3 มกราคม 2022 จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักรและสหรัฐร่วมออกแถลงการณ์ The Joint Statement of the Leaders of the Five Nuclear-Weapons States on Preventing Nuclear War and Avoiding Arms Races
สาระสำคัญคือ ทั้ง 5 ชาติจะหลีกเลี่ยงทำสงครามนิวเคลียร์ต่อกันและหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางอาวุธ ถือเป็นความรับผิดชอบสำคัญสุดที่จะลดความเสี่ยงสถานการณ์เช่นนั้น
ภาพ: ขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ Dongfeng-41
เครดิตภาพ: http://eng.chinamil.com.cn/view/2019-10/01/content_9642171.htm
1.ยอมรับว่าไม่มีใครชนะในสงครามนิวเคลียร์และต้องไม่ทำสงครามนี้ต่อกัน อาวุธนิวเคลียร์มีหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศ ป้องปรามการรุกรานและสงคราม และจะร่วมกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์กระจายออกไป
2.จะเอ่ยถึงภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ ย้ำความสำคัญยึดมั่นข้อตกลงทวิภาคีกับพหุภาคีเรื่องไม่แพร่กระจายอาวุธ การปลดอาวุธและควบคุมอาวุธ ยึดมั่นสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) เจรจาด้วยสุจริตใจ (in good faith) เพื่อลดการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปลดอาวุธภายใต้การควบคุมของนานาชาติอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ
3.แต่ละประเทศจะรักษาและเพิ่มมาตรการป้องกันการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ตั้งใจ การยิงโดยพลการ ย้ำไม่กำหนดเป้ายิงอาวุธต่อประเทศใดๆ
4.จะร่วมกับรัฐอื่นๆ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยนำสู่การปลดอาวุธ จนถึงเป้าหมายสุดท้ายที่โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศใด ใช้ช่องทางการทูตทั้งทวิภาคีกับพหุภาคี หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร กระชับเสถียรภาพและอยู่ในภาวะคาดการณ์ได้ เสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน ป้องกันการแข่งขันอาวุธซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร แก้ปัญหาด้วยการหารืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความเคารพ ยอมรับผลประโยชน์ความมั่นคงและข้อกังวลของกันและกัน
แถลงการณ์ 5 ชาตินิวเคลียร์ตอกย้ำโอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจเป็นไปได้น้อยมาก แต่การเผชิญหน้าช่วงชิงยังคงอยู่ ประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
วิเคราะห์:
ประการแรก ตอกย้ำ Non-Proliferation of Nuclear Weapons
เป้าหมายหลักของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) คือจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ให้อยู่ในมือ 5 ประเทศ พูดให้ชัดคือ 5 ประเทศนี้เท่านั้นที่มีอาวุธนิวเคลียร์ถูกต้องตามกฎหมายโลก (สหประชาชาติ)
ต้นปี 2022 มีกว่า 190 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญา ด้านอินเดีย ปากีสถานและอิสราเอล (ที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือที่ถูกชี้ว่ามี) ไม่ยอมรับสนธิสัญญา (และไม่มีทางยอมรับ) ส่วนเกาหลีเหนือถอนตัวออกไปเมื่อมกราคม 2003
ประการที่ 2 ตอกย้ำอำนาจสมาชิกถาวรคณะมนตรี
คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) เป็นส่วนที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหน่วยงานอื่นๆ คือ มีอำนาจตัดสินใจภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและชาติสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม หาไม่แล้วอาจถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง
สมาชิกถาวรมีสิทธิออกเสียงคัดค้าน การคัดค้านเพียงประเทศเดียวทำให้ข้อมติตกไปทันที จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักรและสหรัฐล้วนเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ การประกาศจุดยืนนิวเคลียร์ครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทความสำคัญของทั้ง 5 ประเทศ เพราะข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ มีบทลงโทษชัดเจน เช่น คว่ำบาตรประเทศใดประเทศหนึ่ง จนถึงประกาศทำสงครามกับประเทศนั้น
ดังนั้น นอกจากจุดยืนตามแถลงการณ์ สิ่งที่แฝงอยู่คือการย้ำพลังอำนาจของ 5 ชาติ เป็นผู้มีบทบาทรักษาความมั่นคงโลกมานานและมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการนี้มากที่สุด
ประการที่ 3 การแข่งขันช่วงชิงมีต่อเนื่องและต่อไป
ความจริงที่คนทั้งโลกเห็นคือการแข่งขันช่วงชิงของมหาอำนาจนิวเคลียร์เหล่านี้ แถลงการณ์ล่าสุดช่วยลดความตึงเครียดได้บ้าง ย้ำเตือนว่าโอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์น้อยมาก แต่การแข่งขันสะสมอาวุธ การเผชิญหน้าในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะกรณียูเครน ตะวันออกกลาง อินโด-แปซิฟิก เหล่านี้เป็นจริงและดำเนินเรื่อยมา เพียงแต่จำกัดขอบเขตไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อกัน ผลลัพธ์คืออาจเกิดการปะทะด้วยอาวุธในพื้นที่จำกัดขอบเขต ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังตัวอย่างในอดีต เช่น สงครามอินโดจีน สงครามเกาหลี อัฟกานิสถาน
ยุคสงครามเย็นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่าไม่ว่าชาติมหาอำนาจจะขัดแย้งมากแต่สุดท้ายไม่ทำสงครามต่อกันโดยตรง แม้มีเหตุที่ใกล้จะเป็นเช่นนั้น เช่น วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) เมื่อเดือนตุลาคม 1962 เป็นกรณีตัวอย่าง สถานการณ์ในช่วงนั้นสหภาพโซเวียตอยู่ระหว่างติดตั้งและขนส่งขีปนาวุธเข้าไปในคิวบา ทั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ทั้งแบบพิสัยกลางและพิสัยไกล อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่โซเวียต 45,000 นายกำลังปฏิบัติหน้าที่ในคิวบา ตอบโต้ที่สหรัฐติดตั้งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์พิสัยกลาง รุ่น PGM-19 Jupiter จำนวน 15 ชุดในตุรกีจ่อหน้าบ้านโซเวียต
ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) สั่งประเทศพร้อมทำสงคราม และส่งกองเรือจำนวนมากไปสกัดกั้นกองเรือรัสเซียที่กำลังเดินทางมาคิวบา ประกาศว่าพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์กับสหภาพโซเวียต ตุลาคม 1962 ยื่นคำขาดให้กองเรือรัสเซียบรรทุกขีปนาวุธถอยกลับออกจากคิวบาภายใน 48 ชั่วโมง ในที่สุด 2 ฝ่ายตกลงกันได้ โดยที่โซเวียตยอมถอนกองเรือออกไปพร้อมกับที่สหรัฐทำข้อตกลงลับว่าจะถอนขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Jupiter ออกจากตุรกีและสัญญาว่าจะไม่โจมตีคิวบาหรือโค่นล้มระบอบคาสโตร
วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาเป็นกรณีตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า 2 อภิมหาอำนาจต่างระวังที่จะยั่วยุจนถึงขั้นเกิดสงครามระหว่างกันโดยตรง ต่างทราบดีว่าสงครามนิวเคลียร์มีแต่หายนะและกระทบทุกประเทศทั่วโลก (ประเทศอื่นๆ ต่อต้านสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกเช่นกัน)
แต่การแข่งขันช่วงชิงยังดำเนินต่อไป ปีที่แล้วสหรัฐสร้างพันธมิตรเพิ่มเติม คือพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย หรือ AUKUS เป็นการดึงอังกฤษที่ไม่ใช่ประเทศในภูมิภาคเข้ามาในอินโด-แปซิฟิก (ต้องตระหนักว่าอังกฤษมีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์) การก้าวขึ้นมาของรัสเซียในยุคปูติน ความร่วมมือทางอาวุธระหว่างรัสเซียกับจีน ที่ฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยี มีประสบการณ์กับอีกฝ่ายมีเงินมีทรัพยากรมหาศาล มีผลประโยชน์ที่ต้องรักษามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรัสเซียกับจีนต่างอาศัยกันและกัน เป็นปัจจัยให้อีกประเทศฟื้นฟูเติบใหญ่
