บัญชีกลางเตือนผู้ใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ระวังการซื้อ-แลกสินค้ากับรถเร่

14 ก.ย. 2568 – กรมบัญชีกลาง แจ้งเตือน ประชาชนผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ระมัดระวังการใช้สิทธิกับร้านค้าประเภทรถเร่ที่ตระเวนขายสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากพบว่าร้านค้าเหล่านี้มีพฤติกรรมหลอกลวง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนที่ใช้สิทธิกับรถเร่เหล่านั้น

ร้านค้าดังกล่าวตระเวนขายสินค้าด้วยรถเร่ ใช้แอปพลิเคชันถุงเงินในการรับชำระวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า และวงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม โดยหลอกให้ผู้ซื้อนำบัตรประชาชนไปซื้อของ หรือ แลกของ เช่น ไข่ไก่ น้ำมันพืช เป็นต้น หลังจากนั้น ผู้มีสิทธิหลายรายไม่สามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ เนื่องจากถูกแอบอ้างใช้สิทธิที่ร้านค้าข้ามพื้นที่ (ต่างจังหวัด) ซึ่งผู้มีสิทธิไม่ได้เป็นผู้ใช้สิทธิดังกล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ร้องหมดไม่มีเว้น! 'ศรีสุวรรณ' จี้รัฐบาลจัดระเบียบ 'รถพุ่มพวง-ซาเล้ง' ดัดแปลงสภาพผิดกฎหมาย

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล

'ศุภจี' ลุย 'ไทยช่วยไทย Plus' ส่งรถพุ่มพวงกว่าหมื่นคันกระจายสินค้าลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการลดภาระค่าค

แห่สมัคร ‘รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย’ ทะลุหมื่นราย ลุยส่งของถูกถึงชุมชน

โครงการ “รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย” ปิดรับสมัครคึกคัก มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 10,397 รายทั่วประเทศ รัฐบาลเดินหน้าดันเป็นเครือข่ายค้าขายเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัดถึงมือประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมสร้างรายได้ให้ผู้ค้ารายย่อยและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน

รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทย' วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)