จะกี่หมอๆ ก็บอกว่า การเว้นระยะห่างและสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ไม่อยู่ในที่้แออัด เป็นยันต์กันภัยพื้นฐานที่ดีที่สุดที่จะสู้กับไวรัสโควิด-19
เวลาเราไปร้านอาหารที่ไหน สังเกตดูคนก็มักจะเลือกบริเวณที่เป็นโอเพ่นแอร์ หรือหลีกเลี่ยงการเข้าไปนั่งอยู่ในห้องแอร์เสียเป็นส่วนใหญ่
ช่วงนี้สวนสาธารณะก็เลยกลายเป็นสุดยอดนิยมในการเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนไปโดยปริยาย เพราะแน่นอนมันคือโอเพ่นแอร์อย่างไม่ต้องสงสัย และไม่แออัด อีกทั้งสามารถเว้นระยะห่างได้เป็น 10-20 เมตรเลยทีเดียว แถมยังได้เอกเซอร์ไซส์อีกด้วย
การใช้บริการสวนสาธารณะแต่ละแห่ง เขาก็จะมาตรการในการคัดกรองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดในระดับหนึ่ง ที่แน่ๆ ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย และสิ่งนี้เองแหละที่ถือเป็นบททดสอบความมีจิตสาธารณะของคนเราในสวนสาธารณะได้เช่นเดียวกัน
ลำพังสวมหน้ากากบ้าง ไม่สวมบ้างเป็นบางคราว เพราะอยากมีอากาศหายใจ หรือเว้นระยะความอึดอัดบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะต้องเคร่งเครียดเข้มงวด เพราะคนเลือกถอดหน้ากากเป็นบางคราว เชื่อว่าต้องพิจารณาแล้วว่าตัวเองปลอดภัย สถานการณ์ ณ นาทีนั้นปลอดโปร่ง
แต่ที่รับไม่ได้ก็ตรงที่ พื้นที่ในสวนสาธารณะนั้น เราจะเห็นหน้ากากอนามัยถูกทิ้่งขว้างตามทางเป็นเศษขยะ ทั้งๆ ที่ในสวนสาธารณะทุกแห่งนั้นจะมีถังขยะแยกประเภทให้เลือกทิ้งอยู่เป็นระยะๆ
สะท้อนความมักง่าย ปราศจากวินัยของคนกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าไปแล้วหน้ากากอนามัยถือเป็น "ขยะพิษ" ที่ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษมากกว่าเศษอาหารหรือขวดพลาสติกทั่วไปเสียอีก จึงไม่แปลกใจเลยว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในสวนสาธารณะเอง ก็ไม่สนใจที่จะเก็บทิ้ง ทั้งๆ ที่ต้องลาดตระเวนตรวจสอบดูแลสถานที่อย่างสม่ำเสมอ
ใครที่เคยพลาดพลั้งทำหน้ากากอนามัยหาย หล่น หรือลืมไว้ในสวนสาธารณะล่ะก็ ช่วยปลุกจิตสำนึกตัวเองเสียหน่อยนะจ๊ะ หรือถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็อย่าไปสวนสาธารณะดีกว่าค่ะ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ของการมีจิตสาธารณะแล้วล่ะ.
'ป้าเอง'
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”


