จับกระแส ‘vote เชิงยุทธศาสตร์’ ลุ้นเหนื่อย! หวังปาฏิหาริย์

เหลืออีกเพียง 3 วันสุดท้าย ก่อนเข้าคูหากาเลือก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯ กทม. ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเอาไว้ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ในรอบ 9 ปี

                    จับกระแสช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ ที่มีการเสนอแคมเปญ “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” หรือ “เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์” นั้น

จนถึง ณ ตอนนี้ ดูเหมือนว่ากระแสดังกล่าวจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร

ถึงขนาด “ดร.เสรี วงษ์มณฑา” นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด ออกมาโพสต์แสดงความรู้สึก

“ถึงวันนี้ มั่นใจว่าคงต้องแพ้แน่ๆ ไม่ผิดคาด แม้จะเสียใจที่แพ้ แต่ก็ไม่เสียใจเท่ากับการเห็นสลิ่มด่ากัน แบบไม่ให้เกียรติการตัดสินใจของกันและกัน แม้คนเคยร่วมอุดมการณ์ก็ยังประณามกัน ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยค่ะ"

ก่อนนั้น ดร.เสรี ก็โพสต์อีกข้อความ...

“อีก 6 วัน สิ่งที่กังวลจะเกิดขึ้นเป็นความจริงเชิงประจักษ์ ถึงเวลานั้น ไม่ต้องต่อว่าใคร เพราะสลิ่มไม่อาจตกลงกันได้ ลองหยั่งเสียงดู คำตอบที่ได้ เห็นชัดว่าเสียงแตก”

ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้อย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับ กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง ช่อง TOPNEWS ก็ได้โพสต์ข้อความเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รวมทั้งเชิญชวนให้เปิดชมช่องท็อปนิวส์ในวันอาทิตย์นี้ จะเกาะติดนาทีต่อนาที จนรู้ผลวิเคราะห์ให้เสร็จสรรพ ที่สำคัญช่วงท้าย กนก ได้ทิ้งคำที่น่าสนใจ ที่น่าบ่งบอกถึงสถานการณ์ ณ ตอนนี้เอาไว้

“ด้วยหวังใจว่า จะมีปาฏิหาริย์ กระแสตีกลับ ฉีกหน้าสารพัดโพลในที่สุด”

ยิ่ง เทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นี่ ไม่มีเม้ม ไม่มีกั๊ก ฟันธงฉับ เอากันแบบชัดๆ

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ชูแคมเปญ ไม่เลือกเราเขามาแน่ มุกแป้ก!!!

“...มีการเสนอแนวทางให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครอย่างมียุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่า จากการเมืองที่มี 2 ขั้ว ให้แต่ละขั้วเลือกคนที่มีโอกาสได้มากที่สุดขั้วละคน โดยการเทคะแนนให้ผู้สมัครที่มีโอกาสมากได้รับเลือกมากที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ยากจากฐานคะแนนเสียงของคนใน กทม.สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ขั้วการเมืองใหญ่ๆ ที่เชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งสุดท้าย ก็มีการแบ่งฐานคะแนนเสียงอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่เอาทักษิณกับกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ เห็นได้จากผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 3 มีนาคม 2556 ที่กลุ่มไม่เอาทักษิณ เทคะแนนเสียงให้กับหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ 1,256,349 คะแนน จนเบียดชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทย 1,077,899 คะแนน ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากกลุ่มที่นิยมทักษิณในโค้งสุดท้ายไปได้

ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฐานเสียงของกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณมีผู้สมัครอยู่ 2 คน คือ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 8 และคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เบอร์ 1 ส่วนฐานเสียงกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ ก็มีผู้สมัครอยู่ 4 คน คือ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เบอร์ 4 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เบอร์ 6 คุณสกล ภัททิยกุล เบอร์ 3 คุณรสนา โตสิตระกูล เบอร์ 7 ซึ่งกลุ่มนี้มีฐานเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร และกลุ่ม กปปส.

ดังนั้นการเสนอแคมเปญให้เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์นั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะผู้สมัครแต่ละคนก็มีฐานเสียง แฟนคลับ หรือกลุ่มผู้สนับสนุนค่อนข้างชัดเจน ซึ่งไม่สามารถทำใจไปเทคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง ตามแนวทางการลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ตามที่ได้ขายความคิดในช่วงนี้ได้ เพราะผู้ลงคะแนนจะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง กลัวผู้สมัครที่กลุ่มตนสนับสนุนจะได้คะแนนน้อยเกินไป จะเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองได้

ส่วนตัวเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้ยุทธศาสตร์แบบ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ไม่น่าจะสำเร็จ เชื่อว่าคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน จะแชร์กันเองในกลุ่มฐานคะแนนของแต่ละขั้ว อยู่ที่ใครจะมีฝีมือดึงคะแนนเสียงในขั้วตัวเองได้มากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ผู้สมัครคนนั้นก็จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ ซึ่งสามารถฟันธงได้ว่า ขั้วเอาทักษิณจะได้เปรียบขั้วไม่เอาทักษิณ เพราะมีตัวแชร์คะแนนน้อยกว่า”

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้วิเคราะห์การ vote เชิงยุทธศาสตร์ 10 ข้อ โดยสรุปนั้น ดร.พิชัย ชี้ชัดในปัจจุบันความคิดทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ มีความหลากหลายมากขึ้น และประชาชนจำนวนไม่น้อยของกรุงเทพฯ แยกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ออกจากการเมืองระดับชาติ

 “ดังนั้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงมีการพิจารณาคุณสมบัติและนโยบายของตัวผู้สมัครมากกว่าความเชื่อแบบขั้วการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในระดับชาติ”

ถ้าจับกระแสศึกชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ครั้งนี้ ดูเหมือนโอกาสของตัวเต็งยืนหนึ่งมาทุกโพลจะมีเปอร์เซ็นต์สูงจะคว้าชัยไปได้ กระนั้นเลยก็หาใช่จะปิดประตูสำหรับผู้สมัครรายอื่นจะเบียดแซงโค้งสุดท้าย เพราะหากดูจากผลสำรวจล่าสุดของซูเปอร์โพล เรื่องการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พบว่า มีอีก 35.9% ยังไม่ตัดสินใจรอใกล้วันเลือกตั้ง, 27.3% ยังไม่ตัดสินใจ กำลังหาข้อมูล, 25.4% ตัดสินใจแล้ว แต่เปลี่ยนใจได้ และ 11.4% ตัดสินใจแล้ว ไม่เปลี่ยนใจอีก

หาก 3 วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหากาหมายเลข ใครมีทีเด็ดมัดใจคนกรุงออกมาแบบโป้งเดียวจอด ตัวเต็งอาจกลายเป็นตัวเกร็ง

ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้ใครจะรู้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”

มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ

‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’

‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?

คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน

อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี

วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง

สางปม'โกง-ขายชาติ'ลดเงื่อนไข บริหารสมดุลเครือข่าย'สีน้ำเงิน'

ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ

'น้ำเงิน'พลิกเกมเอาคืน สวนหมัด'ส้ม'ปมฮั้วสว.

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติสั่งฟ้องคดี ฮั้วเลือก สว. จำนวน 77 ราย ซึ่งรวมถึง 26 สว.สายสีน้ำเงินที่เป็นแกนนำและประธาน กมธ.สำคัญ เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา