สื่อมวลชนปัญญาอ่อน?

นโยบายฟรีวีซ่า 60 วัน..

เกิดขึ้นในยุครัฐบาลเพื่อไทย-คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ อ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น

ก็..มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่งที่สุดหลังเปิด “ฟรีวีซ่า” มาแต่ปี 67 ถึงตอนนี้ ที่เห็นต่างนั้นก็ปรากฏภาพความจริงให้ประจักษ์

ทั้งต่างชาติแฝงตัวเข้ามาทำงานผิดกฎหมายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งปัญหากระทบต่อความมั่นคง และนอกจากจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว..

 ยังทำให้การท่องเที่ยวไร้คุณภาพ มากแต่ด้านปริมาณ!

เหตุนี้กระมัง..เมื่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย-คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ จึงได้เห็นข่าวจาก “ผู้จัดการออนไลน์” ที่รายงาน..

“นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงกรณีมีการสะท้อนปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางคน บางกลุ่ม ว่า

หลังจากที่มีการทดลองใช้ฟรีวีซ่าแบบ 60 วัน กับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา

ปรากฏว่ามีการสะท้อนปัญหาเข้ามามากมาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงจะต้องกลับมาทบทวนถึงมาตรการฟรีวีซ่า

เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด..ซึ่งในการทบทวนนั้นจะต้องมองในเรื่องของการปฏิบัติว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

รวมทั้งจะทำอย่างไรกับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และจะมีการปรับอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจากนักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์..”

ครับ..ตอนนั้นแม้ผมจะไม่ได้เห็นต่าง เพราะเชื่อ-และมั่นใจในทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะได้มีการกลั่นกรอง พิจารณารอบคอบถี่ถ้วนดีแล้ว

แต่เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า “นโยบายฟรีวีซ่า 90 วัน 93 ประเทศ” ประโยชน์น้อยกว่าความชิบหาย เอ๊ยเสียหายของประเทศ-สังคม

ผมจึงเลยเห็นดี-เห็นงาม และขอสนับสนุนที่รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” ..อย่าอืดอาดล่ะ รีบนำเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. ออกเป็นมติ..เร็ว!

เอ้า..แล้วนั่นจะเห็นด้วยดีไหม? ก็ที่คุณจักรพล ผลละออ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์กรณีมีเสียงวิจารณ์การทำงานของพรรค ว่า..

“จริงๆ เรื่องนี้อยู่นอกประเด็นการเขียนเรื่องพรรคมวลชน แต่เป็นเรื่องที่ผมครุ่นคิดกับมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว

ผมคิดว่าสื่อมวลชนของเรา ขออภัยหากใช้ถ้อยคำรุนแรง คือถ้าพูดตามตรง “ปัญญาอ่อน” กันขึ้นทุกวัน

ก่อนหน้านี้หรือก่อนผมเกิด เราเคยเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่สี่ เป็นชนชั้นพิเศษ มีอภิสิทธิ์ หรือเป็นปราการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย

จนได้พูดกันว่าเสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน

แต่ดูคุณภาพสื่อมวลชนทุกวันนี้กันเถอะครับ เราคาดหวังสื่อมวลชนในฐานะปราการปกป้องอะไรได้บ้าง สื่อมวลชนไม่ได้คัดกรองข่าวหรือชี้นำความคิดอะไรแก่สังคมเลย

ได้แต่หยิบเอาเรื่องปัญญาอ่อนอะไรก็ได้ที่น่าจะมีคนสนใจมาเขียนข่าวกันไปวันๆ สถานะผู้ชี้นำความคิดหรือปราการปกป้องประชาธิปไตยอะไรนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหลือสื่อมวลชนไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดเรื่องนี้ และที่น่าเศร้าคือสื่อจำนวนมากที่สำนึกเรื่องนี้เป็นสื่ออิสระหรือสื่อพลเมืองที่ไม่ใช่สื่อมวลชนอาชีพมีสังกัดใหญ่โตด้วย

