
“ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ในปี 2567 อาจจะเป็นปีที่น่าจับตามองและมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย ด้วยปัจจัยหลากหลายมิติ ทั้งสนับสนุนและกดดัน ซึ่งมีผลต่อการทำธุรกิจ อาทิ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ กำลังซื้อของผู้บริโภค ไปจนถึงแนวโน้มต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น เหล่านี้เป็นประเด็นให้ผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้ประเมินว่า ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2567 ช่วงครึ่งปีแรกยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังนั้นมีแนวโน้มและมีโอกาสที่จะฟื้นตัวจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อาจปรับลดลง รวมถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลนำงบประมาณออกมาใช้จ่ายมากขึ้น โดยคาดการณ์จำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งปีจะขยายตัวเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 1.8% เท่านั้น
ส่วนมุมมองของภาคผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ ยังคงจับตาในหลายประเด็น อาทิ กำลังซื้อที่ประเมินว่าโดยรวมอาจจะชะลอตัวลงแม้จะมีการเติบโต แต่ก็ยังน้อยกว่าปี 2566 รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นมาก ขณะที่รัฐบาลมีแนวโน้มเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ความอ่อนไหวจากค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นต้น ส่วนประเด็นเรื่องผลกระทบจากมาตรการ LTV และดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงนั้นอาจทำให้อัตราลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงต่อเนื่องมาจากช่วงโควิด-19
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลงมาดูในรายพื้นที่ อย่าง ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่าในปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะหดตัว 7.8% บนแรงกดดันที่มาพร้อมกันทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งจะส่งผลต่อโมเมนตัมตลาดที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะชะลอตัวในระยะยาว โดยมองว่าในปีนี้อาจจะเป็นปีที่มีมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในระดับต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี (ไม่นับช่วงปี 2564 ที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาดใหญ่ในไทย) ที่มูลค่าการโอนคาดอยู่ราว 6 แสนล้านบาท ด้วยหน่วยโอนที่อยู่อาศัยที่คาดต่ำสุดนับจากปี 2561 ที่ 1.64 แสนหน่วย
ซึ่งสัญญาณการชะลอตัวในปี 2567 เมื่อมองออกไปในระยะกลางอีก 1-3 ปีข้างหน้า ทาง ttb analytics มองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแรงกดดันฝั่งอุปสงค์ที่กดดันตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นับจากปีนี้ที่ลดทอนแรงหนุนฝั่งกำลังซื้อลง โดยอาจสรุปเป็นคำสั้นๆ คือ “คนซื้อน้อย เข้าถึงยาก ปราศจากเงินออม” หรือขยายความในเชิงบริบท คือ คนซื้อจะน้อยลง คนจะเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น และคนไม่มีเงินออมที่มากเพียงพอ
ขณะเดียวกัน ในฝั่งอุปทานก็ไม่สามารถทำการตลาดเพื่อช่วยให้สถานการณ์ของตลาดที่อยู่อาศัยดีขึ้นมาได้จากสถานการณ์ “สร้างแพง ขายนาน รักษามูลค่า” เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างและต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนคงค้างจากสต๊อกที่อยู่อาศัยรอการขาย ราคาที่ต้องคงไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์การเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าในตัวเอง เพราะการลดราคาของผู้ประกอบการอาจเป็นการพังทลายความเชื่อมั่นในการรักษามูลค่าของที่อยู่อาศัยลงทันที
ด้วยเหตุนี้ จากแรงกดดันที่มาพร้อมๆ กัน ทาง ttb analytics จึงมองวิธีลดแรงกดดันในตลาดที่อยู่อาศัย ผ่านการปรับสมดุล (rebalancing) โดยแทรกแซงฝั่งอุปทาน เช่น ภาครัฐควรเข้ามาแทรกแซงในตลาด อาทิ ควบคุมการเข้าซื้อที่อยู่อาศัยของทุนต่างชาติเพื่อไม่ให้ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นจนกำลังซื้อของคนในประเทศตามไม่ทัน หรือภาครัฐอาจต้องเข้าแทรกแซงการสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ใน Segment ต่างๆ เพิ่มเติมจากที่แต่เดิมมีเฉพาะที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่ต่ำกว่าเอกชนบนที่อยู่อาศัยเดียวกัน รวมถึงควรวางมาตรการสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ในการซื้อเพื่อป้องกันการเก่งกำไร เช่น จำกัดสิทธิ์ 1 หลังต่อ 1 คน เป็นต้น ขณะเดียวกันภาครัฐก็ควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้กำลังซื้อของประชาชนฟื้นได้ โดยถ้ากำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งจะช่วยสถานการณ์ตลาดค่อยๆ เข้าสู่จุดสมดุลได้ในระยะถัดไป.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

