรือ เศรษฐกิจพอเพียง นั้น...น่าจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเอามากๆ สำหรับ ล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยเหตุเพราะขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ได้ทรงย้ำนัก ย้ำหนา ได้ตรัสแล้ว ตรัสอีก ถึงสิ่งที่ว่านี้ มาอย่างชนิดต่อเนื่อง ยาวนาน สม่ำเสมอ ตลอดช่วงระยะเกือบ 20-30 ปีเห็นจะได้...
แต่คงเป็นเพราะไม่ได้ทรงมี พระราชอำนาจ ที่จะไปสั่งการ ควบคุม บังคับใครต่อใคร ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ มีแต่ พระบารมี ที่อาจพอช่วยดลบันดาลให้เกิดการเปิดใจ เปิดกว้าง ไปตามคำชี้แนะ-ชี้นำ โดยความยินยอมพร้อมใจเป็นที่ตั้ง
แต่คงเป็นเพราะไม่ได้ทรงมี พระราชอำนาจ ที่จะไปสั่งการ ควบคุม บังคับใครต่อใคร ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ มีแต่ พระบารมี ที่อาจพอช่วยดลบันดาลให้เกิดการเปิดใจ เปิดกว้าง ไปตามคำชี้แนะ-ชี้นำ โดยความยินยอมพร้อมใจเป็นที่ตั้ง เรื่องของ ความพอเพียง หรือ เศรษฐกิจพอเพียง จึงยังออกจะหนักไปทาง มายาภาพ ไม่ได้ถึงกับเป็นจริง-เป็นจัง เป็นระบบและเป็นกิจการมากมายซักเท่าไหร่ เผลอๆ...อาจกลายเป็นแค่ ยันต์กันผี หรือเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความดูดี-ไม่ดูดี หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป...
อย่างไรก็ตาม...เหตุที่ต้องหยิบยกเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเกริ่นนำไว้เป็นเบื้องแรก ก็คงไม่ได้มีอะไรมากมายหรอกทั่น แต่อาจด้วยเหตุเพราะสีสัน บรรยากาศ ของการบ้าน-การเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในช่วงนี้ มันออกจะหนักไปทางแจกแล้ว แจกเล่า แจกแหลก-แจกสะบัด โดยแต่ละพรรค แต่ละราย ต่างหันมาเกทับ-บลัฟแหลก กันด้วยแนวคิด นโยบาย ที่แทบเป็นคนละเรื่อง-คนละม้วน กับสิ่งที่เรียกว่า ความพอเพียง หรือ เศรษฐกิจพอเพียง อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่ว่าประเภทคิดจะแจกกันเป็นหมื่นๆ หรือแจกแบบครึ่ง-ครึ่ง แบบคนละครึ่ง ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ โดยจะเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ ผิดกฎหมาย-ไม่ผิดกฎหมาย อันนั้น...คงต้องปล่อยให้บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไปว่าเอาเองก็แล้วกัน...
แต่สิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย...ก็คือการประดิษฐ์ คิดค้น แนวคิดและนโยบายทำนองนี้ มันน่าจะมีพื้นฐาน ที่มา-ที่ไปจากการสำรวจ ประเมิน ความคิด ความเห็นและความต้องการ ของบรรดาผู้คนทั้งหลายมาบ้างแล้วในบางระดับ ถึงพอจะนำมาถักทอบูรณาการ ให้กลายไปเป็น เครื่องมือ ในการหาเสียง การกวาดคะแนนนิยม ของบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองในแต่ละพรรค หรือพูดง่ายๆ ว่า...บรรดาพวก นักประชาธิปไตย หรือ นักเลือกตั้ง ทั้งหลาย เขาคงพอมองเห็นถึง ความไม่พอเพียง ความอยากได้ อยากมีเงิน-มีทอง หรืออาจเรียกว่า ความโลภ ของบรรดาปวงชนชาวไทยโดยส่วนใหญ่ไม่มาก-ก็น้อย มันเลยถึงได้เกิดการโฆษณา หาเสียง ด้วยการแจกแหลก แจกสะบั้น อย่างเท่าที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้...
ดังนั้น...ไม่ว่าอะไรเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ ทำได้-ทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย-ไม่ผิดกฎหมาย คงไม่สำคัญเท่ากับ ผลลัพธ์ ที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะด้วยเหตุที่ “ประชาชนเป็นเช่นไร...รัฐบาลย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” โอกาสที่การเมือง-การปกครองแบบที่เรียกๆ กันว่า ประชาธิปไตย มันจะกลายเป็นตัวก่อให้เกิด รัฐบาลที่โลภ ไปตามความอยากได้ อยากมีเงิน-มีทอง หรือตาม ความโลภ ของบรรดาปวงชนโดยส่วนใหญ่ ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย สุดท้าย...ต้องกลายเป็น ประชาธิป...ตาย จนได้!!!
อาจเพราะด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้ อภิมหาพระ อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเลยฟันธงและฟันเฟิร์ม ไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย นั้น ใช้ได้แต่เฉพาะขณะที่ ประชาชน-มีธรรม เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ปวงชนไร้ศีล-ไร้ธรรม โอกาสที่ประชาธิปไตยจะกลายสภาพเป็นประชาธิป...ตาย ยิ่งมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ความไม่รู้จัก พอเพียง ของบรรดาปวงชนทั้งหลาย ความไม่ได้เข้าถึง-เข้าใจต่อ เศรษฐกิจพอเพียง ของรัฐบาลแต่ละรัฐบาล อันเป็นสิ่งที่ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ได้ทรงย้ำนัก-ย้ำหนามาโดยตลอด ขณะยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ จึงทำให้ ชัยชนะ-ความพ่ายแพ้ ของพรรคการเมือง นักการเมืองแต่ละราย แทบไม่อาจนำมาใช้เป็นคำตอบ-คำอธิบายต่อ อนาคตทางการเมือง ที่เหมาะ-ที่ควร-ที่ถูก-ที่ต้อง หรือที่ควรจะเป็นได้เลย โดยที่สิ่งเหล่านี้...อาจกำลังปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ในอีกไม่ช้า-ไม่นาน นับจากนี้...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
ความรู้-คู่-คุณธรรม
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า
จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

