คณะก้าวหน้า-ธนาธรปักธง "สว.สีส้ม" แชร์เก้าอี้สภาสูง

การเมืองช่วงเดือนพฤษภาคม วาระสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตามก็คือ การได้มาซึ่ง วุฒิสภา-สภาสูง ชุดใหม่ ที่จะมาแทนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน ที่จะหมดวาระลงในวันที่ 10 พ.ค. แต่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า สว.ชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งความเคลื่อนไหวการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.....ชุดใหม่ และทำให้หลังจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะออกประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว. โดยให้มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 พ.ค. และประกาศกำหนดวันเลือกและวันรับสมัครในวันที่ 13 พ.ค.-กำหนดวันเลือก สว.ระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย.-กำหนดวันเลือก สว.ระดับจังหวัด ในวันที่ 16 มิ.ย. และกำหนดวันเลือก สว. ระดับประเทศ 26 มิ.ย. และคาดว่าจะประกาศผลการเลือก สว.วันที่ 2 ก.ค.

ทำให้ขณะนี้ก็เข้าสู่ช่วงกำลังจะเริ่มต้นเตรียมคัดเลือก สว.ชุดใหม่ ที่จะมาจาก 20 กลุ่มสาขาอาชีพที่เลือกกันเอง และเลือกไขว้ ที่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือเริ่มจากระดับอำเภอ ตามมาด้วยระดับจังหวัด และสุดท้ายที่เลือกระดับประเทศ ภายใต้กติกาที่สลับซับซ้อน เป็นที่แรกและที่เดียวในโลก

ทำให้หลายฝ่ายจึงคาดการณ์กันว่า หลังการคัดเลือกจบลง ก็คงมีการร้องเรียนต่างๆ ตามมามากมาย ทั้งในระดับอำเภอ-จังหวัด-ประเทศ 

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า กติกาดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือกีดกันไม่ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมกระบวนการนี้หรือไม่ หรือเป็นกลไกเอื้อให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถเลือกคนของตัวเองมาลงรับสมัคร เพื่อเลือกกันเองหรือไม่?

การตั้งคำถามดังกล่าวข้างต้นคือ คำถามหลักที่ฝ่าย คณะก้าวหน้า นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า-อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เปิดตัวรณรงค์ให้คนไปลงสมัครคัดเลือกเป็น สว.กันเยอะๆ และมีการเดินสายไปหลายจังหวัดแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ธนาธรได้มีการแถลงเปิดตัวแคมเปญรณรงค์เชิญชวนคนลงสมัคร สว.ประชาชน อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา

บนเสียงวิจารณ์อีกมุมว่า การเคลื่อนไหวของคณะก้าวหน้า-ธนาธร ที่เชื่อมโยงกับ พรรคก้าวไกลแบบแนบสนิทในการรณรงค์ให้คนไปสมัคร สว.กันให้มากๆ สุดท้ายแล้ว สว.จะกลายเป็น ฐานการเมือง ใหม่ในสภาสูงที่คณะก้าวหน้า-ธนาธร-พรรคก้าวไกล กำลังสร้างขึ้นมาใช่หรือไม่? 

ธนาธร” ระบุไว้ตอนแถลงข่าวว่า "ถ้าเราอยากให้การเมืองกลับมาเป็นปกติ อยากให้การเมืองอยู่ในวิถีประชาธิปไตย ประชาชนเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา วิธีทางเดียวที่ฟื้นฟูกลับมาได้ คือทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ทั้งตำรวจ, อัยการ, ศาล, ราชทัณฑ์ และองค์กรอิสระต่างๆ กลับมายืนอยู่บนความยุติธรรม ตั้งมั่นบนความเป็นธรรม นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศไทยฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนไทยอยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ได้"

แม้นายธนาธรจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า นี่อาจเป็น ข้อเรียกร้องที่สูงมาก ก็ตามที แต่ก็ยังตั้งเป้าว่า ต้องการ สว.อิสระของประชาชนอย่างน้อย 70 คน หรือ 1 ใน 3 จากเสียงของ สว.ทั้งหมดเพื่อเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในรัฐสภา

เพราะในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกในกลางปีนี้ผ่านมาได้ ก็จะทำให้ต้องมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งจะต้องได้เสียง สว.เห็นชอบด้วย ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ประมาณ 67 คน และในการโหวตวาระ 3 ก็ต้องมี สว.ลงมติเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เช่นกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึงจะเกิดขึ้นได้  

