
ทำตัวให้น่ารำคาญหนักข้อขึ้นทุกวัน
ก็..นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มีคดีมาตรา 112 เป็นชนักปักหลังนั่นแหละ วานซืนเห็นไปคุยต่อหน้าคนเสื้อแดงที่ จ.พิษณุโลกบางช่วงบางตอน..
“อยากบอกพี่น้องเสื้อแดงทุกคนว่า ไม่ว่าผมจะถูกใส่ร้ายป้ายสีในอดีตอย่างไรก็แล้วแต่ ผมให้อภัย เพราะถือว่าผมคือผม ผู้ซึ่งรักประชาธิปไตย
รักความเป็นธรรม อยากเห็นคนไทยทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ..
ผมกลับมาได้เพราะพระเมตตา เพราะฉะนั้นให้รู้เลยว่าชีวิตผมต้องถวายพระเจ้าอยู่หัว เพราะท่านมีพระเมตตาให้ผม ให้ผมได้กลับมาสู่ผืนแผ่นดินไทย ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว
อยู่กับพี่น้องที่ไม่เคยลืม ผมจะกลับมาทำงานให้กับบ้านเมือง อยากเห็นบ้านเมืองในยุคพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นยุคศิวิไลซ์เหมือนคำทำนาย...
ปัญหาหนี้สินครัวเรือนเยอะเหลือเกิน ทำอย่างไรจะให้หนี้คนไทยลดลงได้ ผมได้คิดดังๆ ย้ำว่าแค่คิดดังๆ นะ ยังไม่ได้ทำ
คิดว่าต่อไปเราจะซื้อหนี้ทั้งหมดของประชาชนออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน แล้วไม่ต้องชำระเต็มจำนวน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่
ยกออกจากเครดิตบูโรให้หมด ให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องทำมาหากินใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล เพราะผมสามารถให้เอกชนลงทุน..
ที่ผ่านมาใครจะว่าผมอย่างไรผมปล่อยวางหมดแล้ว โลภ โกรธ หลง ปล่อยวางไปนานแล้ว อยากบอกให้พี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายกลับบ้านไปบอกคนที่บ้าน
เรื่องปัญหาของประเทศผมรับไว้ แล้วรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่กระบวนการการแก้ปัญหาต้องใช้เวลา และยากกว่าเดิม เพราะทหารวางระบบไว้เลอะพอสมควร แย่พอสมควร
ปฏิวัติทีก็ถอยไปที ยอมรับว่ายาก แต่ไม่เหนือกว่าความพยายาม เราต้องสู้ เราต้องทำให้ได้”
เนี่ย..ตกลงนายทักษิณไม่ได้ให้ความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมรับผิดในการกระทำ ไม่มีความสำนึกในความผิด แต่กลับได้รับพระราชทานอภัยลดโทษใช่ไหม?
แล้วยังกล้า-หน้าด้านบอกตัวเอง “รักความเป็นธรรม” ทำให้กระบวนการยุติธรรมพังน่ะไม่ว่า..มันน่ารำคาญที่สุด!
และที่สุดของที่สุด..นายทักษิณกำลังจะบอกกับคนไทยทั้งประเทศใช่ไหม ว่าที่ได้กลับเข้ามาประเทศไทยและไม่ต้องติดคุกสักวันเดียว ด้วยเพราะ “พระเมตตา” ของในหลวงรัชกาลที่ 10
นายทักษิณไม่ต้องคุยหรอกกระมัง.. “ชีวิตต้องถวายพระเจ้าอยู่หัว เพราะท่านมีพระเมตตาให้ผม” เพราะคนไทยที่รักชาติ-รักสถาบันต่างก็ได้ “ถวายชีวิต” ให้กับพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้ว..
ด้วยพระองค์ท่านทรงมีพระเมตตากับคนไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ได้มีพระเมตตาเฉพาะเจาะจงใคร-ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ!