ดังนั้น เมื่อมหาอำนาจไม่ทำสงครามโดยตรงต่อกัน ที่ควรระวังคือบางประเทศกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงระหว่างมหาอำนาจเหล่านี้ และอาจเกิดขึ้นในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเคยเกิดมาแล้วในสงครามอินโดจีน สงครามเวียดนาม เรื่องนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ
ประการที่ 4 การใช้อาวุธนิวเคลียร์กับประเทศที่ 3
ถ้าอ่านให้ดี แถลงการณ์ระบุว่า 5 ชาติหลีกเลี่ยงทำสงครามนิวเคลียร์ต่อกัน ตีความว่าอาจใช้กับประเทศอื่นๆ ที่ไม่อยู่ใน 5 ชาตินี้
รัฐบาลสหรัฐมีแนวคิดพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายต่ำ (low-yield warheads) อำนาจทำลายจำกัดขอบเขต รังสีไม่แพร่กระจายในวงกว้าง ไม่กระทบประเทศอื่น สิ่งนี้อาจเป็นหัวรบนิวเคลียร์แบบใหม่ที่จะพัฒนาและใช้กับประเทศที่ 3 ถ้าจำเป็น
เป็นเวลานานแล้ว นักวิชาการหลายคน นักการเมืองบางคนพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือลดให้เหลือน้อยที่สุด ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ยังรวมถึงการนำงบประมาณมหาศาลไปพัฒนาประเทศ ดูแลสังคม เป็นความจริงที่จำนวนหัวรบของสหรัฐกับรัสเซียลดลงเรื่อยมา แต่น่าจะเป็นการลดบนหลักการไม่มีเหตุที่ต้องครอบครองมากเหมือนแต่ก่อน ในขณะที่ประโยชน์การใช้ยังดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เปิดเผยหรือแบบปกปิด โอกาสที่ 5 ชาติปลอดนิวเคลียร์จึงเป็นไปได้ยาก เพราะนี่คือเครื่องมือแห่งผลประโยชน์สำคัญที่ต้องใช้งานต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็นTrade Act of 1974 (2)
ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่องภาษี
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจ่อปรับขึ้นราคา3-5% เริ่มพ.ค.นี้
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ชี้ Q2/69 เข้าสู่โหมด เฝ้าระวัง สงครามยืดเยื้อ รับมือต้นทุนพุ่ง คงมาตรฐานเดิม เผยสมาชิกเริ่มปรับราคาตามต้นทุนจริง3-5%คาดเริ่ม พ.ค.นี้ พร้อมเตรียมชงรัฐบาลขยายเพดานลดหย่อนภาษี สร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง จาก 100,000 แสนบาท เป็น 500,000 แสนบาท เชื่อมั่นกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้าน
'ดร.กอบศักดิ์' จับตา 'Project Freedom' สู่อิสรภาพ หรือจะเป็นชนวนสู่สงครามกับอิหร่านอีกรอบ
โครงการใหม่ของ President Trump ที่กำลังเจรจาอย่างใกล้ชิดกับทางอิหร่าน very positive discussions with the Country of Iran เพื่อปลดปล่อยเรือต่างๆ ที่ถูกจับเป็นตัวประกันมา 64 วัน
อดีตบิ๊กข่าวกรอง ไม่มั่นใจ 'ทรัมป์' ยุติสงคราม ชี้เรือรบยังล้อมฮอร์มุช โลกวิกฤต-ค่าพลังงานยังสูง
จะเชื่อใจทรัมป์หรือสหรัฐได้หรือไม่ ว่าจะไม่ก่อสงครามต่ออิหร่านรอบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอิหร่านเป็นหนามตำใจ ทุบไม่ตาย หากครั้งนี้ถอยทัพเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (1)
ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ ทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้
นาโตยุโรปแก้ปัญหาช่องแคบเป็นอิสระจากสหรัฐ
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นผลประโยชน์นานาชาติ เมื่อสหรัฐขวางเส้นทางเท่ากับขัดแย้งกับพันธมิตรนาโตยุโรปด้วย กลายเป็นอีกตัวอย่างที่ยุโรปดำเนินนโยบายต่างจากสหรัฐ