แต่เนื่องจากนายธนาธรเห็นว่า ระบบการคัดเลือก สว.ที่ดีไซน์ออกมา ไม่สามารถทำให้ คนเก่ง ดี เด่น ดังในอาชีพ เข้ามาดำรงตำแหน่งได้ แต่ตำแหน่งนี้จะตกไปอยู่กับคนที่มีพรรคพวก เป็นการ ‘ลากตั้ง’ แทนเหมือนกับ สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้มีข้อครหาตลอดการดำรงตำแหน่งว่า คือผลพวงของ ‘การสืบทอดอำนาจรัฐประหาร’ หรือเป็น ‘นั่งร้านเผด็จการ‘

โดยธนาธรอ้างว่า "แม้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ระบอบประยุทธ์ก็ยังอยู่กับเราในรูปแบบของรัฐธรรมนูญปี 60 แม้คุณประยุทธ์ไม่อยู่แล้ว แต่ตัวระบบระเบียบที่เขาก่อร่างสร้างตัวโดยคณะรัฐประหารยังอยู่กับพวกเรา"

และนอกจาก สว.ชุดใหม่ จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ-การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว สว.ชุดใหม่ที่มีวาระการปฏิบัติหน้าที่ 5 ปี นับจากปี 2567 ก็ยังมีอำนาจหน้าที่-ภารกิจสำคัญอีกหลายเรื่องรออยู่ โดยเฉพาะการลงมติ ให้ความเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ บุคคลไปดำรงตำแหน่งในกรรมการองค์กรอิสระ-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นๆ เช่น ศาลปกครองสูงสุด-สำนักงานอัยการสูงสุดกับการให้เห็นชอบอัยการสูงสุด หรือกรรมการ กสทช. เป็นต้น

โดยตำแหน่งสำคัญๆ ที่รอให้ สว.ชุดใหม่เข้าไปโหวต ก็มีเช่น “ประธานศาลปกครองสูงสุดคนใหม่หลังก่อนหน้านี้ สว.ชุดปัจจุบันเพิ่งโหวตคว่ำ ไม่ให้ วิษณุ วรัญญู ขึ้นเป็นประธานศาลปกครองสูงสุดคนใหม่ แทน วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เป็นต้น หรือในส่วนขององค์กรอิสระ ก็เช่น การต้องให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช.อย่างน้อยก็ 4 คน ที่จะหมดวาระในปีนี้ เช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, วิทยา อาคมพิทักษ์ เป็นต้น

ดังนั้นหากฝ่ายไหนกุมเสียงในสภาสูงไว้ได้ ก็จะเป็นฐานการเมืองที่สำคัญ ซึ่งฝ่ายคณะก้าวหน้า-ธนาธร ก็คงคิดเรื่องนี้อยู่ในใจบ้าง เช่นกัน ใช่หรือไม่?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘หนู-นก’ลุยไฟฝ่าเสียงค้าน! เข็น‘TH-AI Passport’ไม่ไร้ค่า

ไม่ใช่โครงการไร้ค่า เฮงกะบ๊วย! คำพูดการันตีจากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดลงทะเบียนวันแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569

“เล่าต๋า”เขย่าระบบราชทัณฑ์ เปิดปมใหญ่ช่องโหว่"ลดโทษ"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการยุติธรรมปลายน้ำของไทยปะทุขึ้นอีกระลอก หลังการก้าวพ้นประตูเรือนจำกลางบางขวางของ เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดระดับชาติ วัย 86 ปี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา

จับตาโผแต่งตั้ง"นายพลใหญ่" ปรับทัพวาง"ขุนศึก"ยุค"บิ๊กราญ"

ว่าที่ “ผบ.ตร.” คนที่ 16 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตัวแล้ว “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เตรียมรับไม้ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณ 30 ก.ย.นี้

คุมเข้ม ‘ปืน’ ปราบอาชญากรรม ได้เสียงชื่นชม หรือเสียคะแนนนิยม

ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการล้อมคอก เรื่องการครอบครองและพกพาอาวุธปืนของรัฐบาล หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนชื่อดังที่ จ.นนทบุรี คดีนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต และเหตุสะเทือนขวัญอีกหลายคดี

หมากของไทยในสมรภูมิมหาอำนาจ กระแสต้าน'สหรัฐ-จีน'ยังเชี่ยวกราก

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลยังต้องเจอ “วิบากกรรม” จากผลพวงของโมเดลสร้างความเข้มแข็งให้องค์ประกอบทางการเมือง “ขั้วสีน้ำเงิน” จึงต้องเร่ง “ทำงาน” อย่างเต็มสูบ เพื่อใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์