แต่คนเหล่านี้แม่นยำเรื่องจรรยาบรรณสื่อเสียยิ่งกว่าพวกจบสื่อสารมวลชนมาหากินกับอาชีพสื่อหลายคนเสียอีก

สำหรับผม ถ้าเราคาดหวังให้ประเทศนี้ก้าวหน้า มีอนาคต สื่อมวลชนในฐานะฐานันดรที่สี่ ก็ต้องช่วยชี้นำความคิดสังคมด้วย ต้องเลิกเสนอข่าวดรามาปัญญาอ่อน ไร้สาระ

แล้วผลักดันความคิดชี้นำในสังคม เลิกคิดง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินหากินกับเรื่องงี่เง่าแล้วทำข่าวเชิงลึกเสริมสร้างสติปัญญาแก่สังคมบ้าง

พูดแบบนี้เพื่อนสนิทมิตรสหายที่เป็นสื่ออาจจะโกรธ อาจจะเกลียดผม แต่นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าต้องพูด ไม่อย่างนั้นเราก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแบบนี้กันไม่รู้จบ..”

เอาเถอะ..แม้จะไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่ผมก็ไม่โกรธ-เกลียดคุณจักรพลหรอกน่า เป็นสิทธิที่จะมองกันได้ แต่ขอออกตัวนิด..สื่อมวลชนไม่ได้เป็นชนชั้นพิเศษอะไรเลย

และเป็นองค์กร-สังคมที่มีทั้งคนดี-คนไม่ดีปะปนกันเฉกเช่นสมาชิกในพรรคประชาชนนั่นแหละ!

อ้อ..เรื่องผลักดันความคิดชี้นำในสังคม สื่อก็ได้ทำมาโดยตลอดทุกยุค-ทุกสมัย ยิ่งยุคนี้ยิ่งต้องทำหนักขึ้น เพราะมีกลุ่มคนบางคณะได้พยายามชักจูงชี้นำสังคมไปในทางผิดๆ แบบสุกเอาเผากิน

ส่วนที่ว่า สื่อปัญญาอ่อนนั้นผมไม่เถียง และเชื่อคุณจักรพลก็คงไม่เถียง หากผมจะบอกว่า..

สส.พรรคประชาชนก็มี..ปัญญาอ๋อนนอ่อน!.

 

สันต์ สะตอแมน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาพจากกล้องของผม

“นั่งคนเดียวมันเหงานะ” เพจเฟซบุ๊ก “HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya” (พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา) โพสต์จั่วหัวพร้อมด้วยข้อความว่า..

ช่องไทยโพสต์เจาะการเมือง

นี่..ถ้าหนุ่มจีน อินฟลูเอนเซอร์ ไม่ออกมาพูด.. ป่านนี้ เจ้าหน้าที่-หน่วยงานรัฐจะรู้ไหมว่า “ร้านอาหารจีน” ในย่านห้วยขวาง (กรุงเทพฯ) มันไม่รับจ่ายเป็นเงินบาท..

ห่วงใยแต่กลับทำให้เดือดร้อน?

ก็เป็นที่รู้-ที่เข้าใจของคนไทยชาวพุทธ.. การอุปสมบท หรือการ “บวช” ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพกาล และมีความโดดเด่น-เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด..

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ

เสียงสะท้อนของประชาชนต้องรับฟัง! เนี่ย..นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้แค่พูด แต่ได้ทำให้เห็นมาหลายเรื่อง-หลายกรณี อย่างล่าสุดนี้..

ไม่ไว้ใจ ‘ลูกเทพ’?

“ฟ้าคงสะใจ คงพอใจที่ได้เห็นเราเลิกรา เห็นคนที่รักกันมา ต้องลาร้างไป คงจะเห็นเป็นความสะใจ” เปล่า..ไม่ได้มีนัยอะไรหรอกครับ พอดีได้เห็นข้อความที่คุณบิลลี่ โอแกน ศิลปินระดับตำนาน ที่ไม่เพียงร้องเพลงเก่ง แต่งเพลงได้..