ส่วนที่ถาม “เรา (รัฐบาล) จะซื้อหนี้ทั้งหมดของประชาชนออกจากระบบธนาคารดีไหม” นั้น
ดี..ถ้าไม่เพ้อเจ้อ และยิ่งดีถ้าจะเอาเงิน (บริสุทธิ์) ของตระกูลชินวัตรที่เก็บออมมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดมาช่วยล้างหนี้ อย่าไปหลอก (แดก) เอกชนรายอื่นมาช่วยล่ะ..น่ารำคาญ!
ส่วนที่นายทักษิณว่า.. “ผมปล่อยวางหมดแล้ว โลภ โกรธ หลง ปล่อยวางไปนานแล้ว” ไม่เพียงพูดให้น่าคลื่นเหียน แต่ใคร่ขออนุญาตท่านผู้อ่าน..ถุย!
คนอย่างนายทักษิณน่ะรึจะ “ปล่อยวาง” ก็ไม่เพราะปล่อยวางไม่ได้ดอกรึ ถึงได้ สทร. ทำตัวเป็นผู้มากบารมี-อยู่เหนือกฎหมายให้เป็นที่น่ารำคาญยิ่ง!
อย่างนี้ต้องบอกว่า..ยัง “กระหาย-ไขว่คว้า” ในอำนาจ บารมี เงินตราน่ะไม่ว่า และแหมๆ พูดมาได้.. “เรื่องปัญหาของประเทศผมรับไว้”
ถ้านายทักษิณไม่อยากให้ประเทศมีปัญหา ก็แค่นายทักษิณเลิกข้องแวะกับการเมือง นั่งเลี้ยงหลานๆ อยู่กับบ้านอย่างตาแก่คนหนึ่ง แค่นั้น บ้านเมืองก็สงบ!
พูดแล้วก็ให้นึกย้อน..20 กว่าปีที่ผ่านมา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตรงไป-ตรงมา ตัดสินให้นายทักษิณมีความผิดเสียแต่ครั้งนั้น..
ประเทศไทยก็จะไม่มีปัญหา-ประชาชนไม่แตกแยกมาจวบจนวันนี้!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กรรมชี้เจตนา!
ตั้งใจจะเป็นยามเฝ้ากรุงเทพฯ.. แต่เพราะถูกกำหนด.. วันที่ 14 เมษา. ผมจึงต้องนั่งรถ (ตู้) ติดสอยห้อยตามพรรคพวกกันไปถึงโขงเจียม จ.อุบลราชธานีนู่น!
หยุดซู่ซ่าได้แล้ว!
“ผมพูดส่วนตัวนะ ถ้าผมไปทำแบบนี้นะ ผมไม่ปล่อยให้รอด ถ้าผมทำนะ” เนี่ย..ผมก็จะรอดูว่า “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดประโยคนี้ในการแถลงข่าวคดีคนร้ายยิงถล่มรถคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส จะ “รอด” หรือไม่?
สาดตัวอักษรพร้อมสาดน้ำ
อยู่ยามเฝ้ากรุงเทพฯ อีกเช่นเคย! แต่..ก็ไม่เคยเหงา กลับรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำที่ระหว่างวันที่ 13-15 เมษา.ของทุกปี ถนนทุกสายในเมืองหลวง-มหานครจะโล่ง-รถจะน้อย..
ตาสว่าง..แถมได้กุศล
จนบัดป่านนี้! เสียงจากผู้หลัก-ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรออกมาให้ได้ยิน-ได้ฟัง หลังจากที่ “แม่ยก” คุณกาญจนี วัลยะเสวี หรือติ๊งต่าง ข่มอารมณ์ลบตัวเองไม่อยู่..
กรุณารส โศการส
น่าน..ต้องอย่างงี้สิ! ก็..นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นั่นไง เห็น 2-3 วันมานี้ ท่านสวมบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าว เดินตามรอย “ป๋าเปรม” เนียนกริบเชียว!
หยุดกระสุน..สาดสงกรานต์
ทำกันเป็นการภายในไม่ต้องเป็นข่าว-ภาพได้ไหม? ผมหมายถึงบรรดา “รัฐมนตรี” ที่ถือฤกษ์งามยามดี กราบเจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละกระทรวงในขณะนี้น่ะ!

