ฉลอง..อย่างมีสติ

ในวันคริสต์มาส มีกัลยาณมิตรส่งคำสอนของ หลวงพ่อชา สุภัทโท ที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสมาให้อ่านค่ะ

แม้วันคริสต์มาสจะผ่านไปแล้ว แต่ดูเหมือนเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองยังคงลากไปอีกยาวถึงปลายสัปดาห์หน้า มนุษย์ป้าจึงขออนุญาต..เลือกมาเล่าสู่กันต่อนะคะ

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นที่จดจำมาก คือตอนที่ท่านไปพำนัก ณ สาขาวัดหนองป่าพงในต่างประเทศ (เช่น วัดป่านานาชาติ) ซึ่งมีลูกศิษย์ชาวตะวันตกมาบวชอยู่จำนวนมาก ​ในช่วงคริสต์มาสปีหนึ่ง ลูกศิษย์ชาวตะวันตกเกิดความลังเลว่าในฐานะนักบวชพุทธ พวกเขาควรจะทำอย่างไรกับเทศกาลดั้งเดิมของบ้านเกิดตัวเอง หลวงพ่อชาจึงได้ให้โอวาทที่ลึกซึ้งและเฉียบแหลมไว้ดังนี้ครับ :

​"พระพุทธเจ้าไม่มีคริสต์มาส แต่คริสต์มาสมีธรรมะ" ​หลวงพ่อชาได้ให้แง่คิดแก่ลูกศิษย์ที่กำลังสับสนว่า : ​ธรรมะอยู่เหนือสมมติศาสนา :

ท่านสอนว่า ความดีงาม ความสงบ และความเมตตา ไม่ได้มีสัญชาติหรือศาสนา "ถ้าเราทำดี มันก็คือดี ถ้าเรามีสติ มันก็คือพุทธ" ท่านจึงไม่ได้ห้ามหากลูกศิษย์จะฉลอง แต่ให้ฉลองด้วย "ปัญญา" ไม่ใช่ด้วย "ตัณหา"

​การมองเห็นจุดร่วม (The Universal Truth) : ท่านมักเปรียบเปรยว่า น้ำในแก้ว ไม่ว่าคนชาติไหนจะเรียกมันว่าอะไร น้ำก็ยังเป็นน้ำ และให้ความเย็นเหมือนกัน ธรรมะในคริสต์มาส (การให้ ความรัก การแบ่งปัน) กับธรรมะในพุทธศาสนา ก็คือเนื้อเดียวกัน คือการละอัตตาและเมตตาเพื่อนมนุษย์

​ความเมตตาคือการไม่แยกเขาแยกเรา : มีครั้งหนึ่งที่ลูกศิษย์จัดเตรียมงานคริสต์มาสในวัดป่า ท่านก็ไม่ได้คัดค้าน แต่กลับร่วมอนุโมทนา โดยท่านให้เหตุผลว่า "เราฉลองความดี ไม่ได้ฉลองตัวบุคคลหรือชื่อวัน" การที่คนเราตั้งใจจะทำความดีร่วมกันในวันหนึ่งๆ ถือเป็นเรื่องประเสริฐ ​ใจความสำคัญที่ท่านมักเน้นย้ำ ​"ถ้าการฉลองนั้นทำให้ใจเราสูงขึ้น มีความเมตตามากขึ้น และเห็นแก่ตัวน้อยลง นั่นแหละคือพุทธศาสนาที่แท้จริง"

​หลวงพ่อชาจะย้ำเสมอเรื่อง "การไม่ยึดติดในสมมติ" (Convention) ท่านสอนให้ลูกศิษย์เข้าหาแก่นแท้ ถ้าคริสต์มาสคือการระลึกถึงผู้ที่สละตนเองเพื่อผู้อื่น (พระเยซู) การที่เรามาร่วมระลึกถึงคุณความดีนั้น ก็สอดคล้องกับหลัก "เทวตานุสสติ" หรือการระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดาในทางพุทธนั่นเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาขยับร่างกายกันดีกว่า

โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน

มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด

กตัญญู..มองผ่านซีรีส์

ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ

น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?

ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ

โลกมันก็เป็นแบบนี้!!

เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”

เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"

“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”